[ QZGS ] สาเหตุของการทุบสถิติที่แผ่นดินเร่ร่อน [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ

Timeline:               ประมาณ บทที่ 3 เล่ม 3 (หลานซีเก๋อชิงสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อน)

Note:                      *** สปอยส์เล่ม3บางส่วน ***

 

“ให้เร่าอ้านฉุยหยางมาแทนคุณ เราทั้งห้าคนจะไปทำสถิติกันเอง” คำพูดของชุนอี้เหล่าดังก้องอยู่ในหัวของหลานเหอตั้งแต่แยกตัวออกมาจากอาณาจักรทวยเทพแล้วกลับเข้าล็อกอินไอดีเล็กที่เซิร์ฟเวอร์สิบ

ประโยคนี้มีความหมายแอบแฝงหรือเปล่า?

ชุนอี้เหล่าจะให้เขาลงจากตำแหน่งห้ายอดฝีมือของกิลด์หลานซีเก๋อหรือเปล่า?

หรือว่าตำแหน่งของหลานเฉียวชุนเสวี่ยในสายตาของพวกลูกกิลด์ที่อาณาจักรทวยเทพจะสั่นคลอนแล้ว…

ไม่หรอกมั้ง

หลานเหอลูบหน้าตัวเองแรงๆเรียกสติ แต่ความคิดฟุ้งซ่านก็ยังก่อกวนวุ่นวายในหัว ยิ่งคิดยิ่งสงสัยในตัวเอง หรือเขาจะไม่มีฝีมือพอกับการเป็นระดับผู้นำของกิลด์ ต้องถูกถอดออกแล้วให้เร่าอ้านฉุยหยางเข้ามาแล้วจริงๆ

…ไม่มีทาง!

ยังไงเขาก็ไม่มีทางยอมแพ้คนอวดดีจองหองอย่างหมอนั่นเด็ดขาด แค่แพ้ใน PK ครั้งนั้นก็ถูกเร่าอ้านฉุยหยางพูดเยาะเย้ยแทบทุกครั้งที่เจอหน้า หากต้องยกตำแหน่งให้ ไม่กลายเป็นว่าถูกกดหัวจมดินเลยเหรอ!

…แต่เขาก็ไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนี้อยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจาก ผลงานที่แทบเรียกได้ว่าอัปยศขั้นสูงสุดในเซิร์ฟเวอร์สิบ ชุนอี้เหล่าให้เขามาบุกเบิกเซิร์ฟเวอร์สิบเพื่อเสริมกำลังไปคานกับเร่าอ้านฉุยหยาง แต่กลายเป็นว่า เขาทำตัวเองให้เป็นเป้าโจมตีมากกว่าเดิม นับวันผลงานยิ่งแย่จนหมอนั่นจับเป็นประเด็นใส่ไฟสุมหัวคนอื่นๆในอาณาจักรทวยเทพ

ถ้าหาก… ถ้าหากไม่มีจวินม่อเซี่ยวสักคน

ถ้าหากจวินม่อเซี่ยวไม่เข้ามาเล่มเกม หรือไม่ก็ถ้าหากจวินม่อเซี่ยวไร้ฝีมือกว่านี้

ถ้าหาก… ถ้าหาก….

“นี่! อยู่หน้าจอรึเปล่า จะตายอยู่แล้วนะ!”

“อ๊ะ! โทษที” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นกระทันหันจากเฮดโฟนทำให้หลานเหอหลุดจากการใจลอยหันกลับเข้าไปสนใจหน้าจอเกม ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างผงะกับสถานการณ์ฉุกเฉินตรงหน้า เด็กหนุ่มรีบกดใช้น้ำยาฟื้นฟูHPที่เกือบแตะขีดเลือดแดงอย่างทันฉิวเฉียด

พอเซฟตัวเองเรียบร้อยหลานเหอรีบหันไปจัดการกับมอนเตอร์รอบตัว แต่ยังไม่ทันจะได้พรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกคำสั่ง เสียงปืนก็ดังรัว มอนเตอร์ที่กำลังรุมโจมตีเขาอยู่ดับสนิทในเสี้ยววินาที

“ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไรๆ” อีกฝายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ หลานเหอพลันนิ่ง ท่าทีเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง

น้ำเสียงไม่คุ้นหูนั่นทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้กำลังปาร์ตี้กับพวกซี่โจวอยู่ เพราะสลัดเรื่องที่ชุนอี้เหล่าพูดออกจากหัวไม่ได้เขาเลยเดินเตร็ดเตร่เก็บเลเวลคนเดียว

แล้วหมอนี่ใคร?

ไวเท่าความคิด หลานเหอขยับเมาส์เปลี่ยนมุมหันกลับไปมองด้านหลังตามทิศทางของปืนที่ดับชีพมอนเตอร์ แล้วต้องอ้าปากค้างตะลึงงันกับบุคคลที่มาช่วยชีวิต

จวินม่อเซี่ยว…

เชี่ย! แค่ก่อกวนเขาในสถิติดันเจี้ยนไม่พอ ยังมาก่อกวนกันต่อหน้าต่อตาอีกเหรอ นี่เขาจะดวงซวยไปถึงไหน!

ไม่สิ หมอนี่พิงช่วยไม่ให้เขาตาย แต่…แต่ก็ทำให้เขาตายทั้งเป็น ตกที่นั่งลำบากในกิลด์หลานซีเก๋อ

เฮ้อ… ถ้าหากไม่มีจวินม่อเซี่ยวสักคน

“ใจลอยอีกแล้ว” จวินม่อเซี่ยวพูดด้วยเสียงเอื่อยๆ แต่หลานเหอฟังแล้วรู้สึกอีกฝ่ายดูรื่นเริงชอบกล แต่ด้วยความมองโลกในแง่ดี หลานเหอจึงคิดว่าตัวเองคงเผลอเอาอคติส่วนตัวไปมองจวินม่อเซี่ยวผิดๆมากกว่า เลยพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเป็นมิตรกลบเกลื่อนเพิ่มอีกนิด

“คุณมาทำอะไรตรงนี้”

“เก็บเลเวลไง”

เหอะ! ทำกิลด์ใหญ่สองกิลด์หัวปั่นจนต้องลากให้หัวหน้ากิลด์ออกโรง แต่ตัวเองมาเดินชิลตีมอนเตอร์เก็บเลเวลคนเดียว!

หลานเหออยากเอาหัวโขกคอมพิวเตอร์

“นี่พี่น้อง! อารมณ์ดีจังนะ!!”

“แน่อยู่แล้ว ก็พึ่งทำเฟิสต์คิลแม่มดเพลิงได้นี่นา”

“…” หลานเหอพิมพ์จุดพร้อมอีโมร้องไห้แทนคำพูด

“นานๆทีจะเจอกันต่อหน้า พูดไมค์ก็ได้”

“…” หลานเหอยังคงแจกจุด

“อารมณ์ไม่ดีเหรอ?”

“เปล่า” เด็กหนุ่มปฏิเสธอย่างร้อนตัว แถมมือยังเผลอปัดลงบนคีย์บอร์ดทำตัวหลานเหอกระตุกวูบก้าวเข้าระยะความเกลียดชังล่อมอนเตอร์ออกมาโจมตีอีก

“จุ๊ๆ เด็กไม่ดี โกหกไม่เนียนเลย” เยี่ยซิวหัวเราะเบาๆรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัวขณะรัวนิ้วบังคับให้จวินม่อเซี่ยวฆ่ามอนเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้พวกเขาพร้อมทั้งพูดหยอกจอมยุทธ์ดาบตรงหน้าต่อ “แล้วข้อเสนอไม่ชิงสถิตดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อน คุณจะตอบว่าไง ตกลงไหม?”

อ่า… เรื่องนี้

“…” หลานเหอแทบน้ำตานองหน้าขณะพิมพ์แจกจุดไร้คำพูด ยิ่งมองตัวเกมคนจรจวินม่อเซี่ยวฆ่ามอนเตอร์หลายตัวชิลๆอารมณ์เขายิ่งดิ่งลงเหว ความคิดด้านลบกลับเข้ามาในหัวทันที

“คุณว่าผมไร้ฝีมือรึเปล่า?” คำพูดหลุดจากปากโดยไม่ทันคิด

“หืม?”

“เปล่า คือว่า…” หลานเหอขยับตัวอย่างอึดอัด ละมือข้างหนึ่งจากคีย์บอร์ดแล้วนั่งเท้าคางมองหน้าจอ ก่อนตัดสินใจระบายออกมา

ตอนนี้จวินม่อเซี่ยวยังไม่สังกัดกิลด์ไหน ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร อีกทั้งตอนนี้เขารู้สึกว่าถ้าหากไม่ระบายกับใครสักคนคงจะจิตตก ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปทั้งวัน ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ๆ

ยังไงซะคนตรงหน้าก็เป็นต้นเหตุ รับผิดชอบด้วยการฟังเขาบ่นก็น่าจะสาสม!

แถมดูจากการที่จวินม่อเซียวตีมอนเตอร์โดยไม่ปล่อยให้มีตัวไหนโจมตีเขาสักนิด หมอนี่คงไม่ปล่อยให้เขาถูกมอนเตอร์ปลิดชีพตายอนาถขณะกำลังบ่นเรื่อยเปื่อยหรอก

หลังคิดเสร็จสับหลานเหอก็เตรียมระบายความกลัดกลุ้มออกทันที ระบายออกแล้วจะฮึดกลับไปช่วยกิลด์หลานซีเก๋อชิงสถิติต่อ แบบนี้มีประสิทธิภาพกว่าเห็นๆ

“ทีมชิงสถิติของหลานซีเก๋อครั้งนี้มีคนเล่นแทนตำแหน่งผม” หลานเหอพยายามพูดเรียบๆแต่น้ำเสียงกลับปกปิดความกังวลหดหู่ไม่มิด แถมยังเผลอลงน้ำหนักกับมือข้างที่อยู่บนคีย์บอร์ดขยับตัวไปล่อมอนเตอร์ออกมาให้จวินม่อเซียวตีเพิ่มอีกกลุ่ม แต่หลานเหอไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย เพราะในหัวปรากฏภาพเร่าอ้านฉุยหยางกำลังถากถางเขาอยู่

เยี่ยซิวเลิกคิ้วกับการล่อมอนเตอร์โดยไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร รัวนิ้วตีต่อพลางนั่งฟังเงียบๆ

“เขากำลังชิงตำแหน่งห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อกับไอดีใหญ่ผม แถมยังPK ชนะผมอีก แล้วก็ผลงานในเซิร์ฟเวอร์สิบของผมก็… เฮ้อ.. นั่นแหละ”

“ถ้าหากสถิติถูกพิชิตเพราะเขา คุณจะลำบากสินะ?”

“ก็ใช่” อันที่จริงหลานเหออยากพูดต่อว่า เพราะจวินม่อเซี่ยวนั่นแหละทำให้เขาตกที่นั่งลำบากที่สุด แต่เพื่อให้มีคนฟังเขาบ่นหลานเหอเลยตัดสินใจมองข้ามไป “แต่บางทีถ้าเป็นแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้ คุณคิดว่าผมควรยกไอดีนี้ให้เขาเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบดีไหม บางทีถ้าเป็นเขาสถานการณ์ของหลานซีเก๋ออาจจะดีกว่านี้”

“อย่าเลย ฉันขอโท-…”

“ฮะ? คุณพูดว่าอะไรนะ?” ปลายเสียงขาดหายจนหลานเหอต้องถามย้ำ

“เปล่าไม่มีอะไร” เยี่ยซิวบอกปัดเต็มเสียงผิดกลับประโยคก่อนหน้าที่พูดงึมงำในคอจนหลานเหอได้ยินไม่ชัด “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“หืม…? จัดการ…? เดี๋ยวๆ จะจัดการอะไร ผมแค่บ่นให้คุณฟังเฉยๆ” หลานเหอสะดุ้งวาบ ยืดตัวมองจอเต็มตัว หน้าจอเห็นจวินม่อเซี่ยวที่ตีมอนเตอร์จนตายหมดแล้วพลันขยับเข้าใกล้จนชิดตรงหน้าเขา จากนั้นอีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบาๆ

แล้วน้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาราวกับถูกเจ้าตัวมาพูดกระซิบอยู่ข้างหูโดยตรงก็ดังขึ้น

“เรื่องนี้ฉันรับผิดชอบเอง ไม่ต้องห่วงนะ เสี่ยวหลาน”

พูดจบอีกฝ่ายก็ขยับตัวจากไป ทิ้งให้หลานเหอนั่งอึ้งกระพริบตาปริบๆมองแผ่นหลังคนจรที่จากไปจนลับหายจากสายตา

ข้างแก้มเด็กหนุ่มร้อนผ่าวอย่างแปลกประหลาดกับน้ำเสียงนุ่มนวลชวนจั๊กจี้ผิดวิสัยนั่น…

หัวใจพลันอุ่นวาบราวกับถูกลูบหัวโดยตรง

นี่มัน… บ้าเกินไปแล้ว

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่หัวใจก็ยังเต้นรัวแปลกๆไม่เป็นจังหวะอยู่ดี…

นานทีเดียวกว่าหลานเหอจะสังเกตเห็นข้อความที่ส่งมาจากจวินม่อเซี่ยว เมื่อเปิดอ่านอารมณ์สั่นไหวที่เกิดขึ้นวูบใหญ่ก็หายไปเปลี่ยนเป็นโมโหแทบกระอักเลือด

‘สถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเดี๋ยวฉันจะเป็นคนชิงเอง ไม่ต้องห่วงนะ’

เชี่ย! คนนิสัยไม่ดี! เขาไม่ได้บ่นให้ฟังเพื่อให้จวินม่อเซี่ยวกลับไปท้าชิงสถิติกับกิลด์หลานซีเก๋อของเขานะ หมอนั่นเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า!? ถ้าจวินม่อเซี่ยวกลับไปชิงสถิติก็เท่ากับที่เขาทำมามันสูญเปล่าทั้งหมดน่ะสิ!

“นี่คุณกลับมาก่อน!” หลานเหอตะโกนก้องเริ่มขยับนิ้วสั่งบังคับให้ตัวเองวิ่งตามหลังไป

รั้ง! ต้องรั้งตัวไว้อย่าให้จวินม่อเซียวไปดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเด็ดขาด!

แต่อีกฝ่ายจากไปนานแล้ว วิ่งตามไปก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

หลานเหอเปิดหน้าต่างสหายรีบส่งข้อความไปห้ามแต่กลับได้รับคำตอบที่ทำเอาแทบร้องไห้

‘ช้าไปแล้ว วางแผนเรียบร้อยแล้ว’

อีโมยิ้มกว้างสวมแว่นกันแดดสีดำตามหลังข้อความนั่นช่างดาเมจสูงทำร้ายใจจริงๆ

หลานเหอเอาหัวโขกคีย์บอร์ด

ไม่หรอกมั้ง… สถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนที่พวกซุนอี้เหล่ากำลังจะเพิ่มสถิติคงไม่ล้มเหลวเพราะเขาหรอกมั้ง

ไม่หรอกมั้ง… จวินม่อเซี่ยวคงไม่ทำตัวมีจิตอาสาทำลายสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนทั้งๆที่ไม่มีคนจ้างหรอก

…ใช่ไหม?

หลานเหอปลอบใจตัวเองอย่างเงียบงัน

 

………………………..

 

อีกฝั่งห่างจากหลานเหอที่กำลังวิ่งตามหลังคนบางคนออกมาไกล

จวินม่อเซี่ยวหยุดยืนนิ่ง เยี่ยซิวเปิดหน้าต่างสหายกดเรียกระดมปาร์ตี้พิชิตสถิติดันเจี้ยนไปสูบบุหรี่ไป

‘ฉันขอโทษ’

ประโยคที่หยุดชะงักไปกลางคันของเขาขณะกำลังพูดกับหลานเหอ… หลังจากเห็นท่าทางของจอมยุทธ์ดาบแล้ว เยี่ยซิวก็รู้สึกตัวว่าครั้งนี้ตนเองแกล้งหนักมือไปจริงๆ

ตอนแรกเขาชิงสถิติให้พวกกิลด์เหยี่ยหลุนแล้วเห็นว่าหลานเหอใจแข็งไม่ยอมทักมาเหมือนปกติ เลยแอบหนักมือกับรายการของที่มอบให้กิลด์ป้าซี่สยงถูเพื่อให้เยี่ยตู้หานถานร้อนรนจนไปถามเอากับหลานเหอ จากนั้นหลานเหอก็คงจะทักมาเหมือนปกติ

แต่กลับไม่…

หลานเหอชิงสถิติกลับมาโดยไม่มีข้อความทักหาเขาสักคำ เขาเลยชิงเฟิร์สคิลบอสแม็ปแม่มดเพลิง และแล้วในที่สุดข้อความแจ้งเตือนจากหลานเหอก็มา เยี่ยซิวรีบเปิดรีบตอบหลานเหอก่อนข้อความของคนอื่นๆที่ส่งมาแทบล้นจอ

พูดคุยอย่างอวดๆตัวนิดหน่อย จากนั้นอีกฝ่ายก็ออฟไลน์หายไปเลย…

ประโยคที่พิมพ์คุยกันคราวนั้นน่าจะสร้างปัญหาให้

อืม… เขากล้าทำกล้ารับ ในเมื่อสร้างปัญหาให้อีกฝ่าย เขาก็จะแก้ปัญหาให้เอง

“แค่ไม่ให้ทีมพิชิตดันเจี้ยนของหลานซีเก๋อรอบนี้ทำสถิติสูงสุด ตัวปัญหาของหลานเหอก็ไม่สามารถเป็นปัญหาให้หลานเหอได้สินะ”

เยี่ยซิวยิ้มกว้าง ขยี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยแล้วละมือมารัวนิ้วพิมพ์ข้อความเรียกระดมสมาชิกอีกรอบ

เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน เกอใจดีขนาดนี้ ต้องอยู่กับเกอที่เซิร์ฟเวอร์สิบนานๆสิ จะยกไอดีให้คนอื่นมั่วซั่วได้ไง เด็กนิสัยไม่ดี.

 

 

_______________________________________________________________________________

สัมผัสได้ว่าช่วงเวลานี้ของเรื่องต้องมีซัมติ่ง 555+

Gundam Seed Destiny : : Untill You… [Shin x Athrun]

Fan Fiction: Mobile Suit Gundam Seed Destiny [ Cross Omegaverse]

Pairing:  shin x athrun

Note: ฟิคตามรีเควสของคุณ SweeT’y   หัวข้อ : เรท

  • ไม่มีสงครามระหว่างซาฟท์และกองทัพโลก

 

โคมไฟถูกหรี่จนเหลือเพียงแสงสลัวๆมองแทบไม่เห็นบริเวณอื่นของห้องนอกจากเตียงสีขาวสะอาดตาที่ตอนนี้มีร่างๆหนึ่งนอนอยู่ ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ด้วยแรงดึงทึ้งจากเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินที่ร่างกายกำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน ใบหน้าหวานแดงก่ำ ตามไรผมมีเหงื่อซึมออกไม่หยุดบ่งบอกถึงอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งขึ้นสูง

ไม่ไกลนักบนพื้นข้างเตียงคือกระบอกฉีดยาและแคปซูลที่ถูกเปิดแล้วสองแคปซูล

ยาสำหรับระงับอาการของโอเมก้า

อัสรันแข็งใจลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มือสั่นระริกยกขึ้นจิกรอยกัดตรงคออย่างแรงจนเลือดซิบเพื่อหวังให้มันหยุดปลุกความร้อนรุ่มที่กระจายไปทั่วร่างเสียที แต่สัมผัสนั้นกลับสร้างความวาบหวิวจนริมฝีปากที่ขบแน่นต้องหลุดเสียงคราง

“อือ… อ๊ะ…”

ดวงตาสีเขียวปิดลงอย่างเคลิบเคลิ้ม มือเรียวเลื่อนจากลำคอไล่ลงสัมผัสแผ่นอกโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวลูบไล้ผิวกายผ่านเสื้อเชิ้ตที่ถูกดึงจนกระดุมหลุดแทบเผยให้เห็นยอดอกที่ชูชันด้วยแรงอารมณ์

“อื้อ!”

ปลายนิ้วพลันสะกิดโดนจุดอ่อนไหวของตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว ความปวดหนึบแล่นปราดดึงเอาสติกลับมา โอเมก้าหนุ่มผวาพาตัวเองลงจากเตียงพยายามคุมสติเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า แต่แล้วขาทั้งคู่ก็พลัดอ่อนเปลี้ยหมดแรงล้มลงกองกับพื้น

ราวกับกำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง

ระ..ร้อน… ทรมาน ช่วย… ช่วยที…

ดวงตาสีเขียวปิดแน่นข่มอารมณ์ ใบหน้าคนๆหนึ่งลอยเข้ามาในห้วงความร้อนรุ่ม เขายกมือขึ้นขบกัดเรียกสติที่กำลังหลุดลอย พยายามลบภาพคนๆนั้นออกไปจากหัว

เลือดสีแดงไหลจากบาดแผลตามมือออกมาตามไรฟัน  ความมืดสนิทเริ่มคุกคามกดให้ดวงตาสีเขียวปิดสนิท พร้อมๆกับที่ประตูห้องถูกเปิดออกและความอุ่นร้อนก็ตรงเข้าโอบร่างกายอย่างอ่อนโยน

อัสรันพยายามฝืนร่างกายลืมตามองคนที่กำลังโอบกอดตัวเองแน่น แต่แล้วเงารางๆของอีกฝ่ายก็หายไปพร้อมกับสติของเขา

“คุณอัสรัน!!”

เสียงคุ้นหูตะโกนเรียกอย่างตื่นตะหนกคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน

…………………………………………………..

 

สามเดือนก่อน

แพลนท์ , ฐานทัพประจำเมืองหลวง กองทัพซาฟท์

ภายในพื้นที่ส่วนเก็บโมบิลสูทและโมบิลอาเมอร์ของยานมิเนอร์วาในขณะนี้เต็มไปด้วยลูกเรือที่เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งเรียกรวมพลที่กัปตันยานสั่งการมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

ชิน อาสึกะ ในชุดทหารของซาฟท์กลอกตาอย่างเบื่อๆ กัปตันทาเรียไม่ได้สั่งให้ทุกคนอยู่ในระเบียบมากนักดังนั้นลูกเรือเกือบทุกคนจึงส่งเสียงพูดคุยจอแจกันไม่หยุดหลังจากได้พักผ่อนยาวนานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆเพื่อเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจฝึกซ่อมรบร่วมกับออร์บที่โลกเป็นเวลาสามเดือน

น่าเบื่อชะมัด

เด็กหนุ่มอ้าปากหาวหวอดๆพลางมองไปยังกัปตันสาวที่ก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูลในจอมิเตอร์พกพาอย่างไม่มีทีท่าจะบอกถึงเหตุผลที่สั่งรวมพลกะทันหัน รู้งี้เขารอขึ้นยานพร้อมเรย์ในตอนเย็นซะก็ดีหรอก

เพราะหมายกำหนดออกยานคือวันพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงมีบางคนที่ไม่ได้มาเข้าแถวเนื่องจากจะขึ้นประจำยานในตอนเย็น และเพื่อนของเขาเรย์ ซา บาร์เรล ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยให้เหตุผลว่า อยากอยู่กับท่านผู้แทนดูแลนเดิลให้นานที่สุดก่อนจะไปที่โลก

พวกเห็นคนรักดีกว่าเพื่อนนี่น่าโมโหจริงๆ

ดวงตาสีแดงหันมองไปรอบๆ จังหวะเดียวกับที่โมบิลสูทเครื่องหนึ่งบินเข้ามาในยาน แรงสั่นสะเทือนมีเพียงเล็กน้อยในจังหวะที่เครื่องลงจอดทำให้ชินขยับยิ้มนึกชื่นชมฝีมือของนักบิน การบังคับเครื่องให้ลงจอดอย่างนุ่มนวลนั้นเป็นไปได้ยากหากไม่มีฝีมือพอ

คนๆนี้ไม่เลว

ชินตั้งเป้าหมายว่าหากมีโอกาสจะขออีกฝ่ายท้าประลองทันที

“อะแฮ่ม!”

จู่ๆกัปตันทาเรียก็ละสายตาจากจอมอนิเตอร์แล้วกระแอมไอขึ้นเพื่อเรียกความสงบ ทว่าสายตาทุกคนกลับจับจ้องไปยังโมบิลสูทเครื่องสีแดงที่พึ่งดับเครื่องเป็นตาเดียวไม่สนใจหญิงสาวผู้เป็นกัปตันเลยแม้แต่น้อย

“จัสติสกันดั้ม!! นั่นอัสรัน ซาล่านิ!” เสียงใครสักคนดังขึ้น ตามด้วยเสียงอื่นๆอีกเป็นขบวน จากนั้นความสงบก็ถูกทำลาย เสียงอุทานและเสียงกรี๊ดเบาๆดังขึ้นเมื่อเห็นนักบินลงจากเครื่องแล้วเดินตรงมาที่จุดรวมพล จนกัปตันทาเรียต้องกระแอมไออีกครั้งเพื่อเรียกความสงบ

กัปตันสาวออกคำสั่งให้ทุกคนทำความเคารพเมื่อเด็กหนุ่มผมน้ำเงินเดินมาหยุดยืนหน้าแถวลูกเรือ หญิงสาวแจ้งว่าอีกฝ่ายจะมาประจำการในฐานะนักบินตำแหน่งเฟทประจำยานมิเนอร์วาเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ก่อนจะให้ผู้มาใหม่เอ่ยถึงภารกิจ

อัสรันสั่งให้ทุกคนเอามือลง เริ่มอธิบายถึงภารกิจบนโลกของยานมิเนอร์วาอย่างคราวๆพร้อมเปิดข้อมูลในจอมอนิเตอร์ที่ถือมาด้วยให้ลูกเรือทุกคนดู รายละเอียดภารกิจถูกขยายเป็นโฮโลแกรมขนาดใหญ่ มือเรียวชี้อธิบายอย่างคล่องแคล่วเรียกให้ทุกคนมองตาม

สายตาชินหยุดนิ่งมองร่างโปร่งเพรียวในชุดทหารซาฟท์ที่มีสัญลักษณ์หน่วยเฟทกลัดตรงหน้าอกอย่างไม่วางตา ท่าทางอธิบายอย่างเอาจริงเอาจังไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ แต่เป็นกลิ่นหอมแปลกๆต่างหาก

กลิ่นหอมประหลาดที่ทั้งหอมทั้งหวานและยังเย้ายวนลอยแตะจมูกชวนให้รู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งร่าง เขาได้กลิ่นนี้ตั้งแต่คอทพิทจัสติสเปิดออก และรุนแรงมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งเมตร

นี่มันผิดปกติ…

ใบหน้าเด็กหนุ่มซีดเผือด มือทั้งสองข้างกำแน่นพยายามคุมสติเพ่งมองช่องว่างตรงปกเสื้อของอัสรันที่ถูกเจ้าตัวติดกระดุมสูงปิดคอตามแบบฉบับการแต่งกายที่ถูกต้องของทหารซาฟท์

“นี่ๆ รู้หรือเปล่าว่าเขาน่ะเป็นโอเมก้าคนเดียวที่เป็นนักบินของซาฟท์”

เสียงลูกเรือสาวคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆจากด้านหลังทำให้ชินหันไปมองด้วยความตกใจ

“โอเมก้าเป็นพวกอ่อนแอไม่ใช่เหรอ” เด็กสาวผมสีแดงนาม ลูน่ามาเรีย ฮอว์ค ที่ยืนอยู่ข้างๆคนพูดโน้มตัวเข้าไปกระซิบถามหญิงสาวอย่างสงสัย “แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นแหละ?”

“จุ๊ๆ ฟังแล้วเงียบเอาไว้เลยนะ เธอก็รู้ใช่ไหมว่า ท่านประธานลักซ์ ไคล์น กับ ผบ.คิระน่ะเป็นอัลฟ่าทั้งคู่”

นัยน์ตาของลูน่ามาเรียยังมีแววสงสัย ทำให้อีกคนเอ่ยอย่างรู้ดีด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“ก็เพราะว่าเป็นอัลฟ่าทั้งคู่เลยไม่เกิดอารมณ์น่ะสิ เลยต้องหาโอเมก้ามาแทรกกลาง เขาเลยอาศัยความเป็นโอเมก้าไต่เต้าจากตำแหน่งนั้นจนได้เป็นนักบินหน่วยเฟทไงล่ะ” ลูกเรือสาวรีบพูดต่อด้วยความสนุก “ว่ากันว่าปลอกคอของคุณอัสรันไม่ได้มีไว้กันอัลฟ่ามากัดหรอก แต่กันความลับแตกว่าถูกกัดไปแล้วต่างหาก คิกคิก”

หญิงสาวหัวเราะร่วน ลูน่ามาเรียกระพริบตาปริบๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่ชินขมวดคิ้วแน่น

“ตรงนั้นน่ะเงียบกันได้แล้ว”

กัปตันทาเรียพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิทำให้หญิงสาวสองคนรู้สึกตัวว่าตอนนี้ทุกคนกำลังมองพวกเธอเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของเรื่องผู้ถูกนินทา อัสรันมองตรงมาด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร ลูน่ามาเรียรีบก้มหน้างุดหลบสายตาด้วยความอับอาย ใบหน้าเด็กสาวซีดเผือดด้วยความกลัว เนื่องจากอัสรันเป็นถึงหน่วยเฟทที่สามารถสั่งลงโทษเธอได้

แต่แล้วชั่ววินาทีอกสั่นขวัญแขวนก็ผ่านไป เมื่อเฟทหนุ่มสั่งแยกย้ายแถวและขอตัวไปที่ห้องพักส่วนตัวประจำยาน

“ฟู่…” ลูน่ามาเรียถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะที่ทุกคนต่างพากันไปพักผ่อน ก่อนสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อมีมือหนามาแตะบนไหล่ แต่เมื่อหันไปเห็นเป็นเพื่อนหนุ่มก็บ่นใส่

“โถ่ ชิน อย่าทำให้ตกใจสิ”

“เธอว่าเรื่องที่คนนั้นบอกเป็นความจริงรึเปล่า” ชินถามเสียงเรียบพยายามกดความรู้สึกขุ่นเคืองแปลกๆแต่มือกลับเผลอบีบบ่าลูน่ามาเรียแน่นจนอีกฝ่ายนิ่วหน้า
“จะไปรู้เหรอ” หญิงสาวสะบัดตัวออกแล้วนวดไหล่ตัวเองเพื่อคลายความเจ็บพลางบ่นอุบอิบ น่ากลัวว่าบ่าเธอจะเป็นรอยช้ำม่วงคล้ำ ให้ตายเถอะ หมอนี่มือหนักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“แล้วเธอได้กลิ่นฟีโรโมนจากเขาหรือเปล่า”

“หือ?”

“เห็นเขาว่ากันว่าถ้าโอเมก้าถูกกัดแล้วจะไม่ส่งฟีโรโมนออกมาน่ะ ได้ยินมาเฉยๆจริงหรือไม่จริงฉันไม่รู้หรอก” เด็กหนุ่มพูดเร็วจนลิ้นรัว เมื่อได้รับสายตาที่ส่อแววสงสัยจากเพื่อนสาว “เธอเป็นอัลฟ่า แล้วเธอได้กลิ่นจากเขาหรือเปล่า”

“นายก็เป็น..”

“ฉันเป็นเบต้านะ!” ชินพูดขัดเสียงเข้ม ก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงติดจะหงุดหงิด “อย่าลืมสิว่าฉันเป็นเบต้า ตอบมาได้แล้วว่าเธอได้กลิ่นหรือเปล่า”

แค่ได้กลิ่นหรือไม่ได้กลิ่น คำถามง่ายๆจะเล่นตัวทำไมก็ไม่รู้

ชินขมวดคิ้วขณะรอฟังคำตอบจากเด็กสาวที่ทำท่าทางครุ่นคิด เด็กหนุ่มเคาะปลายเท้ากับพื้นเพื่อลดอาการร้อนใจและกระวนกระวายแปลกๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเสียงเคาะเท้าเป็นจังหวะดังรัวเช่นเดียวกับเสียงหัวใจของเขาที่เต้นแรงตั้งแต่ครั้งวินาทีที่สบตากับอัสรัน ซาล่าในตอนคอทพิทของจัสติสถูกเปิดออก

เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินผู้มีนัยน์ตาสีเขียวราวมรกตเนื้อดี ผิวขาวละเอียดดั่งหิมะ และริมฝีปากน่าจุมพิตเหมือนกุหลาบแรกแย้ม ราวเชื้อเชิญให้ครอบครอง…

ชินสั่นหัวตัวเองรัวๆไล่ภาพอัสรันออกจากหัว แต่แล้วกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ทั้งยั่วยวนทั้งชวนให้เคลิบเคลิ้มก็ทำให้เขานึกถึงร่างโปร่งเพรียวอยู่ดี

หอม… หอมมาก ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้กลิ่นไหนหอมยวนใจขนาดนี้มาก่อน

พลันจมูกได้กลิ่นหอมนั้นอีกครั้ง ชินสูดหายใจลึกกอบโกยโดยไม่รู้ตัว

“ฉันว่าฉันไม่ได้กลิ่นนะ” ในที่สุดหลังนึกตรองอยู่นานสองนานลูน่ามาเรียก็พูดขึ้น เด็กสาวย่นจมูกเมื่อนึกถึงทฤษฎีของชิน “แต่คุณอัสรันดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้นนะ ข้อมูลนายมั่วแล้วล่ะชิน”

“เธอว่าไงนะ” เด็กหนุ่มที่กำลังเคลิ้มพูดเสียงเบา ได้ยินคล้าย ไม่อะไรสักอย่างแล้วก็ชื่อตัวเอง

หอมจัง…

ลูน่ามาเรียชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ชิน “ฉันไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนจากตัวคุณอัสรัน! แล้วฉันคิดว่าข้อมูลที่นายรู้มามันมั่วมาก!”

เด็กสาวกระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายก่อนเดินหนี เด็กหนุ่มที่เจอเสียงดังเรียกสติกระพริบตาปริบๆจากนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดแน่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่เพื่อนสาวพูด

ไม่ได้กลิ่นงั้นเหรอ ทำไมถึงไม่ได้กลิ่นล่ะ ในเมื่อ…

มันหอมซะขนาดนั้น

 

โลก , ฐานทัพซาฟท์ประจำสาธารณรัฐออร์บ

หลังจากวันนั้นจนผ่านมาเกือบสัปดาห์ ชินก็ไม่ได้กลิ่นหอมประหลาดจากตัวอัสรันอีก ถึงแม้จะตั้งใจเดินสวนในระยะประชิดบ่อยๆหรือนั่งกินข้าวโต๊ะข้างๆ กระทั่งแกล้งเซล้มใส่แล้วเผลอดึงกระดุมเสื้อหลุดจนเห็นปลอกคอของอีกฝ่ายเขาก็ไม่ได้กลิ่นใดๆ

จะว่าไปแล้ว ใบหน้าตื่นๆของคุณอัสรันตอนที่ปลอกคอโผล่ออกมาให้เห็นทั้งเส้นก็ตลกจนอดหัวเราะไม่ได้ ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างแล้วกระพริบปริบๆดูน่ารักเหลือเกินในสายตาเขา

“เฮ้อ…”

ให้ตายเถอะ คิดถึงกลิ่นหอมๆนั่นชะมัด

“นี่ชิน นายกำลังฝึกซิมูเลชั่นอยู่นะ ช่วยมีสมาธิหน่อยได้ไหม” เรย์พูดขึ้นหลังละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วมาเห็นคนฝึกบินที่เหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มือเรียวเคาะไปที่หุ่นยนต์สีแดงบนหน้าจอฝึกที่กำลังยิงบีมไรเฟิลมา “ถึงจัสติสของคุณอัสรันจะฝีมือร้ายกาจมากก็เถอะ แต่นายควรตอบโต้บ้างนะ”

ปี๊ป……. ปี๊ป ปี๊ป ปี๊ป ปี๊ป

ไม่ทันขาดคำ เสียงสัญญาณยุติการฝึกก็ดังขึ้น พร้อมแสดงผลการต่อสู้ที่เรียกได้ว่าห่วยแตกไม่มีชิ้นดี

ชินยิ้มแห้งๆ ขณะที่เรย์ขมวดคิ้วก้มหน้าก้มตากรอกข้อมูลการฝึกซิมูเลชั่นของชินกับจัสติสจากจอคอมพิวเตอร์ลงมอนิเตอร์พกพา หลังส่งผลไปยังส่วนกลางเรียบร้อยแล้วชินก็ได้รับสายตาดุๆเป็นรางวัลทันที

“ทำไมฝึกสู้กับจัสติสทีไรนายเหม่อทุกที” เรย์ถามเพื่อนสนิทอย่างจ้องจับผิด

คุณอัสรันอุตส่าห์มอบข้อมูลการต่อสู้ของจัสติสให้กับยานมิเนอร์วาเพื่อให้นักบินนำมาฝึกซิมูเลชั่น แต่แทนที่ชินจะตั้งใจฝึกดันเอาแต่เหม่อเวลาเห็นจัสติส แถมการต่อสู้แต่ละครั้งเดสทินี่ยังพังแหลกขณะที่คู่ต่อสู้ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ยังดีที่จัสติสไม่จัดการที่คอทพิท คะแนนติดลบเนื่องจากนักบินตายเลยไม่มี

“ขอโทษนะ” ชินพูดเสียงอ่อย “ฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อยเกี่ยวกับคุณอัสรันน่ะ”

“เรื่องที่เขาเป็นโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ใช่ไหม”

“นายรู้ได้ไง” เขามองเพื่อนอย่างทึ่งๆ อีกฝ่ายเลิกคิ้วมุมปากขยับยิ้มขำๆเชิงถามว่า แล้วนายคิดว่าฉัน เรย์ ซา บาร์เรล คนนี้เป็นใครกัน

ชินหัวเราะออกมาเบาๆ นั่นสินะ เขาลืมไปเลยว่าเรย์เป็นเบต้าโคออดิเนเตอร์ที่เป็นคู่ของอัลฟ่าโคออดิเนเตอร์ท่านผู้แทนดูแลนเดิล แถมยังเป็นสหายที่รู้ใจเขาไปหมดว่าเขาคิดอะไรอยู่

“อีกอย่างคุณอัสรันก็ไม่ได้ปิดบังข้อมูลสักหน่อยว่าตัวเองเป็นโอเมก้า สุ่มชาวแพลนท์มาถามคนสองคนก็รู้แล้ว หรือนายไม่รู้จริงๆ?”

“เปล่าๆ รู้สิรู้” ปฏิเสธเสียงสั่น เพราะเขาพึ่งรู้ว่ามีโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ก็วันนัดร่วมพลนั่นแหละ “ฉันแค่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับโอเมก้าเท่าไหร่”

“จะเอาข้อมูลไหมล่ะ เดี๋ยวฉันส่งให้” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลงมือโอนย้ายข้อมูลจากจอมิเตอร์พกพาของตัวเองส่งออนไลน์ให้ชินโดยไม่รอคำตอบ

บนใบหน้าเรย์ปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัยซะจนชินร้อนๆหนาวๆก่อนเฉไฉขอตัวไปนอนอ่านข้อมูลบนเตียงเพื่อหลบสายตาที่มองมาอย่างรู้ทัน

“พรุ่งนี้ต้องไปฝึกกับทหารออร์บแต่เช้า อย่าอ่านข้อมูลจนตื่นสายล่ะ”

และสามวันให้หลัง ด้วยความช่วยเหลือของเรย์ผู้รู้ทันก็ทำให้ชินได้รับการฝึกซ้อมพิเศษจาก อัสรัน ซาล่า เนื่องจากผลการฝึกซ้อมซิมูเลชั่นตกต่ำจนไม่สามารถให้ทำการขึ้นขับโมบิลสูทได้ (เรย์เลือกส่งผลการซิมูเลชั่นของชินเฉพาะรอบที่สู้กับจัสติส)

“ทำไมคุณถึงเป็นโอเมก้าล่ะ”

ยามเย็นหลังฝึกซ้อมพิเศษเสร็จชินก็เอ่ยถามขึ้น หลังอยู่ด้วยกันทุกวันจนเกือบเดือนก็ทำให้เขาตัดสินใจถามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้มากที่สุด ดวงตาสีแดงมองคนข้างๆที่ยืนพิงกำแพงเหม่อมองไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า ด้วยกลัวว่าอีกคนจะเข้าใจผิดเลยรีบพูดเสริมอย่างร้อนรน

“ผมหมายถึงว่า คุณน่ะเป็นโคออดิเนเตอร์ แล้วแบบพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกตัวเองเป็นอัลฟ่า”

นานทีเดียวกว่าอัสรันจะเบือนหน้าจากท้องทะเลหันมามองเขา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร “ก็เพราะโคออดิเนเตอร์ส่วนมากเป็นอัลฟ่าไงล่ะ”

วูบหนึ่งดวงตาสีเขียวของอีกฝ่ายมีความโศกเศร้าพาดผ่านแต่ก็หายไปในไม่กี่วินาทีจนชินคิดว่าตัวเองตาฝาด

เมื่อเฟทหนุ่มหันกลับไปมองทะเลอีกครั้ง ชินก็ใคร่ครวญคำพูดเรียบๆนั่น

โคออดิเนเตอร์ไม่เหมือนพวกเนเชอรัลหรือพวกเกิดตามวิธีปกติที่ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นอัลฟ่า เบต้า หรือโอเมก้า โคออดิเนเตอร์ทุกคนเมื่อตอนอยู่ในครรภ์มารดาจะได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมให้มีความเป็นอัลฟ่ามากที่สุด ดังนั้นประชากรส่วนใหญ่ของแพนซ์จึงเป็นอัลฟ่า หากเป็นอัลฟ่าไม่ได้ก็จะเป็นเบต้าที่มีความเป็นอัลฟ่าสูงเมื่อเทียบกับเนเชอรัล

แต่ถ้าหากมีโอเมก้าที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมจนมีความเป็นโอเมก้าแท้เพียงหนึ่่งเดียวขึ้นมาแล้วล่ะก็…

ผู้ใดครอบครองโคออดิเนเตอร์โอเมก้าผู้นั้นครอบครองโคออดิเนเตอร์ทั้งหมด

“ฉันล้อเล่นน่ะ” อัสรันหัวเราะเบาๆเมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มมีหน้าตาจริงจังเคร่งเครียดจนเผลอยกมือขึ้นขยี้หัวสีดำอัตโนมัติแล้วคลี่ยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย”

ชินจ้องมองใบหน้าโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะหายลับไปกับขอบฟ้าส่องกระทบกับรอยยิ้มบางๆนั่นทำให้พร่าเลือนสั่นไหวคล้ายยิ้มคล้ายร้องไห้

ไวเท่าความคิด เขาดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด แรงขัดขืนเบาๆเกิดขึ้นชั่วครู่ก่อนจะนิ่งไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์

กลิ่นหอมอ่อนๆลอยฟุ้งแตะจมูก ดวงตาสีแดงมองปลอกคอของอัสรันที่โผล่พ้นขอบปกเสื้อให้เห็นบางส่วน ในหัวทวนข้อมูลที่เรย์ส่งให้

…พรุ่งนี้แล้วสินะ

และวันรุ่งขึ้น อัสรัน ซ่าล่าก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง กัปตันยานทาเรียออกคำสั่งไม่ให้ใครไปรบกวนเฟทหนุ่ม กลิ่นหอมหวานเย้ายวนอ่อนๆที่ลอยฟุ้งออกมาจากห้องของโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ทำให้ทุกคนรู้ว่า ถึงช่วงเวลาฮีท

ระยะฮีลของโอเมก้าจะเกิดขึ้นทุกเดือน เดือนละเจ็ดวันไม่ขาดไม่เกิน แถมมาตรงเวลาทุกเดือน ดังนั้นโอเมก้าทุกคนจะรู้ว่าช่วงเวลานี้ต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเวลาที่ร่างกายปล่อยฟีโรโมนออกมามากที่สุดเพื่อเรียกร้องให้อัลฟ่าหรือโอเมก้ามาร่วมสัมพันธ์กับตน

แต่เพราะปัจจุบันมีการสร้างยาฉีดระงับอาการฮีทของโอเมก้าไม่ให้ปล่อยฟีโรโมนมากเกินไป ดังนั้นหากไม่ใช่พวกที่มีฟีโรโมนสูงเกินปกติก็สามารถดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนเดิมได้ แถมหลังช่วงฮีทหนึ่งวันฟีโรโมนในร่างกายยังลดระดับเทียบเท่าเบต้าอีกด้วย

นั่นคือข้อมูลเฉพาะกับโอเมก้าเนเชอรัลเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย อัสรันเลยต้องอยู่แต่ในห้อง

 

ชินนั่งจิ้มไส้กรอกใส่ปากอย่างเหม่อๆ เด็กหนุ่มอยู่ในห้องอาหารพร้อมกับลูกเรือยานมิเนอร์ว่าไม่กี่คนที่พึ่งกลับมาจากการซ้อมรบกับทหารออร์บ

เขาไม่ได้เจออัสรันมาเจ็ดวันแล้ว และวันนี้ก็เข้าสู่วันที่แปดซึ่งตามข้อมูลที่เรย์ให้มา วันนี้เป็นวันที่โอเมก้าหยุดปล่อยฟีโรโมน

…แต่อัสรันก็ยังไม่ออกจากห้อง

โอ๊ย! หงุดหงิด!

ชินโขกหัวตัวเองกับโต๊ะอาหารและฟุบหน้าอยู่หน้านั้น เรียกให้เรย์ที่นั่งกินสเต็กอยู่ฝั่งตรงข้ามไปคุยวิดิโอคอลกับผู้แทนดูแรนเดิลไปหันมาให้ความสนใจผู้เป็นเพื่อนในที่สุด เด็กหนุ่มผมยาวรีบเอ่ยลาคนรักและปิดจอสื่อสาร จากนั้นสะกิดชินให้เงยหน้าขึ้นมามอง

“อะไร”

น้ำเสียงซังกะตายที่ถามกลับมาทำให้เรย์นึกขำ เบต้าหนุ่มเรียกแสดงผลเมนูอาหารก่อนจะกดเลือกข้าวต้มกับน้ำส้ม หน้าจอแสดงเวลาถอยหลังเป็นวินาทีและเมื่อหมดเวลาอาหารทั้งสองอย่างก็โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะ

“อยากเจอก็ไปหาเขาสิ พาสเวิร์ดผ่านประตูห้องพักก็มี” น้ำเสียงติดหัวเราะพูดแนะนำ “ถ้าเขาถามก็บอกว่าเอาอาหารเย็นมาให้ วันนี้วันที่แปดแล้วไม่เป็นไรหรอก”

เนื่องจากฝึกพิเศษของอัสรันมียิงปืน ต่อสู้ตัวต่อตัว สลับกับฝึกซิมูเลชั่น ดังนั้นชินเลยได้พาสเวิร์ดห้องพักของเฟทหนุ่ม

ดวงตาสีแดงวาบวับ ชินผุดตัวลุกขึ้นแท็คมือเรย์ที่ยื่นมาหาอย่างรู้ใจ “ขอบคุณที่แนะนำ ไปล่ะนะ”

พูดจบก็รีบลุกขึ้นถือถาดอาหารเดินตัวปลิวขึ้นไปด้านบนส่วนห้องพัก

เมื่อถึงหน้าห้องของอัสรันเขาอดขมวดคิ้วอย่างสงสัยไม่ได้ เพราะถ้าตามข้อมูลแล้ววันนี้อัสรันจะไม่มีฟีโรโมน แต่นี่กลิ่นหอมยั่วยวนปลุกอารมณ์วาบวามกลับลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ

เหมือนวันนั้นไม่มีผิด

ชินสูดหายใจลึก พยายามกดอารมณ์ที่ถูกปลุกขึ้นก่อนจะใส่พาสเวิร์ดลงเครื่องข้างประตู

เมื่อเข้าไปในห้อง ก็พบว่าคนผมสีน้ำเงินกำลังฝึกซีมูเลชั่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ท่าทางเอาจริงเอาจังจนคิดว่ารอให้ฝึกเสร็จแล้วค่อยทักทายดีกว่า เมื่อวางถาดที่ใส่ข้าวต้มกับน้ำส้มลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งมองร่างเพรียวในชุดเชิ้ตลำลองเงียบๆ

กลิ่นหอมปลุกอารมณ์อับอวลทั่วห้องพาร่างกายให้เคลิบเคลิ้ม ลำคอพลันแห้งผาก

ครั้งแรกที่เขาสนใจเฟทหนุ่มที่พึ่งมาประจำการก็เพราะกลิ่นนี้ พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นโอเมก้าก็เกิดความสนใจใคร่รู้ เพราะโคออดิเนเตอร์ไม่เคยมีโอเมก้า ตอนแรกเขาคิดว่าอัสรันอาจจะตั้งใจปกปิดตัวตน หรือไม่ก็ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า…

เหมือนกับเขา

เหตุการณ์ในอดีตที่มายุเกือบถูกอัลฟ่าคนอื่นข่มขืน ทำให้ชินรู้สึกเกลียดความเป็นอัลฟ่าในตัวเอง และเพื่อไม่ให้น้องสาวกลัวเลยต้องบอกกับทุกคนว่าตัวเองเป็นเบต้า

แต่แล้วเมื่ออยู่กับอัสรันมากๆเขาก็รับรู้ด้วยตัวเองว่าฝ่ายนั้นเป็นโอเมก้าขนานแท้

ในขณะที่ความเป็นอัลฟ่าในตัวเขาถูกปลุกขึ้นเรื่อยๆ

จากแค่สนใจเป็นอยากรู้จัก พอได้รู้จักแล้วอยากใกล้ชิด

…อาศัยชื่อเบต้าบังหน้า แอบใกล้ชิด แอบเนียนสัมผัสผิวกาย แอบสูดกลิ่นหอม แอบลวงเอาความไว้ใจเชื่อใจของอัสรันที่ไม่ให้ความสนิทกับอัลฟ่าคนไหนในยานมิเนอร์วา

อัสรันบอกว่า กลัวเวลาอัลฟ่ามาอยู่ใกล้ๆ เพราะตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์

…ไม่เป็นไร ผมเป็นเบต้า อยู่กับคุณได้ไม่มีปัญหาหรอก แต่สุดท้ายกลับกดความรู้สึกแทบตายไม่ให้สติกระเจิดกระเจิงยามใกล้ชิด

อัสรันบอกว่า อัลฟ่าบางคนก็ประสาทสัมผัสดีเกินไป ขนาดฉีดยาทุกวันยังได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าอีก ดังนั้นทุกคนเลยห้ามไม่ให้เข้าใกล้อัลฟ่าที่ท่าทางแข็งแกร่งเกินหนึ่งเมตร

…ไม่เป็นไร ผมเป็นเบต้า ว่าพลางแกล้งดึงร่างเพรียวในชุดทหารมากอดหมุนไปหมุนมา ดูสิคุณอัสรันอยู่ใกล้ขนาดนี้ยังไม่ได้กลิ่นเลย แต่ในความรู้สึกกลับพลุกพล่านกลับถึงห้องพักต้องจัดการตัวเองเสียหลายรอบ

อัสรันบอกว่า ดีนะที่ชินเป็นเบต้า เพราะเบต้าไม่น่ากลัว

…นั้นสินะ ดีที่เป็นเบต้า

ดีที่มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นอัลฟ่า และคนพวกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นอัลฟ่าที่กำลังหมายตาโอเมก้าโคออดิเนเตอร์เพียงคนเดียวของซาฟท์อยู่!

“เป็นอะไร นั่งเงียบเชียว”

รู้ตัวอีกทีคนที่นั่งอยู่หน้าจอก็ย้ายตัวเองมานั่งเก้าอี้ข้างๆ ชินมองคนผมสีน้ำเงินซึ่งกำลังแบ่งข้าวต้มเป็นสองชามอย่างเลื่อนลอย

วันนี้อัสรันไม่ใส่ปลอกคอ เผยให้เห็นลำคอขาวไร้ตำหนิ ไร้รอยกัด แถมตัวยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเชิ้ตตัวบางแนบสนิทกับผิวกาย กลิ่นยั่วยวนของฟีโรโมนรวมกับกลิ่นเหงื่อหอมเย็นของโอเมก้าทำให้ชินรู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังตื่นเต้นร้อนผะผ่าวจนต้องกลืนน้ำลายอย่างกระหาย

ข่าวลือนั่นไม่เป็นความจริง อัสรันไม่ได้เป็นของ ผบ.คิระ

ความคิดนี้สร้างความดีใจ จนอดคาดหวังไม่ได้ ชินรีบย้ายสายตาจากลำคอขาวที่ไร้เครื่องป้องกันไปยังหน้าจอที่กำลังแสดงผลซีมูเลชั่นอยู่

ผลคือแพ้ คู่ต่อสู้คือฟรีด้อมกันดั้ม คนขับคือคิระ ยามาโตะ

คะแนนเกือบจะเรียกได้ว่าเสมอ แต่ที่สำคัญคือ…

ข้อมูลการต่อสู้ของฟรีด้อมไม่เคยมอบให้ใคร ไม่มีแม้กระทั่งในข้อมูลกลางของกองทัพซาฟท์

“นายอยากลองสู้กับฟรีด้อมเหรอ?” อัสรันถามพลางเลื่อนชามข้าวต้มอีกชามให้นักเรียนฝึกพิเศษ “เดี๋ยวขออนุญาตคิระให้ไหม” เฟทหนุ่มเอ่ยต่ออย่างใจดี โดยไม่ได้รู้เลยว่าน้ำเสียงที่เอ่ยถึงชื่อคิระที่ดูสนิทสนมอยู่หลายส่วนทำให้คนฟังหงุดหงิด

พลัก!!

ตุ๊บ!!

รู้ตัวอีกทีชินก็ผลักอัสรันลงกับพื้น โน้มตัวขึ้นทาบทับเงาบดบังร่างโอเมก้าหนุ่มจนมิดราวจะกลืนกินให้จมหายไปในร่างของตน ท่ามกลางอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นสติพล่าเลือน เขาเห็นดวงตาสีเขียวด้านล่างมองกลับมาอย่างสงสัย

ไร้แววหวาดระแวง

ชินหัวเราะแผ่วเบา ซุกหน้าเข้ากับลำคอขาวแล้วอ้าปากกัดผิวนุ่มจนเป็นรอยฟัน

“อ๊ะ!!”

อัสรันสะท้านเฮือก อารมณ์วาบวามจากรอยกัดแผ่ซ่านไปทั้งร่างราวกับกำลังบ่งบอกว่าร่างนี้ถูกตีตราว่าตนไม่ใช่เจ้าของมันอีกต่อไป ริมฝีปากร้อนดูดเม้มลำคอขาวที่แต่งแต้มด้วยเลือดสีแดง ไล่เลียดูดกลืนทุกหยดไม่ให้หล่นลงพื้น ปลายนิ้วเลื่อนลงต่ำปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มเผยให้เห็นแผ่นอกแบนราบกล้ามเนื้อหน้าท้องบางๆชวนให้แตะต้องลูบไล้ สัมผัสจากนิ้วที่ซุกซนไปทั่วทำให้โอเมก้าหนุ่มสั่นสะท้าน

“ยะ..อย่า อื้อ!”

เสียงร้องห้ามถูกดูดกลืนด้วยริมฝีปากที่ลงมาประกบตักตวงเอาทั้งเสียงทั้งความหวาน แถมยังพรากเอาความนึกคิดที่เหลืออยู่ให้ลอยคว้าง แรงขัดขืนหายไปเมื่อได้รับสัมผัสอ่อนโยน ชินเลื่อนมือลงต่ำสอดมือเข้าไปในส่วนลับใต้กางเกงของคนด้านล่าง

ลิ้นร้อนด้านบนเคล้าคลอเอาใจ ส่วนมือข้างล่างกลับดึงรั้งปลุกอารมณ์จนโอเมก้าหนุ่มเกร็งเครียดด้วยแรงอารมณ์

ทั้งคู่เข้าสู่สภาวะฮีท

ความร้อนรุ่มในร่างกายฉุดพรากเอาสตินึกคิดที่มีอยู่ไปจนเกือบหมด มีเพียงความต้องการของร่างกายเท่านั้นที่สั่งการ

ชินถอนริมฝีปากออกแล้วเลื่อนขึ้นไปซับน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาสีเขียวที่มองมาอย่างปวดร้าว ร่างของอัสรันอ่อนเปลี้ยเป็นผลมาจากการถูกกัดตีตราความเป็นคู่ครองที่ต้นคอ

โอเมก้าไม่สามารถขัดขืนคู่ของตัวเองได้ แม้จะไม่ยินยอมก็ขัดขืนไม่ได้

เฟทหนุ่มพยายามดึงสติของตนกลับมาไม่ให้ตกอยู่ในภาวะฮีท แต่ความสับสนกึ่งลอยคว้างกึ่งรับรู้ทำให้เขาเจ็บ เด็กที่ตนเชื่อใจกำลังข่มขืนตัวเอง แถมยังโกหกว่าเป็นเบต้าทำให้เขายินยอมปลดช่องว่างอย่างไม่คิดระแวง

ตั้งแต่ริมฝีปากนั้นตีตราลงบนต้นคอ ความจริงก็กระแทกหน้าเขาอย่างจัง

ขัดขืนเบต้าสำหรับอัสรันแล้วมันง่าย แต่การขัดขืนอัลฟ่าที่ออร่าแข็งแกร่งแถมยังเป็นเจ้าของรอยกัดบนต้นคอสำหรับเขามันแทบเป็นไปไม่ได้ ยีนโอเมก้าในตัวร่ำร้องให้เขาปล่อยสติ ทำตามสัญชาตญาณ ในขณะที่ความเป็นโคออดิเนเตอร์ฉุดรั้งร่างกายให้ยังมีความนึกคิดอยู่

สองด้านตีกันจนเขาทรมาน ด้านหนึ่งยินยอมพร้อมใจ แต่อีกด้านกลับต่อต้านขัดขืน

“ผมขอโทษ”

ชินกระซิบข้างหูอัสรันแผ่วเบาด้วยความสำนึกผิด แต่มือกลับปลดกางเกงอีกฝ่ายและดึงเรียวขาให้เข้ามาแนบชิดบนตักมากยิ่งขึ้น ปลายนิ้วลูบไปช่องทางด้านหลังที่มีสารคัดหลั่งของโอเมก้าล้นปริ่มออกมา ก่อนส่งนิ้วเข้าเบิกทางหมุนวนจนอีกคนหวีดร้องผวาตัวขึ้นมากอดเขาแน่น

“อ๊ะ อ๊า!! …. อึก! ยะ… อ๊า!”

อัสรันกอดอัลฟ่าหนุ่มแน่น ใบหน้าซุกที่ต้นคออีกฝ่ายแขนสองข้างเกี่ยวกระวัดแผ่นหลังแนบแน่นยามเมื่อจำนวนนิ้วเพิ่มขึ้นทีละนิ้วละนิ้วและบดคลึงผิวอ่อนนุ่มด้านในจนเสียวซ่านไปทั่ว

ชินจูบขมับปลอบประโลมร่างสั่นระริก กลิ่นหอมหวานเย้ายวนปลุกอารมณ์ฟุ้งจากร่างบนตักจนเขาแทบคุมสติไม่อยู่ ยีนอัลฟ่าในตัวเรียกร้องให้เลิกเตรียมพร้อมและแทรกกายเข้าไปในช่องทางที่รัดตอดนิ้วของเขาซะเดี๋ยวนี้

แต่เหตุผลที่เขาไม่ทำคือไม่อยากเห็นอัสรันร้องไห้

มือข้างที่เหลือลูบไล้ผิวกายแดงเรื่อ ริมฝีปากร้อนชื้นไล่ลิ้มชิมซอกคอขาวดูดเม้มสร้างรอยรักจนร่างเพรียวบิดเร้า เมื่อถูกรุกรานไปเสียทุกส่วนในที่สุดหยาดน้ำสีขาวก็ผุดจากแก่นกายที่ชูชันออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องที่เสียดสีกัน

“อ๊ะ…อ๊า…” อัสรันสูดหายใจลึก ความอึดอัดจากจุดอ่อนไหวยังคงอยู่ ทั้งที่ปลดปล่อยแล้วความต้องการกลับมากขึ้นกว่าเดิม

สะโพกบางเสียดสีเข้าหาความร้อนผ่าวทั้งยังขยับเอวรับนิ้วไปที่สอดส่ายไปมา ดวงตาสีเขียวช้อนมองอัลฟ่าหนุ่มอย่างเว้าวอน ท่าทางยั่วยวนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวของอีกคนทำเอาชินทนไม่ไหวถอนนิ้วทั้งสามออกแล้วแทรกกายเข้าช่องทางร้อนทีละน้อย

“อื้อ!” สิ่งแข็งขืนที่ดุนดันเข้ามาพาร่างที่ถูกรุกล้ำสะบัดเร้าแอ่นเกร็ง ขณะที่อีกคนยังใจเย็นขยับเข้าออกช้าๆจนกระทั่งสามารถเข้าไปได้ทั้งหมด

“คุณอัสรัน“ ความควบแน่นแถมตอดรัดทำเอาชินครางด้วยความสุขสม เอ่ยกระซิบข้างหูอีกคนอย่างร้องขอ “คุณช่วยเรียกชื่อผมได้ไหม”

อัลฟ่าหนุ่มดันร่างเพรียวลงนอนกับพื้นทั้งที่ยังเชื่อมต่อกันอยู่ แรงเสียดสีทำเอาอัสรันสะท้านเฮือกจิกปลายนิ้วลงกับพื้นพรมจนขึ้นข้อขาว ชินคว้ามือสองข้างขึ้นจุมพิตก่อนรั้งให้โอบคอตน ให้ระบายความอึดอัดลงบนแผ่นหลัง ริมฝีปากไล่พรมจูบใบหน้าที่พราวไปด้วยเหงื่อของอัสรันอย่างปลอบประโลม  “เรียกชื่อผม”

“อ๊า.. อือ!”

คนด้านบนขยับตัวให้เข้าไปลึกมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น เสียงร้องครางหวานหูบ่งบอกความเสียวซ่านปนสุขสมพาให้อารมณ์ร้อนพุ่งสูง โอเมก้าหนุ่มจิกปลายนิ้วลงบนแผ่นหลังเพื่อระบายความอึดอัด ใบหน้าเชิดขึ้นเผยให้เห็นลำคอขาวที่มีรอยฟันขบและแต่งแต้มด้วยรอยจูบแดงเรื่อ

“อ๊ะ… อ๊ะ… ยะ..อย่าพึ่ง อ๊า…”

สัมผัสเชื่องช้าบาดลึกเปลี่ยนเป็นร้อนแรงทารุณวาบหวิวแทบขาดใจ อัลฟ่าหนุ่มแทรกกายเข้าไปในความอุ่นร้อนอย่างโหยหาขณะที่สะโพกบางก็บดเบียดตอบรับตามสัญชาตญาณ สองมือปัดป่ายสัมผัสร่างกายของกันและกันพาอารมณ์ที่พุ่งสูงให้สูงขึ้นอีก

คนนี้ๆเป็นของเขาแล้ว…

ชินขยับปลายลิ้นเลื่อนไปยังริมฝีปากที่ส่งเสียครางไม่หยุดมอบจูบร้อนแรงเต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนเลื่อนริมฝีปากไปที่ต้นคอ

…เป็นโอเมก้าของเขาเพียงคนเดียว

ทาบทับริมฝีปากที่รอยกัดแรกที่ส่งกลิ่นหอมหวานยั่วยวนแล้วขบแรงจนเลือดสีแดงสดไหลรินลงตามรอยแผล ฝังแน่นรอยประทับตราที่จะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ตราบเท่าที่ร่างกายไม่แหลกสลาย

ชินขยับตัวปลดปล่อยสัญชาตญาณ แทรกลึก กัดกินจนอีกฝ่ายแทบขาดใจ ราวผู้ล่ากำลังขบเม้มเนื้ออ่อนนุ่มของกระต่าย กัดลิ้มชิมรสทีละส่วนละส่วนสร้างรอยแดงดุจเลือดที่กำลังย้อมขนสีขาว

จนร่างกระต่ายแต่งแต้มไปด้วยรอยประทับตราแสดงว่าเป็นของๆผู้ล่านี้เพียงผู้เดียว…

แม้ตอนนี้เสียงครางหวานหูจะไม่ได้เรียกชื่อเขา แต่ก็ยังเป็นของเขา

 

ตุ๊บ!

ชินฟุบหน้าลงกับจอซีมูเลชั่น เด็กหนุ่มอยากจะโขกหัวตัวเองแรงๆกับเครื่องนั่นซะให้รู้แล้วรู้รอด เสียงสัญญาณจบการฝึกดังลั่นไปทั่วทำให้เพื่อนร่วมห้องที่กำลังคุยกับคนรักผ่านจอมิเตอร์พกพาบนเตียงหันมาตำหนิให้ปิดเสียงซะ

“เรย์ ฉันกำลังจะตาย” ชินบ่นเสียงแหบโหย ดวงตาสีแดงมองจัสติสกันดั้มบนจอแต่ในหัวกลับนึกถึงตัวนักบิน

หลังจากวันนั้นตลอดหนึ่งเดือนมานี่อัสรันก็ไม่เข้าใกล้เขาอีกเลย อีกฝ่ายยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างดี เวลาเป็นหัวหน้าทีมนักบินก็สั่งการเขาเหมือนปกติ แต่เวลาอื่นโอเมก้าหนุ่มไม่เคยอยู่ใกล้เขาเกินกว่าสามเมตร

แถมช่วงนี้ลูน่ามาเรียกับเมย์รินยังตามติดอีกฝ่ายแจจนแทบเป็นเงาตามตัว เสียงหัวเราะหยอกล้ออัสรันของสองสาวนั่นทำเอาเขาหงุดหงิดโมโหแทบตาย… แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ไม่มีสิทธิ์… ทั้งๆที่อัสรันเป็นโอเมก้าของเขาแท้ๆ แค่เดินเข้าไปในโซนสามเมตรแค่ก้าวเดียว รังสีความเป็นปรปักษ์ก็ถูกส่งมาจนเขาปวดร้าวไปหมด

“พรุ่งนี้คุณอัสรันก็เข้าสู่ช่วงฮีทแล้วใช่ไหม” เรย์โพล่งขึ้นมาอย่างพึ่งนึกขึ้นได้หลังบอกลาและตัดการสื่อสารกับผู้แทนดูแรนเดิลแล้ว เบต้าหนุ่มขมวดคิ้วแน่นก่อนตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆเพื่อนสนิทที่เครื่องซีมูเลชั่นทำให้ชินผุดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นๆ

นัยน์สีฟ้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงอย่างแฝงความคาดคั้นแบบปิดไม่มิด เรย์ยื่นมือจับใบหน้าชินไม่ให้หันไปทางอื่นก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“บอกฉันมา วันนั้นที่ไปห้องคุณอัสรันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“ไม่มีอะไรนิ” หน้าชินซีดเผือดพยายามเบือนหน้าหันหนีไปทางอื่น เพราะเขาไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับเรย์ และไม่อยากจะบอกกับใครคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออัสรัน

“โอ๊ย!!”

อัลฟ่าหนุ่มร้องลั่นเมื่อถูกเพื่อนสนิทบีบแก้มอย่างแรง อีกฝ่ายเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆที่ฟังดูสยองเมื่อมือทั้งคู่ยังบีบแน่นอยู่ “ไม่ตอบก็อยู่มันอย่างนี้แหละ ห้ามโกหกด้วย นายก็รู้ว่าฉันจะจับได้”

นานกว่าสิบนาทีกับการเจ็บปวดและถูกมองด้วยสายตาคาดคั้น

ในที่สุดชินก็ยอมแพ้พูดเสียงอ่อย เมื่อเรย์บอกว่าไม่งั้นจะไปถามคุณอัสรันเอง

“นายอย่าไปบอกคนอื่นนะ” ชินสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า ดวงตาสีแดงมองเรย์อย่างจริงจังก่อนจะบอกเรื่องในวันนั้นออกไป

ใบหน้าหวานของเรย์ซีดเผือด นานทีเดียวกว่าจะเอ่ยประโยคแรกหลังฟังเรื่องทั้งหมด

“งั้นข่าวลือเรื่อง ผบ.คิระกัดเขาแล้วก็ไม่เป็นความจริงน่ะสิ”

ชินมองอีกฝ่ายตาขวาง เรย์เลยบ่นอุบว่าก็เห็นชาวบ้านเขาลือกันแบบนั้น สงสัย ผบ.คิระอยากจะปกป้องเพื่อนสนิทเลยปล่อยข่าวลือออกมา

“นายต้องไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลยชิน! ”

“เขาไม่อยากเจอฉัน จะให้ไปทำไม” ชินมองเพื่อนด้วยความสงสัยแต่น้ำเสียงปิดความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด “พรุ่งนี้ก็เข้าสู่ช่วงฮีทของเขาแล้วด้วย”

“ก็เพราะเป็นช่วงนั้นไง” เรย์โชว์ข้อความในจอมิเตอร์พกพาให้ดู ก่อนพูดต่ออย่างเคร่งเครียด “ไปซะ ต่อให้เขาเอาปืนยิงนาย นายก็ต้องไป”

…โอเมก้าที่มีคู่ เมื่อเข้าสู่ระยะเวลาฮีทจะเรียกร้องหาคู่ของตัวเองเท่านั้น หากไม่ได้รับการร่วมสัมพันธ์ทางกายกับคู่ของตน ร่างกายโอเมก้าอาจช็อกหมดสติและเกิดโอเวอร์ฮีท…

 

…………………………………………………..

 

เมื่ออัสรันได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบแต่ความมืด จากสัมผัสทำให้โอเมก้าหนุ่มรู้ว่ามีผ้าคาดปิดดวงตาเขาไว้ และตนกำลังนอนอยู่บนเตียงนอน สองมือถูกรวบด้วยกุญแจหลักดึงขึ้นไปติดกับหัวเตียงด้านบน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตระหนกคือสัมผัสผ่าวร้อนจากรอยกัดใต้ปลอกที่บ่งบอกว่าคู่ของเขาอยู่ไม่ไกล

“นายต้องการอะไร” เอ่ยถามเสียงเรียบแต่กลับฟังดูโกรธเกลียดจนตัวเองยังกลัว

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงความอ่อนแอของโอเมก้า เพียงแค่อยู่ใกล้อัลฟ่าที่เป็นคู่ก็ราวถูกสูบเรี่ยวแรงทั้งหมด เกลียด… เกลียดความอ่อนแอ เกลียดรอยกัดนี่!

แต่ที่เด่นชัดกว่าความเกลียดคือความเสียใจที่ชินหลอกเขา!

“ผมขอโทษ” น้ำเสียงรู้สึกผิดดังขึ้นพร้อมกับเตียงที่ยวบลง ไออุ่นจากร่างกายทาบทับลงแล้วรั้งไว้ตัวเขาไว้ในอ้อมแขน “ผมขอโทษ”

เสียงกระซิบข้างฟังดูเว้าวอน แต่กลับปลุกปั้นความร้อนผ่าวจากรอยกัดให้ลามไปทั่วทั้งตัว

นิ้วเย็นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาช้าๆพลางกดย้ำปลายนิ้วสัมผัสผิวกายดุนดึงให้อุณหภูมิขึ้นสูง ก่อนจะได้ร้องห้ามริมฝีปากก็ถูกปิดด้วยจุมพิตเร่าร้อนพาสติลอยไปไกล

สัมผัสด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ผ่าวร้อนราวกับอยู่ในเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง

…ภายนอกผ้าที่ปิดบดบังการมองเห็นของอัสรัน ดวงตาสีแดงมองร่างที่บิดเร้าอยู่ข้างล่างตนด้วยความยินดี สัมผัสอุ่นร้อน การตอดรัด รวมทั้งเสียงครางหวาน

ทั้งหมดนี่เป็นของเขา…

ชินขยับยิ้ม

อัสรัน… ผมขอโทษที่ผมห้ามสัญชาตญาณของอัลฟ่าไม่ได้ แต่ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำเลยแม้แต่น้อย ผมเคยเกลียดการเป็นอัลฟ่า แต่เมื่อพบคุณผมกลับดีใจที่ตัวเองเป็นอัลฟ่า

เพราะมันทำให้ผมได้ครอบครองคุณ

 

 

____________________________________________________________________________

ขอสารภาพว่าครอส Omegaverse เพราะว่านึกภาพชินกดอัสรันไม่ออกขอรับ! (//โดนบีมแคนน่อนของเดสตินี่เก็บ) แบบพอนึกถึงการต่อสู้ตัวต่อตัวของชินกับอัสรัน… ถ้าไม่สมยอมหรือถูกบังคับหนักคงยาก แค่กๆ

//ขุดจากเด็กดีมาแปะในนี้

 

 

 

Fate Zero : : ใต้ฟ้าที่เป็นสีจาง [ Rider x Waver ]

Fan Fiction:      Fate Zero

Pairing:            ไรเดอร์[อเล็กซานเดอร์] x เวเวอร์

 

เวเวอร์หยิบหนังสือเล่มหนาเตอะออกจากชั้นหนังสือ ริมฝีปากบางขยับยิ้มพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตรงริมหน้าต่างที่เปิดกระจกกว้างปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆจากด้านนอกเข้ามาให้ความอบอุ่นและให้แสงสีทองร่ำไรจากดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ สายลมพัดผ่านเข้ามาในห้องไล้เรือนผมยาวสีเขียวเข้มให้พลิ้วไหว บ่งบอกว่าในตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเวเวอร์เหมือนในวันวาน แต่เป็นลอร์ดเอลเมลลอยที่สอง

กาลเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีมากแล้ว นับตั้งแต่สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์คราวนั้น…

มือเรียวพลิกเปิดหน้าหนังสือเล่มหนาความด้วยเศร้าโศกโหยหาที่อัดแน่นอยู่เต็มอก หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำราเวทย์ ไม่ใช่บันทึกมนตรา ไม่มีความสำคัญอะไร เป็นเพียงแค่บันทึกอัตชีวประวัติของบุคคลหนึ่งเท่านั้น

แค่เท่านั้นเอง…

หากในยามที่เปิดอ่าน ยามที่ปลายนิ้วลูบไล้สัมผัสชื่อใครบางคนบนหน้ากระดาษ ยามนั้นราวกับหนังสือเล่มนี้ได้ปลดผนึกพาเขาเข้าไปในความทรงจำที่ราวกับภาพฝันอันไกลโพ้น

แม้จะแสนเศร้า แต่ก็ยังแฝงด้วยความสุข

ถ้าเวเวอร์สามารถย้อนอดีตกลับไปได้อีกครั้ง เขาก็เลือกที่จะขโมยโบราณวัตถุสำหรับอัญเชิญกษัตริย์ผู้พิชิตจากเคย์เนสและเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์อีก เพื่อจะได้เจอเขาคนนั้น เพื่อพบไรเดอร์ เพื่อมอบชีวิตให้กับราชาเพียงหนึ่งเดียวของเขา เพื่อเอ่ยสัตย์สาบานว่าจะมอบชีวิตให้

หนังสือบนโต๊ะถูกพลิกเอื่อยๆจนกระทั่งหยุดลงในหน้าที่มีเพียงภาพวาดหน้าผาสูงชันริมทะเลสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ภาพจินตนาการของโอเชียนัสที่อเล็กซานเดอร์ปรารถนาจะได้เห็น

ดวงตาสีเขียวเข้มหลุบลงต่ำก่อนปิดลงช้าๆ ความฝันเลือนรางที่ฝันเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว แม้ฝันนั้นจะเลือนรางแค่ไหน แต่ความรู้สึกยามพบกับไรเดอร์อีกครั้งในคววามฝันนั้น แม้ตื่นแล้วยังแจ่มชัดในความรู้สึก

มุมปากชายหนุ่มขยับยิ้มบางเบาขณะปล่อยตัวเองให้จมสู่ห้วงความรู้สึก

ในความฝัน เขายืนอยู่ริมหน้าผาสูงชัน ด้านล่างคือหาดทรายขาวที่มีคลื่นทะเลซัดสาดเข้าฝั่งเป็นระลอกๆ ไอแดดจากดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าร้อนแรงเสียจนรู้สึกแสบผิว กลิ่นไอทะเลก็เหมือนจริง จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองเผลอหลุดเข้ามาในมิติเวทย์ของใครหรือเปล่า

กระทั่งเห็นใครบางคนเดินตรงมาภายใต้ท้องฟ้าสีจาง

ไรเดอร์ที่กำลังยิ้มร่า

อ่า… นี่คงเป็นความฝันสินะ

เวเวอร์กลอกตามองท้องฟ้าสีจางซีดด้านบน แดดแรงขนาดนี้แต่สีท้องฟ้ายังซีดจาง คิดยังไงๆก็เป็นความฝันชัดๆ นักเวทย์หนุ่มถอนหายใจเบาๆขณะที่ร่างใหญ่ยักษ์ของไรเดอร์เดินมาถึงตัวเขาพอดี

“ไงเจ้าหนู โตขึ้นมากแล้วนิ”

อีกฝ่ายทักเสียงดังลั่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดวงตาคมกริบเป็นประกายดั่งเปลวเพลิงที่มองตรงมาทำให้ใจเวเวอร์ไหวสะท้าน ความรู้สึกตีกันยุ่งเหยิงจนไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกไหนก่อนดี

ทั้งดีใจ ทั้งโหยหา กังวล อยากวิ่งเข้าไปหาร่างนั้น หรือปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝันเพื่อจะได้ไม่เจ็บปวดกับการพบเจอที่ไม่เป็นความจริง

จนร่างใต้ชุดคลุมสีแดงเพลิงนั้นเข้ามาใกล้จนเงาทาบทับบนร่างเขา เวเวอร์ก็รับรู้ถึงความจริงบางอย่าง

นี่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว แถมเขาก็โตขึ้นมาก แต่ทำไม… ทำไมถึงไม่พ้นเงาร่างนี้สักที!

ตัวตนใหญ่ยักษ์ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของไรเดอร์ทำเอาจอมเวทย์หนุ่มเบ้ปากอดที่จะตวาดใส่ด้วยความหงุดหงิดไม่ได้

“นี่เป็นความฝันของฉัน ห้ามมาทำวางกล้ามนะ!”

คนตัวเล็กกว่าทุบแผ่นอกแกร่งรัวราวกับกลับไปเป็นเด็กชายตัวน้อยแสนเอาแต่ใจอีกครั้ง

เป็นแค่ความฝันไม่ใช่ความจริงแท้ๆ ห้ามมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขานะ!

มือเรียวทุบรัวๆลงแผ่นอกคนโตกว่าพลางบ่นไม่หยุดทำเอาอีกคนกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะดึงสติกลับมาและหัวเราะร่วนอย่างขบขัน

เวเวอร์ยิ่งอารมณ์เสียบ่นหนักเข้าไปอีก

แต่ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งยุ ไรเดอร์หัวเราะก้องรีบจับร่างผอมโปร่งของเขายกหมุนไปหมุนมาทันทีทำอย่างกับว่าเขายังเป็นเด็กชายตัวกระเปี๊ยก เวเวอร์ตาลายมองใบหน้าที่ฉายแววมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดของกษัตริย์ผู้พิชิต พอเห็นรอยยิ้มกว้างใต้เคราสีแดงแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากกระชากยังไงชอบกล

แต่หยาดน้ำที่คลออยู่ในดวงตากลับบดบังจนมองเคราที่อยากกระชากแทบไม่เห็น

ไม่นะ… เขาไม่ได้อยากร้องไห้สักหน่อย

หยาดน้ำตาอุ่นหยดแหมะร่วงเป็นสายใส่ใบหน้าของกษัตริย์ผู้พิชิตพาเอารอยยิ้มกว้างขี้แกล้งเลือนหายเหลือเพียงความเอ็นดู ไรเดอร์อุ้มร่างโปร่งแนบอกด้วยแขนเพียงข้างเดียวพลางยื่นมืออีกข้างเช็ดน้ำตาที่ไหลรินบนดวงหน้าจอมเวทย์หนุ่มอย่างอ่อนโยน

“โตป่านนี้แล้วยังขี้แยอีกรึเจ้าหนู” เสียงทุ่มเอ่ยกระเซ้าแหย่คนในอ้อมแขนอย่างนุ่มหูพยายามเบนความสนใจเรียกให้เวเวอร์หันมาค้อนขวับใส่ จอมเวทย์หนุ่มพยายามสูดหายใจกลั้นเสียงสะอื้นพลางซบหน้าลงกับบ่าแกร่ง ฝ่ามือกำเสื้อคลุมของไรเดอร์แน่น

“ฉัน…ฉันคิดถึงนาย” เวเวอร์กระซิบเสียงอู้อี้ขาดห้วง ขณะที่อีกฝ่ายลูบผมเขาเบาๆ

กลิ่นไออุ่นจากร่างที่กำลังโอบกอดตนอยู่ทำให้จิตใจที่ปั่นป่วนด้วยคลื่นความรู้สึกสงบ เวเวอร์รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน เป็นเพียงแค่การพบเจอที่ไม่เป็นจริง เมื่อลืมตาตื่นในยามเช้า ความจริงที่ว่าไรเดอร์ไม่มีตัวตนอยู่เคียงข้างก็จะกลับมากระแทกหน้าเขาอีกครั้ง

แต่คิดถึงเหลือเกิน ดีใจเหลือเกิน

แม้จะเป็นความฝัน แต่การได้พบไรเดอร์ ได้รู้ว่าอีกฝ่ายยังสบายดี ยังมีรอยยิ้มกว้าง ยังคงเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่เหมือนในวันวานยามเคียงข้างเขา เพียงเท่านี้ก็ดีเกินพอ

ยังจำเวเวอร์ เวลเว็ท คนนี้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ความฝันก็ไม่เป็นไร

แม้รู้ว่าไม่มีทาง แต่อยากคิดอยากหลอกตัวเองว่านี่คือความจริง เขาได้พบกับไรเดอร์อีกครั้งจริงๆ ได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนแกร่งนี้อีกครั้ง ได้ฟังเสียงของไรเดอร์… เสียงที่เขาไม่ได้คิดไปเองคนเดียวยามหลับตานึกถึงเรื่องราวในอดีต

จอมเวทย์หนุ่มผุดยิ้มจางๆ หลับตาซึมซับช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด…

“ไปเล่นน้ำกันเถอะ!”

“หะ? เหวอ!!!” เวเวอร์สะดุ้งร้องเสียงหลงอย่างตกใจ เมื่อคนที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่กระโจนลงจากหน้าผาในพริบตาถัดมา เสียงหวีดร้องของจอมเวทย์หนุ่มดังลั่นแข่งกับเสียงหัวเราะของไรเดอร์ ชายหนุ่มหลับตาปี๊เกาะคออีกฝ่ายสุดแรง สายลมตีปะทะหน้าจนลืมตาไม่ได้

แม้จะเป็นฝันแต่ความรู้สึกตกจากหน้าผานี่มันช่างสมจริงเกินไปแล้ว!

“ปะ..ปล่อยคอข้า”  ไรเดอร์พูดพลางหัวเราะร่วนพยายามแกะมือเวเวอร์ออกจากคอตนเอง แต่ร่างเล็กไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังเกาะเขาแน่นเป็นลูกลิงไม่ยอมปล่อยมือแถมส่ายหัวงุดๆทั้งๆที่ไม่ลืมตาแสดงท่าทางปฏิเสธอย่างเห็นได้ชัด

กษัตริย์ผู้มาจากอดีตเกาหัวแกรกๆ

แล้วนี่จะเล่นน้ำกันยังไง?

ร่างสูงถอนหายใจ ก่อนไรเดอร์จะกระชับแขนโอบอุ้มเวเวอร์ให้แน่นขึ้นแล้วเดินลงทะเลไปทั้งๆอย่างนั้น เมื่อน้ำทะเลอยู่ในระดับเอวของเขา เวเวอร์ก็ยอมแกะตัวเองออกมามองดูรอบๆพร้อมทำท่าทางโล่งอกที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่

ดูทำเข้า!

ไรเดอร์หัวเราะเบาๆค่อยๆปล่อยให้เวเวอร์ลงยืนด้วยตัวเอง จากนั้นก่อนที่จอมเวทย์หนุ่มจะตั้งตัวติด มือใหญ่ก็รีบกวักน้ำทะเลสาดใส่จนร่างเล็กเปียกปอนไปทั้งตัวพร้อมกับหัวเราะดังก้องอย่างอารมณ์ดี

“ถ้ายังไม่โจมตีกลับ เจ้าจะแพ้สงครามนี้นะ” คนโตกว่าพูดหยอกล้อพลางสาดน้ำใส่ ทำเอาคนถูกแกล้งตาเขียวปั๊ดหันมาโจมตีกลับทุกวิธีที่ตัวเองจะคิดออก ทั้งดึงชายเสื้อคลุมไรเดอร์ไว้ไม่ให้หลบหนี ทั้งกระโจนเข้าหา แกล้งขัดขา จนในที่สุดร่างของคนโตกว่าก็เปียกปอนไปทั้งตัว

เวเวอร์หัวเราะเสียงใสแข่งกับเสียงของไรเดอร์ ผลัดกันโวยวายผลัดกันวิ่งหนีวิ่งไล่ ภายในท้องฟ้าสีจาง ท้องทะเลไร้ผู้คน มีเพียงพวกเขาสองคนและความสุขที่ลอยอบอวลจนปัดเป่าความรู้สึกกังวล เศร้าเสียใจทั้งหมดที่เคยรู้สึกมา

หากนี้คือความฝัน ก็คงเป็นความฝันที่ไม่อยากตื่นไปชั่วชีวิต

พวกเขาทั้งคู่พากันเล่นน้ำจนกระทั่งอาทิตย์คล้อยต่ำเคลื่อนย้ายตัวเองจากกลางฟ้ามาค่อยๆจรดขอบฟ้า

เวเวอร์มองร่างยักษ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ดวงตาสีเขียวเข้มมีเพียงภาพกษัตริย์ผู้พิชิตที่ยืนยิ้มกว้างท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นและผืนน้ำกว้างใหญ่ ร่างโปร่งขยับเข้าไปหาอีกฝ่ายราวต้องมนต์สะกดทั้งๆที่ยังเหนื่อยหอบจากการเล่นน้ำอย่างไม่รู้สึกตัว

ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นแตะแก้มสากแผ่วเบา พร้อมๆกับที่มือหนาวางทาบทับบนมือเขาอีกที กอบกุมมือเขาให้แนบข้างแก้มตัวเองอย่างอาวรณ์

จอมเวทย์หนุ่มช้อนตามองคนสูงกว่า กระซิบถามเสียงละมุนจนตัวเองยังนึกแปลกใจ

“นายสบายดีไหม?”

“อืม”

“มีคนหาเหล้าให้ดื่ม หาหนังสือให้อ่าน หาเกมให้เล่นหรือเปล่า”

ไรเดอร์เลิกคิ้วก่อนถามกลับ “เห็นข้าเป็นเด็กรึไงเจ้าหนู”

“ใช่ นายมันเด็กโข่งจอมวางอำนาจเอาแต่ใจชัดๆเลย” จอมเวทย์หนุ่มรับคำเสียงใส ใบหน้าเชิดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากไรเดอร์อีกยกใหญ่

พลันรอยยิ้มกว้างขี้เล่นของไรเดอร์แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนกษัตริย์จากอดีตโน้มตัวลงมาใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจร้อนระอุคลอเคลียผิวหน้า

เวเวอร์ก้มหน้างุดแต่อีกฝ่ายกลับจับคางเขาเชยขึ้นให้จ้องมองดวงตาสีเพลิง ความนัยน์ที่ส่งผ่านนัยน์ตาคู่นั้นทำเอาชายหนุ่มหน้าร้อนผ่าว

“ข้าสบายดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีมาสเตอร์คนอื่นนอกจากเจ้าด้วย”เสียงนุ่มเอ่ยช้าๆราวสลักลึกในใจคนฟัง เวเวอร์หน้าแดงก่ำตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก

“มะ..ไม่ได้ถามเรื่องนั้นซะหน่อย”

“แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้นี่”

ปลายจมูกกษัตริย์ผู้พิชิตจรดลงบนแก้มนุ่มเรื่อแดงก่อนจะทาบทับริมฝีปากบนเรียวปากได้รูปของจอมเวทย์ผู้กำลังเขินอาย ปลายลิ้นร้อนตวัดกวัดเกี่ยวจนเวเวอร์ต้องตอบรับจุมพิตอย่างเงอะงะ

สัมผัสละมุนหวานพาให้เคลิบเคลิ้มจนรู้สึกเหมือนลอยล่องอยู่บนท้องฟ้า ผีเสื้อนับพันนับหมื่นกระพือปีกในท้อง สมองอื้ออึงด้วยแสงสีขาวโพลนนวลตา เนิ่นนานกว่ารสจูบจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงดูดกลืนจนร่างเวเวอร์แทบทรงตัวไม่อยู่ต้องเกาะแขนแกร่งที่ยืนมาโอบเอวเขาเอาไว้

แสงอาทิตย์ค่อยๆเลื่อนลงต่ำจนลับขอบฟ้าพร้อมๆกับร่างโปร่งในอ้อมแขนของไรเดอร์จางหายไปทีละน้อยจนเหลือเพียงความว่างเปล่า

ดวงตาคมร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงมองท้องทะเลไร้ผู้คนตรงหน้าตนเองเงียบๆ ก่อนลดแขนที่ไม่มีร่างของจอมเวทย์หนุ่มลงช้าๆอย่างอาวรณ์

“ข้ารอเจ้าอยู่นะ เวเวอร์” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังจากกษัตริย์ผู้พิชิตราวกับวอนสายลมให้ส่งผ่านข้อความนี้ไปถึงคนไกล

ข้าจะรอเจ้ามาหา ไม่ว่าจะเนิ่นนานแค่ไหน…

 

ภายใต้ห้องนอนขนาดใหญ่ บนเตียงสี่เสาที่ล้อมรอบด้วยผืนผ้าแพรชั้นดีสีแดง กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ค่อยๆผุดตัวลุกขึ้นนั่งพิงหมอนอิงขนาดใหญ่ ความฝันที่พึ่งตื่นจากมายังคงแจ่มชัดไม่มีสิ่งใดตกหล่นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งความรู้สึกยามได้พบกับเด็กหนุ่มผู้เคยเป็นมาสเตอร์ของตัวเอง น้ำหนักตัวของอีกฝ่ายยามโอบอุ้มขึ้นแนบอก รวมถึงจุมพิตหวานล้ำจากริมฝีปากที่จูบตอบกลับมาไร้เดียงสา

เป็นความฝันที่ช่างเหมือนจริงเหลือเกิน

ข้าหวังว่าเจ้าจะสบายดี และมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข

สักวัน… สักวันเมื่อเจ้ามายังกองทัพของข้า วันนั้นพวกเราจะได้พบกันอีก และครั้งนี้จะไม่มีการแยกจากกันไปไหนอีกแล้ว

ข้ารับใช้ของข้า… มาสเตอร์ของข้า… หัวใจของข้า…

“รีบโตเป็นจอมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่แล้วมาหาข้าเร็วๆล่ะเจ้าหนู”

ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหว สั่งให้คนร่ายมนต์พาตัวเองเข้าไปป่วนความฝันเจ้าอีก… เวเวอร์ เวลเว็ท

 

Batman : : Why so serious? [Joker x Batman]

Fan Fiction: Batman

Pairing: โจ๊กเกอร์ x แบทแมน

 

 

เกร๊ง! เกร๊ง! เกร๊ง! เกร๊ง!

เสียงนาฬิกาภายในห้องร้องบอกเวลาทันทีที่เข็มสั้นชี้ไปที่เลขสิบและเข็มยาวชี้เลขสิบสอง และเมื่อเสียงสุดท้ายจบลง กระจกหน้าต่างก็ถูกกระแทกจนแตกพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษแห่งรัตติกาล

…แบทแมนไม่เคยมาสาย ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

แสงจากดวงจันทร์ครึ่งดวงบนฟ้าส่องลงกระทบกับร่างผู้บุกรุกที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง คุณที่นั่งรออีกฝ่ายอยู่ในเงามืดนอกเขตที่ดวงจันทร์ส่องถึงขยับยิ้มขบขัน ขณะใช้ดวงตาสีเขียวจ้องมองฝันร้ายแห่งก็อตแธมในชุดตัวเก่ง

ผ้าม่านที่พริ้วไหวตามจังหวะของสายลมยามราตรี แสงจันทร์ที่ทำให้เศษกระจกบนพื้นดูราวกับอัญมณี…

ทั้งหมดนี้ทำให้คู่ปรับตลอดกาลของคุณดูงดงาม และทำให้คุณเกิดความรู้สึกอยากปลุกอสุรกายที่บ้าคลั่งใต้ท่าทีนิ่งเฉยนั่นให้ออกมาฉาบร่างกายด้วยสีโลหิต

อ่า… หากได้กอดร่างนั้นขณะที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดจะน่าสนุกแค่ไหนนะ

ความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้เสียงหัวเราะหลุดจากลำคออย่างกลั้นไม่อยู่ แถมยังทำให้ร่างใต้แสงจันทร์นั้นเลิกจ้องมองนิ่งๆและขยับเดินมานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับคุณ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากาก แต่คุณก็รู้ดีว่าคนตรงหน้าคงกำลังขมวดคิ้วกับเสียงหัวเราะของคุณอยู่

ก็แน่แหละ คุณกับเขาเล่นเกมไล่ล่านี้มากี่ปีแล้ว

คุณเทไวน์เลิศรสที่เลือกสรรมาอย่างดีให้กับเขา และนั่งฉีกยิ้มกว้างรออย่างเงียบสงบผิดวิสัย ถึงคืนนี้คุณจะเป็นคนนัด แต่เขาเป็นแขกและคุณไม่อยากเสียมารยาทเลยยกหน้าที่เปิดประเด็นให้เขา…

โอเค คุณแค่อยากให้เขาทักเรื่องชุดที่คุณใส่มาเท่านั้นแหละ คืนนี้คุณใส่ชุดสูทที่ถูกตัดเย็บมาอย่างดี เส้นผมสีเขียวแสบตาถูกเช็ตมาอย่างพอเหมาะ ไม่มีวันไหนที่คุณจะพิถีพิถันมากเท่าคืนนี้อีกแล้ว และเขาก็คงเหมือนกัน ชุดที่ซ่อนเกราะกับอาวุธมากมายในคืนนี้ของเขาทำให้คุณรู้สึกเป็นคนพิเศษ

ต้องมีแค่คุณเท่านั้นที่ทำให้เขาเตรียมตัวเองมาขนาดนี้ ต้องมีแค่คุณเท่านั้น หากมีวายร้ายคนไหนทำให้เขาต้องเตรียมตัวมาพบมากกว่าคุณแล้วล่ะก็… เจ้าชายแห่งอาชญากรรมอย่างคุณคงอดไม่ได้ที่จะไปสั่งสอนแน่นอน

จะว่าไปแล้ว… เมืองข้างๆนี่ก็มีเข้าข่ายอยู่คนหนึ่งนี่นะ

คุณหุบยิ้มอัตโนมัติเมื่อใบหน้าแสนน่าเกลียดใบหน้าหนึ่งลอยเข้ามา ทว่า… จู่ๆคู่เดทในคื่นนี้ของคุณก็เริ่มเปิดประเด็น

คำว่าคู่เดทที่ผุดขึ้นในหัวทำเอาคุณขยับยิ้มกว้างขณะฟังเขาพูด สลัดเจ้าบิ๊กบลูแสนน่าเกลียดนั่นทิ้งไปจากหัวทันที

บลาๆๆ คุณนั่งคลึงแก้วไวน์ฟังเขาเงียบๆ แต่เขาพูดว่าอะไรบ้างคุณไม่ได้ใส่ใจหรือให้มันเข้าไปในสมองคุณเลยแม้แต่นิด ประเด็นที่อีกฝ่ายจะมาสรุปในวันนี้ ยังไงคุณก็หาข้อสรุปมาอยู่แล้ว

…และแน่นอนเขาย่อมต้องเห็นด้วย

คุณเขย่าแก้วไวน์ไปมาเพื่อให้กลิ่นหอมหวานยั่วยวนลอยฟุ้งในอากาศพลางฟังเสียงเขาไปเรื่อยๆ แอบนึกรำคาญกล่องเปลี่ยนเสียงอยู่บ้าง ทำไมเขาต้องติดเครื่องแปลงเสียงด้วย ไม่มีใครนึกอยากรู้หรอกว่าแบทแมนคือใคร ที่น่าสนใจคือตัวแบทแมนต่างหาก แบทแมนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่ ไม่ใช่ใครสักคนในเมืองก็อตแธม ไม่ใช่ตัวตนใครสักคนที่แบทแมนสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขา

คุณเคยถามผู้ช่วยสักคนของคุณที่ตอนนี้ไม่ได้รับหน้าที่แล้ว ว่าทำไมพวกนั้นถึงต้องอยากรู้ด้วยว่าตัวจริงของแบทแมนว่าคือใคร ผู้ช่วยหันมามองหน้าคุณด้วยความประหลาดใจตอบว่า ใครๆเขาก็อยากรู้หมดนั้นแหละ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่อยากรู้

จบคำตอบ คุณเลยให้รางวัลผู้ช่วยแสนฉลาดคนนั้นด้วยแก๊สหัวเราะ คุณนี่ช่างใจดีจริงๆ

หลังจากเหม่อไปไกล ในที่สุดคุณก็รู้ตัวว่าแบทซี่พูดจบแล้ว ที่จริงเขาก็พูดไม่มาก แต่หนนี้แอบเสริมเหตุผลที่เขาควรไปมอบตัวโดยดี…

ซึ่งมันตลกมากในความคิดของคุณ

ระหว่างเราจะให้มีจุดจบแบบไหนงั้นเหรอ… คุณหัวเราะออกมาก่อนลุกขึ้นเดินไปหาคู่ปรับของตัวเอง ด้วยกฎของคืนนี้ที่ว่าจะไม่มีต่อสู้ ไม่ทีการใช้อาวุธ ดังนั้นนอกจากร่างกายที่เกร็งขึ้นอย่างระแวดระวังของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้ว แบทซี่ของคุณก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเพิ่มอีก คุณเลยก้มลงกระซิบข้างหูเขา

” Why so serious? ”

ฉับพลันในเสี้ยวนาที คุณก็แอบโฉบไปจูบปากของร่างใต้หน้ากาก ก่อนจะกระโดดหนีไปทางหน้าต่างที่แตกในวินาทีต่อมาพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

…ทำไมจะต้องไปหาจุดสิ้นสุดระหว่างเรา ฉันฆ่านาย หรือ นายฆ่าฉัน ตัวเลือกพวกนั้นช่างมันสิ

เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างเรา คนนอกพวกนั้นจะคิดยังไงทำไมแบทซี่ที่รักของเขาจะต้องไปใส่ใจด้วย

จริงไหม?

ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

 

 

 

_________________________________________________________________

แต่งนานแล้ว เลยเอามาลงนี้บ้าง พล็อตเรื่องมาจากดูตัวอย่าง batman the killing joke แล้วอยากถ่ายทอดในมุมมองโจ๊กเกอร์(แต่เนื้อหาไม่ได้ยกมาจากตัวอนิเมชั่นนะขอรับ คอมมิคคิลลิ่งโจ๊กเกอร์ดาร์กมากๆ แต่อันนี้ใสๆ)

Hetalia : : Choose now! Cat & Doll Or Me? [UsUk]

Fan Fiction:           Axis Powers Hetalia

Pairing:                  อเมริกา x อังกฤษ

Note:                      Axis Powers Hetalia เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น โดยตัวละครอิงมาจากประเทศต่างๆในโลก ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่อ่อนไหวด้านชาตินิยม

 

อเมริกาเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีไปตามทางเดินพื้นอิฐที่มีผู้คนเดินสวนไปมาพลุกพล่าน เสียงเพลงของเขาทำให้ชาวอังกฤษโดยรอบมองมายังชายหนุ่มด้วยสายตาแฝงการตำหนิ แต่ประเทศหนุ่มไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย…

เพราะวันนี้เป็นวันดี!

หลังจากทำงานตรากตรำติดต่อกันเกือบเดือนในที่สุดอก็ได้หยุดพัก ตอนทำงานเขาอยากจะหนีออกมาแทบตาย แต่เจ้านายดันสั่งห้ามไม่ให้มีไฟท์บินไหนพาออกนอกประเทศ โทรศัพท์ก็ห้ามใช้ แถมยังให้ทหารมาคุมเข้มรอบทำเนียบขาวกันเขาหนีอีก

เพราะเหตุนี้เลยไม่เจออังกฤษตั้งเกือบเดือน

แต่… เวลาที่เหมือนนรกนั่นก็ผ่านมาแล้ว ช่วงวันหยุดนี่แหละ เขาจะสวีทหวานกับอังกฤษให้เต็มอิ่มเลย ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

ยิ่งคิดรอยยิ้มก็ยิ่งผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ อเมริการีบสาวเท้าเดินไวขึ้นเมื่อเห็นรั้วคุ้นตาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แค่คิดว่าจะได้‘กอด’อังกฤษก็รู้สึกดีเป็นบ้าแล้ว!

ไม่ได้เจอฮีโร่ตั้งนาน ตาลุงนั่นจะโดดกอดเขาทันทีที่เจอหน้ารึเปล่านะ

 

“อเมริกา อาเธอร์มันงอนฉัน!”

“ฮะ?”

ดวงตาสีท้องฟ้ากระพริบปริบๆมองร่างโปร่งที่กำลังยืนกอดอกหน้าตาถมึงทึงตรงหน้าประตู พอไขกุญแจเข้ามาในบ้าน เมื่ออังกฤษเจอหน้าเขาปุ๊ปเจ้าตัวก็พูดประโยคนี้ขึ้นมาทันที

อาเธอร์คือแมวที่อังกฤษเก็บมาเลี้ยงเมื่อสองเดือนก่อน อังกฤษรักและก็ตามใจมันมากๆ แต่เขาไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่…

แน่แหละ เหตุผลก็เพราะอังกฤษดูรักและเอ็นดูเจ้านั่นมากๆไง

“แล้วเธอไปทำอะไรมันล่ะ?” อเมริกาถามอย่างเนือยๆพลางถอดบูทเก็บเข้าที่

“ฉันก็แค่เปลี่ยนจากอาหารแมวกระป๋องเป็นอาหารที่ฉันทำเท่านั้นเอง” คิ้วหนามุ้นลง ริมฝีปากพุ้ยขึ้นอย่างไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด “แต่อาเธอร์กลับไม่ยอมกิน! แถมยังหนีออกจากบ้านไปไหนก็ไม่รู้!”

อ่า… เข้าใจแล้ว

“เธออย่าไปทรมานมันด้วยการเปลี่ยนอาหารแบบนั้นสิ”

“ว่าไงนะ!”

“เปล๊า” อเมริกาปฏิเสธเสียงสูง เขาพอจะเข้าใจเจ้าอาเธอร์อยู่บ้าง อาหารแมวกระป๋องกับอาหารที่อังกฤษทำ ยังไงๆรูปแบบกระป๋องก็ดีกว่าเห็นๆ แต่เพื่อไม่ให้อังกฤษมาโมโหใส่เขาแทน อเมริกาเลยได้แต่ตีหน้าเศร้าพูดตรงข้ามกับสิ่งที่คิด “เอาน่าๆ เดี๋ยวมันก็กลับมาแหละ เธอใจเย็นๆก่อนนะ”

ร่างหนาตรงเข้ากอดคนรักที่อยู่ในโหมดอารมณ์เสียอย่างปลอบประโลม แต่ในใจกลับยิ้มกริ่ม ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเหมียวจอมแย่งความรักนั่นหายไปแล้ว จากนี้เขาจะได้สวีทหวานกับอังกฤษได้เต็มที่สักที

ไม่ต้องมีแมวที่ไหนมาขัดขวาง เป็นวันหยุดที่ Best จริงๆ!

“วันนี้ฮีโร่…”

“นายน่ะออกไปเลย” นัยน์ตาสีเขียวฉายแววขุ่นเคืองกล่าวขัด อังกฤษออกจากอ้อมแขนจากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในห้องรับแขก เขาเดินตามหลังอย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งอีกฝ่ายหยิบตุ๊กตายูนิคอร์นบนโซฟาขึ้นมากอด ท่าทีทะนุถนอมทำเอาอเมริกาคิ้วกระตุก

“ตั้งแต่วันนี้ฉันจะกอดแต่แลนเซอร์ล็อต จะให้แลนเซอร์ล็อตขึ้นมาเป็นคนรักอันดับหนึ่งแทนอาเธอร์!” ดวงหน้าหวานเชิดขึ้นประกาศกราว “อาเธอร์ต้องเสียใจที่หนีออกจากบ้านและไม่ยอมกินอาหารฉัน!”

“ดะ..เดี๋ยวสิอังกฤษ” อเมริการ้องเสียงหลง “ทำไมคนรักอันดับหนึ่งถึงไม่ใช่ฉันแหละ อีกอย่างไม่มีเจ้าเหมียวนั่นแล้ว คนที่นายควรกอดคือฉันต่างหาก”

หนุ่มเมืองผู้ดีขมวดคิ้วอย่างตำหนิ

“อย่ามาเรียกอาเธอร์ว่าเจ้าเหมียวนั่นนะ”

“โกรธมันอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“โกรธก็ส่วนโกรธสิ” อังกฤษอธิบายด้วยเสียงจริงจัง “แต่ยังไงอาเธอร์ก็คือแมวของฉัน นายห้ามเรียกอาเธอร์แบบนั้นอีก”

“โอเคๆ แต่ยังไงคนที่นายควรกอดตอนนี้ไม่ใช่เจ้าตุ๊กตานั่นนะ” อเมริกาเหล่มองตุ๊กตาที่อังกฤษกอดอย่างไม่พอใจ แต่อีกคนไม่ได้สังเกตเห็นเลยสักนิด

อังกฤษกอดตุ๊กตายูนิคอร์นสีขาวตัวโตพลางลูบหัวที่มีเขาของมันเบาๆ ดวงตาสีเขียวเป็นประกายวิบวับ ก่อนจุ๊บลงบนหน้าผากกลมๆ

และนั่นทำให้เส้นความหึงหวงอเมริกาขาดในที่สุด

คนที่จะได้จูบจากอังกฤษคือเขาต่างหาก!

“อังกฤษห้ามจูบเจ้าตุ๊กตาประหลาดนั่นนะ!” มือหนารีบดึงเอาตุ๊กตาออกจากอ้อมแขนของร่างเพรียว “และฉันก็จะไม่ให้เธออยู่กับเจ้านี่แล้วด้วย”

นัยน์ตาสีเขียวตวัดควับมองเขาด้วยความโกรธก่อนจะกระชากตุ๊กตาคืน “ฉันจะอยู่กับแลนเซอร์ล็อต นายไม่ต้องมายุ่งเลย”

พูดจบเจ้าตัวก็เดินหนีเข้าห้องครัว ปล่อยให้อเมริกามองตามแผ่นหลังของอังกฤษอย่างอึ้งๆ ดวงตาสีท้องฟ้าเบิกค้าง

ดะ..เดี๋ยวสิอังกฤษ! นี่ฮีโร่ไม่ได้เจอกับเธอตั้งนานนะ! เธอควรจะโดดเข้ามากอดฉันแล้วพาไปจบที่เตียงไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลายเป็นกอดเจ้าตุ๊กตานั่นแหละฮะ!?

“อย่าเดินหนีฮีโร่นะ!!”

แต่มีรึคนที่เดินจากไปแล้วจะหันกลับมามอง

 

หลังอังกฤษพาตุ๊กตาไปหยิบเอาของทานเล่นในครัวออกมา อเมริกาก็นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟาตัวเดียวกับอังกฤษ มือหนาหยิบขนมขบเคี้ยวที่พึ่งแกะใส่ปากอย่างไม่สบอารมณ์ พลางเหลือบมองร่างโปร่งบางที่กำลังกอดตุ๊กตาจ้องมองไปที่โทรทัศน์อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

พูดตามตรงก็คือไม่สนใจเขานั่นแหละ เพราะอังกฤษหยิบขนมป้อนเข้าปากยูนิคอร์นอย่างกับว่ามันกินได้!

มากเกินไปแล้ว!

“อังกฤษ ฉันหิวข้าว” ในที่สุดเขาก็พูดขัดออกมา ผิดกับที่เคยตั้งใจว่าจะไม่คุยกับอีกฝ่ายจนกว่าอังกฤษจะสำนึกว่าตัวเองผิด

“มีแช่อยู่ในตู้เย็น นายก็เอาไปอุ่นสิ”

“แต่ฉันอยากกินฝีมือเธอนิ” พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ช้อนตามองเพื่อให้เกิดความน่าสงสาร ถ้าไม่ได้ด้วยการชนตรงๆก็ต้องใช้เล่ห์กลละนะ

คำพูดจากอเมริกาทำเอาอังกฤษหันมามองด้วยความแปลกใจ คิ้วหนาเลิกขึ้นอย่างนึกว่าตัวเองหูฝาด “เมื่อกี๊นายพูดว่าอะไรนะ?”

“ฉันบอกว่า ฉันอยากกินอาหารฝีมือเธอ”

นี่เขายอมอ่อนข้อให้แล้วนะ! ถ้าอังกฤษไม่ยอมรู้ตัวอีกเขาจะโกรธจริงๆแล้วด้วย!

“อ๋อ ฝ..ฝีมือฉันงั้นเหรอ” ร่างโปร่งบางยกมือขึ้นเกาแก้มซ่อนอาการเขิน แก้มเจือด้วยสีแดงจางๆ ทำให้คนมองตาวิบวับเป็นประกาย รอเวลาที่มือบางคู่นั้นจะปล่อยจากเจ้าตุ๊กตาประหลาดนั่นซะที จากนั้นพอลุกออกไปใส่ชุดกันเปื้อนทำอาหารเมื่อไหร่ เขาก็จะถือโอกาสกินคนทำอาหารขณะทำอาหาร

ฮ่า… ช่างเป็นความคิดที่ดีอะไรอย่างนี้

แต่แล้วทุกอย่างก็พังลงเมื่ออังกฤษหันไปให้ความสนใจกับรายการทีวีต่อ

“ไม่เอาอะ ฉันยังไม่อยากทำอาหารตอนนี้ซะหน่อย นายไปอุ่นกินเองเถอะ เกิดฉันไปทำอาหารแลนเซอร์ล็อตก็เหงาแย่สิ ใช่ไหมๆ ถ้าฉันไปนายต้องเหงาแน่ๆเลย เจ้าตัวน้อยคนดี”

ประโยคท้ายเจ้าตัวหันไปพูดมุ้งมิ้งกับตุ๊กตาในอ้อมแขน พลางยกขึ้นมาฟัดอย่างหมันเขี้ยว

อเมริกาอ้าปากค้างอีกรอบ ก่อนจะยัดขนมในมือใส่ปากอย่างหงุดหงิด!

โธ่เว้ย! นี่ฮีโร่อย่างเขามีความสำคัญน้อยกว่าเจ้าตุ๊กตานั่นอีกเรอะ!

หลังจากดูซีรีย์จบ ก็ถึงเวลาชายามบ่ายของอังกฤษพอดี ร่างโปร่งบางลุกขึ้นวางตุ๊กตายูนิคอร์นไว้บนโซฟา ก่อนจะหันมองอเมริกาที่ทำหน้าบูดบึ้ง มือหนายัดขนมขบเคี้ยวใส่ปากสลับกับยกขวดน้ำอัดลมขึ้นดื่มราวกำลังโกรธแค้นพวกมัน

“ฉันจะไปชงชา นายจะเอากาแฟรึเปล่า?” ปกติแล้วอเมริกามักจะกินกาแฟ เพราะไม่ชอบชา ทำให้อังกฤษต้องลำบากชงแยกกาแฟให้ ใบหน้าหวานอดทำหน้ารำคาญใจหน่อยๆไม่ได้เมื่อคิดว่าจะต้องชงแยก

ทั้งๆที่ชาของเขาก็ออกจะอร่อย ไม่เข้าใจจริงๆทำไมอเมริกาถึงไม่ชอบ เห็นตอนเด็กๆชมอย่างนู้นอย่างนี่ เกาะขาเขาพูดด้วยเสียงน่ารักว่าชาของอังกฤษอร่อยที่สุดในโลกเลย ทำไมโตมาถึงได้ไม่น่ารักแล้วนะ ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กนี่ไม่น่าโตมาจริงๆเลย

หนุ่มชาวบริเตนจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด “ตกลงนายจะเอารึเปล่า? ถ้าไม่พูดฉันจะไปแล้วนะ”

“ไม่!”

“อ๋อ แล้วอย่ามาง๊องแง๊งจะเอาทีหลังล่ะ!”

พูดจบอังกฤษก็เดินเข้าไปในห้องครัวทิ้งให้อเมริกานั่งหน้าหงิกงอ ดวงตาสีท้องฟ้ามองไปที่ตุ๊กตายูนิคอร์นข้างตัวที่อังกฤษวางไว้อย่างอาฆาต ก่นด่าในใจด้วยความหงุดหงิด อยากจะจับแลนเซอร์ล็อตคนดีของอังกฤษไปโยนทิ้งเสียให้รู้รอด

ติดที่อังกฤษสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามแตะต้องเจ้าตัวนี้

อ๊ากกก วันนี้อังกฤษควรจะกอดเอวเขาแน่น แล้วจบลงด้วยเขา ‘กอด’ อังกฤษบนเตียงสิ ไม่ใช่มานั่งดูอังกฤษให้ความรักกับคนอื่น ถึงคนอื่นที่ว่าจะเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิตก็เถอะ แต่คนรักของอังกฤษอันดับหนึ่งต้องเป็นฮีโร่อย่างเขาสิ!

ศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างเจ้าเหมียวออกไปแล้ว เขาจะไม่ยอมให้ตุ๊กตามาเหนือกว่าหรอกนะ!

ดวงตาสีท้องฟ้ากวาดมองรอบๆสลับกับมองศัตรูตัวใหม่อย่างคิดหาทางกำจัด

ทันใดนั้นไอเดียหนึ่งก็ปิ๊งขึ้นในหัวเมื่อมองน้ำอัดลมในมือ

หึหึหึ ถ้าหากอังเอิ๊ญบังเอิญเขาไม่ทันระมัดระวังทำน้ำอัดลมหกใส่ตุ๊กตาทั้งตัว แล้วบังเอิ๊ญบังเอิญไม่รู้ว่าตัวเองทำหกจนปล่อยให้คราบน้ำซึมเข้าผ้าจนยากจะซักออก

ผลจากความบังเอิ๊ญบังเอิญนี่อังกฤษจะต้องเลิกกอดตุ๊กตาตัวนี้อย่างแน่นอน

ไว้เท่าความคิด ประเทศหนุ่มรีบปฏิบัติการบังเอิ๊ญบังเอิญกำจัดศัตรูหัวใจทันที หลังมือกระตุกราดน้ำอัดลมใส่ เขาก็รีบเป่าลมจากปากให้น้ำบนตุ๊กตาแห้งซึมเข้าไปในผิวผ้าไวๆ

ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นแผนการที่เพอร์เฟ็คไร้ที่ติสมกับฮีโร่จริงๆ!

แม้วันนี้จะคิดว่าอังกฤษใช้เวลาชงชานานกว่าปกติ แต่อเมริกาก็ไม่ได้สนใจ ในหัวเต็มไปด้วยภาพตุ๊กตายูนิคอร์นเปื้อนคราบน้ำอัดลมถูกทิ้งบนถังขยะ

หลังจากมั่นใจว่าคราบเปื้อนแห้งจนฝังลึก เขาก็รีบตีหน้าร้อนรนวิ่งถือตุ๊กตายูนิคอร์นแลนเซอร์ล็อตอดีตคนดีของอังกฤษวิ่งไปหาเจ้าของบ้านในครัว

ก่อนผงะกับภาพตรงหน้า

อังกฤษกำลังนั่งลูบแมวพันธุ์บริติช ชอร์ตแฮร์สีเทาเข้มที่กำลังกินอาหารในชาม ใบหน้าเปื้อนยิ้มของอังกฤษทำเอาอเมริกาคิ้วกระตุก

ท่าทีแบบนี้คงไม่ใช่คืนดีกับเจ้าแมวนี่แล้วนะ

…เจ้าเหมียวอาเธอร์ศัตรูหมายเลขหนึ่งกลับมายึดตำแหน่งแล้ว

“อ๊ะ อเมริกา” คนกำลังลูบขนแมวร้องทักเมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาในห้องครัว เจ้าตัวรีบชูดอกกุหลาบสีแดงในมือที่อยู่อีกข้างอย่างอวดๆพลางยิ้มร่า “นายดูสิ อาเธอร์เอาดอกไม้มาง้อฉันด้วย เป็นเด็กดีจริงๆ”

อังกฤษอุ้มอาเธอร์ที่กินอาหารแมวหมดแล้วมาหอมด้วยความเอ็นดูพลางพึมพำเป็นระยะๆว่า ลำบากแย่เลยที่ออกไปหาดอกไม้มาให้บ้างละ อาเธอร์เป็นเด็กดีทีสุดเลยบ้างละ รักอาเธอร์ที่สุดเลยบ้างละ

ก่อนจะถูกเมินไปมากกว่านี้ อเมริการีบกระแอมไอเรียกให้อังกฤษมาสนใจที่ตัวเอง

“พอดีฉันไม่ระวังทำน้ำหกใส่แลนเซอร์ล็อต” ตีหน้าเศร้าสักหน่อย ในขณะที่อีกคนในห้องแข็งค้างไปแล้วเมื่อเห็นเปื้อนแลนเซอร์ล็อตไปด้วยน้ำสีดำทั้งตัว ประเทศแดนเสรีภาพวางตุ๊กตายูนิคอร์นบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปโอบเอวกระซิบข้างหูคนกำลังช็อกด้วยน้ำเสียงระรื่น

“แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ ฉันจะยอมให้นายกอดฉันแทนตุ๊กตาก็ได้ ถือเป็นการชดเชยไง”

“กอดนาย?” อังกฤษมุมปากกระตุกกึกๆ แต่อเมริกาก็ยังยิ้มกว้างฝันหวาน

“ช่าย ฮีโร่อุตส่าห์ยอมให้เธอกอดเลยนะ”

พออังกฤษกอดเอวเขา เขาก็จะได้อุ้มอังกฤษแล้วไปกอดบนเตียงบ้าง แผนการเยี่ยมยอด

“ฝันไปเถอะ!!”

พลัก!!

“โอ๊ย!”

อเมริกาโดดโหยงๆกุมหว่างขาที่ถูกเตะอย่างจัง ส่วนผู้กระทำฉีกยิ้มหวานหยดย้อยสะบัดหน้าเดินหนีอุ้มทั้งแมวทั้งตุ๊กตาออกไปจากห้องครัว

อ๊ากกกก แผนของฮีโร่ผิดตรงไหนเนี้ย!?

 

…………………………………………………

 

ตกดึก ภายในห้องนอน อังกฤษนอนกอดแลตเซอร์ล็อตนอนจ้องเพดานบนเตียง โคมไฟที่เปิดทิ้งไว้ให้แสงสีส้มสลัวๆส่องให้เห็นว่าข้างตัวมีเหมียวอาเธอร์นอนกรนฟี้ๆหลับอย่างเป็นสุขในขณะที่เจ้านายตาค้าง คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความไม่สบายใจเล็กน้อย

โอเค เขายอมรับวันนี้ออกจะทำเกินไปหน่อยที่เมินใส่อเมริกา

ต..แต่ก็ไม่ใช่ความผิดเขาซะหน่อย คนผิดคือหมอนั่นต่างหาก!! แถมยังบังอาจทำแลนเซอร์ล็อตเปื้อนอีกด้วย กว่าจะซักออกเขาต้องลงแรงทำความสะอาดตั้งนาน

นิสัยอันธพาลชัดๆ สมัยเป็นเด็กน้อยยังน่ารักอยู่เลย ทำไมโตมาถึงได้นิสัยแย่ขนาดนี้นะ ให้ตายเถอะ!

แถมแทนที่จะมาขอโทษเขาดีๆกลับหนีหายไปไหนก็ไม่รู้

เขาก็แค่โมโหที่อเมริกาไม่ยอมติดต่อมาเกือบเดือน โอเค เขารู้ว่าเป็นเพราะงาน ก็เลยยอมลงให้แล้วไง ถ้าเป็นปกติไล่ออกจากบ้านตั้งแต่โผล่มาแล้ว เจอหน้ากันแทนที่เด็กบ้านั่นจะขอโทษสักนิดสักหน่อยที่หายไป แต่กลับเป็นยิ้มหน้าระรื่นเข้ามาหาเหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่คิดถึงกันซะงั้น หรือมีแต่เขาที่คิ.. ไม่สิ เขาก็สบายดี

ตัวแลนเซอร์ล็อตทั้งนุ่มทั้งเขาเวลากอดก็รู้สึกดีไม่เหมือนหมอนั่นที่ทั้งหนักแถมยังชอบมานัวเนียเวลากอดอีกต่างหาก

แถมขนของอาเธอร์ก็นุ่มมือ เวลามานอนบนตักให้ลูบเล่นก็สบายมือรู้สึกดีกว่าลูบผมนุ่มๆของหมอนั่นตอนนอนหนุนตักเขาตั้งเยอะ

เชอะ! สองคนนี้ดีกว่าอเมริกาชัดๆ

เห็นออกงานออกทีวีตั้งเยอะตั้งแยะ ติดต่อส่งข้อความหรือโทรมาบอกสักครั้งว่าติดงานจะเป็นอะไรไป ถ้าหากเขาไม่ไปหาแคนาดาจะรู้ไหมว่าไม่ว่าง

ไอ้เราก็รอไปเถอะ บางวันอุตส่าห์ตั้งใจทำอาหารเย็นเยอะกว่าปกติเผื่อจะโผล่มา บางวันอุตส่าห์ทำขนมที่ชอบไว้ให้แต่ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด อังกฤษขยับตัวลุกนั่งพิงหัวเตียงพร้อมๆกับที่ร่างหนาคุ้นตาจะเปิดเข้ามาในห้อง

แสงไปสลัวๆส่องภาพคนตรงหน้าพาเอาคนดวงตาสีเขียวกระพริบปริบๆ

อเมริกาอยู่ในชุดคลุมหมีสีน้ำตาลกำลังถือช่อดอกกุหลาบสีแดงเดินตรงมานั่งบนเตียงข้างๆตัว ใบหน้าเจ้าตัวแดงก่ำทว่าดวงตาสีท้องฟ้าใต้กรอบแว่นฉายแววมุ่งมั่นจริงใจ

“ขอโทษนะ อังกฤษ” วางช่อกุหลาบลงบนตักอังกฤษแล้วคว้ามือที่กอดแลนเซอร์ล็อตขึ้นมาจูบเบาๆพลางช้อนตาที่แฝงการอ้อนวอนมอง “ยกโทษให้ฉันนะ”

ราวกับกำลังมองหมีตัวโตหูลู่ลงด้วยความเศร้า

มุมปากอังกฤษสั่นกระตุก มืออีกข้างที่เป็นอิสระขยุ้มแลนเซอร์ล็อตแน่น บะ..แบบนี้มัน….

จะน่ารักเกินไปแล้ว!!

หนุ่มบริเตนคุมหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ พยายามกลั้นมุมปากไม่ให้ฉีกยิ้มและห้ามมือไม่ให้ไปขยำแก้มแดงๆของคนใส่ชุดหมี

มะ..ไม่หรอก แค่นี้จะยอมยกโทษให้ง่ายๆได้ไง ความแค้นของแลนเซอร์ล็อตล่ะ ห้ามหวั่น..

“อ๊ะ!”

หมีตัวโตขยับขึ้นมาทาบทับแถมยังปัดแลนเซอร์ล็อตออกจากตัวเขาแบบเนียนๆ นอกจากนี้ยังปัดมือไปโดนตัวอาเธอร์จนแมวสะดุ้งร้องแง๊วตื่นขึ้นมาก่อนจะเดินหนีออกจากห้อง

อังกฤษอ้าปากค้างกับการกำจัดศัตรูของคนบางคนแต่คนร้ายกลับทำท่าเหมือนทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิ๊ญบังเอิญยังคงขยับเข้ามาคลอเคลียราวกับเป็นลูกหมีตัวโต

“ขอโทษนะ” หมีตัวปลอมกระซิบข้างหูอย่างรับผิดแต่เสียงกลับแหบพล่าพาให้คนฟังหน้าร้อนฉ่า ริมฝีปากขบบนติ่งหูเบาๆก่อนไล่จมูกลงมาซอกคอพร้อมจุมพิตปัดป่ายปลุกผิวกายของร่างด้านใต้ให้ร้อนรุ่ม

“ฉันเห็นเธอเตรียมของไว้ทำอาหารเต็มตู้เย็นเลย”

“กะ..ก็ซื้อไว้งั้นๆแหละ อื้อ!” เสียงครางหวานหลุดจากลำคอเมื่อปลายนิ้วคนด้านบนเริ่มลูบไล้ร่างกาย ทั้งๆที่มีเสื้อผ้าหนากั้นไว้อีกชั้นแต่สัมผัสร้อนจากฝ่ามือหนากลับชัดเจนผะผ่าว อังกฤษหลับตาแน่นกลั้นอารมณ์ที่ถูกปลุกเหมือนรู้ทุกจุดบนร่างกายของเขาทำให้พลาดไม่เห็นรอยยิ้มขบขันจากหมีตัวโต

“อ๋อ… แล้วขนมในขวดโหลนั่นแหละ” อเมริกากระซิบพร้อมๆกับปลดชุดคนด้านล่างออกเผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าเรื่อแดง

ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงไอเย็นจากการถูกถอดชุดก่อนแว๊ดเสียงหลง

“ออกไปเลยเจ้าบ้า!”

“ตอบมาก่อนสิ” น้ำเสียงออดอ้อนกล่าวอย่างถามไถ่ แต่อังกฤษชักจะเห็นปีกกับหางปีศาจเริ่มปรากฏบนร่างหมีตัวโต ยังไม่ทันได้ขยับหนีมือ ทั้งสองข้างของเขาก็ถูกรวบเข้าหากันก่อนถูกดึงจนเซล้มเข้าปะทะกับแผ่นอกแกร่ง อเมริกากักร่างเพรียวไว้ในอ้อมแขนพร้อมกระซิบด้วยเสียงระรื่น “ตอบคำถามฉันมาดีๆ”

“ไม่ตอบซะอย่างจะทำไม”

คนเป็นรองเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะเสียงหลงอีกครั้งเมื่อมือหมีเริ่มซุกซนไปทั่วร่างอีกครั้ง ความร้อนพุ่งขึ้นสูงจนขยับเข้าหาคนตัวโตอย่างเผลอไผลตามความรู้สึกขณะที่สมองขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห

“อะ..อื้อ ทำเล่นไปงั้นๆแหละ!”

คำตอบที่ได้รับทำเอาคนถามหลุดหัวเราะ

ตาลุงปากไม่ตรงกับใจ ช่างตอบมาได้…

ไหนจะเสื้อไหมพรมตัวใหม่ปักรูปธงชาติอเมริกาดูยังไงก็ทำให้เขาชัดๆ ไหนจะบรรดาน้ำอัดลมที่เขาชอบกินก็ซื้อมาไว้เต็มตู้ แถมแคนาดายังโทรมาบอกว่าอังกฤษตามไปถามข่าวคราวของเขาที่บ้านแคนาดาอีกต่างหาก

ตาลุงนิสัยแย่… ไม่ได้มีแต่เธอที่รู้สึกคนเดียวสักหน่อย

“ปะ..ปล่อยมือนะ!”

“ม่ายเอา… ยังไม่หมดคำถามสักหน่อย” อเมริกายิ้มเจ้าเล่ห์เลื่อนมือไปกอบกุมส่วนอ่อนไหวที่ชูชันของคนด้านล่างขยับรูดรั้งไปมาพลางเลื่อนตัวขึ้นกระซิบถามเจ้าของตัวประกันในมือ

ต่อให้รู้สึกดีกับสิ่งที่อังกฤษทำให้ แต่เรื่องบางเรื่องเขาก็ยังหงุดหงิดใจอยู่ดี

โดยเฉพาะเรื่องนี้…

“ระหว่างฉัน เจ้าเหมียวนั่นกับตุ๊กตาจะเลือกอะไร…”

ปลายนิ้วโป้งกดลงบนปลายชุ่มฉ่ำ สกัดอารมณ์ที่กำลังพวยพุ่งให้อัดแน่นไร้ทางระบาย อังกฤษปรือตามองคนด้านบนด้วยความขุ่นเคือง ร่างกายบิดเร้าอย่างทรมาน แม้จะพยายามฝืนกายขยับหนีแต่คนเจ้าเล่ห์กลับยึดตัวไว้แน่นแถมยังปลุกปั่นให้ร้อนรุ่มยิ่งกว่าเดิมอีก

อันธพาลชัดๆ!

อังกฤษกรีดร้องในใจ ดวงตาสีเขียวคลอเชื่อมไปด้วยน้ำตา แกล้งกันขนาดนี้จะให้เขาตอบอะไรได้อีก เจ้าบ้าเอ๊ย!

“อึก! ละ..เลือกนาย”

เสียงเบาแหบโหยตอบอย่างอายๆ แต่คนขี้แกล้งก็ยังไม่หยุดมือ อเมริกากดจูบมุมปากพลางบอกให้พูดเสียงดังขึ้นอีก

“ก็บอกว่านายไงละ! เลิกแกล้งได้แล้ว อ๊ะ… อือ!”

ริมปากร้อนมอบจุมพิตหวานล้ำพาให้ล่องลอยพร้อมกับมือร้อนผ่าวที่กุมส่วนอ่อนไหวเร่งเร้าจนถึงขีดสุด เมื่อได้ถึงปลายทางภายในหัวก็ขาวโพลนพร่างพราย ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่าน

อเมริกาหัวเราะคิกคังพลางจูบขมับอังกฤษอย่างรักใคร่

ที่รักอันดับหนึ่งของคนๆนี้ เขาไม่ยอมมอบมันให้ใครหรอกนะ.

 

 

_________________________________________________

อยากแกล้งอ้วน… หะ!? อะไรนะ!? ทำไมตอนท้ายดูเหมือนท่านเต้อถูกแกล้งเหรอ ก็เพราะว่าท่านเต้อน่าแกล้งกว่าไง หุหุ > <

Star Wars : : Nightmare [ Anakin x Obi-Wan ]

Fan Fiction:      Star Wars

Pairing:            อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ x โอบีวัน เคโนบี

Note:                Timeline  รอยต่อระหว่าง Ep.II กับ Ep.III

 

ดวงตาสีฟ้าเข้มมองร่างที่ทอดกายนอนหลับสนิทอยู่บนแคปซูลรักษาก่อนจะขมวดคิ้ว จากหน้าจอรายงานผล บาดแผลบนตัวโอบีวันไม่มีอะไรร้ายแรง นอกจากการบาดเจ็บเล็กๆน้อยตามตัวก็มีแค่แผลบนศีรษะเท่านั้นที่น่าเป็นห่วง

แต่อาจารย์ก็ยังไม่ฟื้น

อนาคินเคาะนิ้วกับตัวแคปซูลย่างหงุดหงิด นี่กี่ครั้งแล้วที่เขาช่วยชีวิตโอบีวันเอาไว้ แล้วกี่ครั้งแล้วที่อาจารย์ของเขาถูกอะไรสักอย่างทุบหัวจนหมดสติตอนต่อสู้

พอคิดๆดูแล้ว เขาช่วยชีวิตอีกฝ่ายพอจะได้เป็นเจ้าของชีวิตเลยมั้ง

อนาคินคิดอย่างประชด

ภารกิจครั้งนี้ของพวกเขาคือลอบเข้ามาสืบข้อมูลของศัตรูในฐานทัพ ซึ่งแน่นอนว่ามันสำเร็จ แต่ว่าก่อนจะหลบหนีออกไป ทหารของฝ่ายตรงข้ามดันมาพบพวกเขาเข้าแล้วจากนั้นการต่อสู้ก็เกิดขึ้น อนาคินกับโอบีวันแยกกันสู้ หลังจบศึกของตัวเองอนาคินก็พบว่าอาจารย์นอนหมดสติอยู่และเหนือร่างนั้นคือศัตรูที่กำลังเงื้อหอกสายฟ้า

ชั่วพริบตาก่อนสายฟ้าจากปลายหอกจะสัมผัสกับร่างโอบีวัน อนาคินก็ทำให้ศัตรูลอยไปกระแทกผนังจนกระอักเลือด แม้จะตกใจกับพลังที่เพิ่มขึ้นของตัวเองแต่พาดาวันหนุ่มก็รีบวิ่งไปอุ้มอาจารย์แล้วหนีไปตามมุมอับของทางเดิน ลัดเลาะมาจนถึงห้องพยาบาลแห่งนี้ โชคยังดีที่ที่นี่น่าจะเป็นห้องปลดประจำการแล้ว เหมาะเป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นเยี่ยม

ปิ๊ป! ปิ๊ป!

แคปซูลรักษาร้องขึ้นเมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติในร่างกายของคนป่วย ดวงตาสีฟ้าเข้มก้มมองหน้าจอ บนนั้นระบุว่าตำแหน่งหลังคอของโอบีวันมีอะไรบางอย่างติดอยู่ จากรูปร่างที่แสดงออกมาของสิ่งนั้นน่าจะเป็นลูกดอกอาบยา

นี่คงเป็นสาเหตุที่จนป่านนี้คนๆนี้ก็ยังไม่ฟื้น

ร่างสูงก้มลงโน้มตัวโอบศีรษะอาจารย์ขึ้นแล้วเอื้อมมือกลไปดึงเอาสิ่งนั้นออก ระหว่างที่กำลังดึงปลายจมูกเขาพลันสัมผัสกับแก้มของอีกฝ่าย ความรู้สึกวูบวาบแล่นเข้ามาพาให้สมองมึนงง

มือเขาถอนลูกดอกออกแล้ว แต่จมูกยังคงวนเวียนสูดกลิ่นของอาจารย์จากแก้มที่มีแผลประปราย

นุ่มไม่เท่าแพดเม่ กลิ่นก็ไม่หอมเหมือนดอกไม้ แต่… ชวนให้ใจเต้นเหลือเกิน

ปลายลิ้นแตะเลียเลือดจากใบหน้าที่ยังคงหมดสติช้าๆ ทันทีที่รับรสกลิ่นคาวราวกับรู้สึกถึงอำนาจ ชวนมึนเมา นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่เขาได้ใกล้ชิดกับโอบีวันแบบนี้ ในตอนที่อีกฝ่ายป้องกันตัวเองไม่ได้

อนาคิดคิดว่าอาจารย์อ่อนแอกว่าตัวเองมาตลอด แม้ทุกคนจะคิดว่าโอบีวันแข็งแกร่ง แต่เขารู้… มีแค่เขาที่รู้ว่าโอบีวันอ่อนแอกว่าเขา มีพลังน้อยกว่าเขา

โอบีวันเป็นเจไดที่สมบูรณ์แบบ  ใช่ เป็นแบบอย่างของเจไดที่ดี งดงาม สง่า ใจเย็น อ่อนโยน และบริสุทธิ์

ปลายนิ้วอนาคินไล้ลงปลดชุดของคนบนแคปซูลออก สัมผัสกับผิวและกล้ามเนื้อสวยได้รูป

พาดาวันหนุ่มละจากใบหน้าอาจารย์ วูบเดียวก็พาร่างตัวเองทาบทับร่างเปลือยเปล่าบนแคปซูลรักษา ดวงตาสีฟ้าเข้มก้มมองโอบีวันที่อยู่ใต้ร่างตัวเอง ความรู้สึกแปลกๆไร้ที่มีพลุกพล่านไปทั่วตัว

โอบีวันดูบริสุทธิ์เหลือเกิน…

บริสุทธิ์จนบางครั้งเขาก็นึกอยากทำให้ร่างนี้แปดเปื้อน ทำให้ใบหน้าที่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนบิดเบี้ยวสักครั้ง ทำให้คนที่ทุกคนมองว่าเป็นอาจารย์เจไดที่ดีแสดงส่วนลึกอันอ่อนแอออกมา

เพราะเขารู้โอบีวันไม่ได้แข็งแกร่ง

เป็นเขาต่างหากที่มีพลังมากกว่า… อนาคินเคยคิดว่าโอบีวันอาจอิจฉาเขาเลยไม่ยอมรับให้เขาเข้ารับการทดสอบ แต่คิดดูดีๆแล้วนั่นไม่ใช่เหตุผลหรอก เป็นเพราะโอบีวันยังมองเขาเป็นเด็กเหมือนเมื่อตอนรับเขาเป็นพาดาวันใหม่ๆต่างหาก

แต่โอบีวันคิดผิด เขาไม่ใช่เด็กแล้ว…

ร่างที่หมดสติเริ่มขยับเปลือกตาช้าๆ อนาคินขยับยิ้มเย็นก่อนวาดมือใช้พลังสั่งให้แคปซูลรักษาฉีดยากล่อมประสาทให้อีกฝ่าย โอบีวันลืมตาขึ้นอย่างมึนงง ฤทธิ์ยาทำให้สมองเบลอภาพที่มองเห็นตรงหน้าเป็นเพียงภาพเลือนราง ร่างกายหนักอึ้งขยับตัวไม่ได้เหมือนกับตกอยู่ในห้วงฝัน

“อ..อนาคิน นั่นเจ้าหรือ?”

“ใช่แล้วอาจารย์” พาดาวันหนุ่มก้มลงกระซิบข้างหู ริมฝีปากขบกัดใบหูเบาๆจนคนด้านล่างรู้สึกเจ็บ ไล่ปลายนิ้วข้างขวาที่เป็นมือกลลงต่ำสัมผัสกับผิวกายร้อน ความเย็นจากโลหะทำให้โอบีวันสะดุ้งเฮือก แต่ภาพที่มองเห็นก็ยังเลือนรางไม่ชัดราวกำลังฝัน มือกลของคนด้านบนลูบไล้ผ่านกล้ามเนื้อได้รูปปัดป่ายสร้างความรู้สึกร้อนผะผ่าวกระจายไปทั่ว

โอบีวันสะบัดหัวไล่ความมึนงงพลางกระถดตัวถอยหนี ทว่ามืออุ่นร้อนอีกข้างกลับกดตัวเขาไว้กับเตียงแน่น ดวงตาสีฟ้าเข้มมองสบลงมานั้นเต็มไปด้วยความโลภกระหาย

นี่เป็นความฝัน… โอบีวันคิดขณะรวมสติที่ถูกตีกระเจิงด้วยมือกลเย็นและริมฝีปากอุ่นร้อน แม้อนาคินพาดาวันของเขาจะดื้อและหัวแข็งไปบ้างแต่ดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นก็ไม่เคยมองเขาด้วยสายตากระหายอยากแบบนี้

แถมนี่ยังผิดธรรมเนียมเจได

ร่างกายที่เป็นพรหมจรรย์คือวิถีแห่งการควบคุมพลังอย่างหนึ่ง การไม่ระงับความรู้สึกทางกายคือสิ่งที่ผิด ความรู้สึกที่เกิดคือสิ่งผูกมัด โอบีวันไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าคนด้านบนกำลังจะทำอะไร

“ยะ..หยุด อ๊ะ! อือ…” เสียงร้องห้ามเปลี่ยนเป็นเสียงครางเมื่อมือกลเลื่อนตัวไปยังส่วนอ่อนไหวเข้ากอบกุมส่วนแข็งขืนที่ตื่นตัวตามอารมณ์วาบวามพลุกพล่าน อนาคินมองร่างไร้อาภรณ์ของอาจารย์ที่บิดเร้าขยับเข้าแนบชิดกับตัวเขาอย่างควบคุมไม่ได้

ร่างกายไร้เดียงสาของโอบีวันน่าสนุกเหลือเกิน เพียงเลื่อนมือปลุกเร้าขยับไปตามผิวกายอีกฝ่ายก็ตอบสนองทั้งที่ใจขัดขืน ดวงตาสีฟ้าซีดฉายแววปรามมิยินยอมแต่กลับขัดขืนความรู้สึกมืดดำที่ถูกเขาปลุกไม่ได้

อนาคินจรดริมฝีปากลงขบกัดผิวกายอีกฝ่าย ผิวขาวๆแต่งแต้มด้วยสีแดงและรอยฟัน

มีเพียงแค่เขารู้จักด้านนี้ของโอบีวัน โอบีวันที่ไม่ได้สูงส่งเยือกเย็นควบคุมอารมณ์ตัวเองเสมอ

มีแค่เขาที่รู้ว่าโอบีวันกลัวการบินแบบผาดโผน มือที่เคยลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยนในตอนเด็กมักจะเกร็งจิกเวลาที่เขาแกล้งบินฉวัดเฉวียดไปมา จากนั้นอาจารย์ก็จะบ่นเขาทั้งๆที่ใบหน้าซีดเผือด

อนาคินคิดว่ามันน่ารัก

“อือ… อ๊ะ จะ..เจ็บ! อึก!” โอบีวันกัดปากแน่นกลั้นเสียงที่หลุดจากลำคอ ลมหายใจหอบกระชิด ช่องทางที่ไม่เคยถูกรุกล้ำถูกนิ้วเย็นๆของผิวโลหะแทรกเบิกทาง อนาคินเลื่อนตัวขึ้นเปิดปากที่ขบแน่นออกก่อนมอบจุมพิตหวานล้ำขณะขยับปลายนิ้วและเพิ่มจำนวนนิ้วเพิ่มเรื่อยๆ

ร่างโอบีวันสะท้านเกร็ง ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยพาเอาสติเขาลอยคว้างไปหมด จูบแรกในชีวิตปลุกเร้าอารมณ์วาบวาม มือสองข้างยกขึ้นจิกแผ่นหลังคนด้านบนแน่น เรียวขาสองข้างเบียดเข้าหาสิ่งที่รุกล้ำอย่างเสียวซ่านควบคุมไม่อยู่

หยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดแน่น สามัญสำนึกเตือนให้โอบีวันรู้ว่าสิ่งนี้มันผิด

“หยุดเถอะ”

คำร้องขอถูกตอบรับเพียงสายตาโลภกระหายมองตรงมา อนาคินยิ้มเย็น ในใจรู้สึกถึงอำนาจที่เหนือกว่าอาจารย์ “ขอร้องข้าสิ โอบีวัน ขอร้องอนาคิน ขอร้องพาดาวันของท่าน”

“เจ้าไม่ใช่อนาคิน” โอบีวันสั่นศีรษะ ก่อนจะหวีดร้องขึ้นเมื่อนิ้วเย็นของมือกลถูกถอนออกแล้วเติมเต็มด้วยสิ่งแข็งขืนที่ใหญ่กว่า

ดวงตาสีฟ้าเข้มมองใบหน้าของคนด้านล่างที่มีหยดน้ำตาคลอในดวงตาคู่สวย

ใบหน้านั้นทำให้อนาคินกระหายอยากครอบครองคนตรงหน้ามากขึ้นไปอีก เขาขยับกายแทรกลึกเข้าไปอีก ถอดออกมาแล้วแทรกลึกเข้าไปมากยิ่งขึ้น โอบีวันผวาขึ้นมากอดเขาแน่น แขนทั้งสองข้างเขาโอบกอดคนในอ้อมแขนจนแทบจมมิดมอบสัมผัสล้ำลึกร้อนแรงปลุกเร้าอารมณ์เบื้องลึกให้กับอาจารย์

เสียงคุ้นเคยครางหวานหูดึงอารมณ์ให้ล้นเอ่อ…

อนาคินพยายามคิดว่าความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่เขามีให้กับโอบีวันคือบุตรกับบิดา แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อฟังโอบีวัน แถมบางครั้งยังรู้สึกสนุกเวลาแกล้งขัดอีกฝ่าย

อยากก้าวไปเหนือกว่า อยากให้โอบีวันรู้สึกถึงพลังของเขา อยากให้โอบีวันเลิกคิดว่าเขายังเป็นเด็กน้อยสกายวอล์คเกอร์ อยากครอบครองคนในอ้อมแขนและกักขังให้อยู่ใต้อำนาจไม่ให้ไปไหน

ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่…

ตอนที่อีกฝ่ายนอนกอดเขาในยามเด็กเมื่อคราวฝันร้าย

ตอนที่เขาค้นพบความอ่อนแอเล็กๆน้อยๆที่แสนน่ารักของอาจารย์

ตอนที่เขาสูงกว่าอีกฝ่ายโตพอที่จะโอบกอดโอบีวัน

ตอนที่เขาช่วยเหลือชีวิตอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วตระหนักว่าโอบีวันไม่มีทางมีชีวิตอยู่ถ้าขาดเขา

ใช่… ชีวิตของโอบีวันเป็นของเขา

เขามีสิทธิ์ครองครอง เขามีสิทธิ์ตักตวงทุกๆอย่างจากโอบีวัน

ความคิดนั้นทำให้อนาคินดูดกลืนคนด้านล่างมากยิ่งขึ้นอีก มอบสัมผัสที่ร้อนแรงกระซิบเรียกชื่อแผ่วเบาอย่างสุขสมกับสิ่งที่ตักตวงมา

“โอบีวัน… อาจารย์…”

“อ๊า…อ๊ะ…อ๊ะ…อือ!”

สัมผัสหนักหน่วงรั้งเอวโอบีวันให้แนบชิดกล้ามท้องอนาคินมากขึ้น เสียงคุ้นหูที่เรียกทั้งชื่อของเขาทั้งเรียกว่าอาจารย์ฉุดรั้งสติที่ปลิวหายจากอารมณ์พร่าพรายกลับมาเป็นพักๆให้ปวดร้าวกับความผิดบาป

นี่เป็นแค่ความฝัน… โอบีวันคิดทั้งๆที่ร่างกายย้ำเตือนถึงความเป็นจริง แต่นี่เป็นแค่ความฝัน…

โอบีวันย้ำกับตัวเองซ้ำๆ

“อ๊ะ…อ๊า…!!” ความปรารถนาลุกโชนถูกปลดปล่อย ของเหลวอุ่นร้อนแผ่ซ่านกระจายไปทั่วกล้ามท้องอนาคินพร้อมๆกับที่เขาเองก็ปลดปล่อยในช่องทางอุ่นร้อนของโอบีวัน

ดวงตาสีฟ้าซีดมองเขาอย่างปวดร้าวแต่ฉ่ำปรอยด้วยแรงอารมณ์

อนาคินกอดร่างอาจารย์ตัวเองแน่น มอบจุมพิตวาบวามบนริมฝีปากที่บวมช้ำจากการขบกัดกลั้นเสียงของโอบีวัน

…อย่าคิดว่ามันจะจบลงง่ายๆสิ อาจารย์

 

รุ่งเช้า โอบีวันขยับตัวช้าๆก่อนจะเปิดเปลือกตาสีฟ้าซีดขึ้นมองบริเวณรอบๆ ตอนนี้เขากำลังอยู่บนแคปซูลรักษา เจไดหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงก่อนจะพบอนาคินพาดาวันของเขากำลังนอนพิงกำแพงอยู่ห่างไปไม่ไกล

เรื่องราวเมื่อคืนวาบเข้ามาในหัวทำให้เขาเบิกตากว้าง

แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้ว ร่างกายเขาก็ปกติดี เสื้อผ้าก็อยู่ครบ

เมื่อคืนเป็นแค่ความฝัน… โอบีวันสรุปกับตัวเองพร้อมๆกับที่อนาคินลืมตาตื่นและลุกเดินเข้ามาใกล้

“โอบีวัน ท่านรู้สึกดีขึ้นหรือยัง” มือที่เป็นแขนกลพยุงร่างอาจารย์ให้ลุกยืน หลังจากตรวจดูบาดแผลที่ถูกรักษาโดยแคปซูลรักษาเรียบร้อยแล้ว อนาคินก็ต้องเอ่ยปากถามเมื่ออาจารย์ของเขายังดูมึนงง “ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่มีอะไรหรอก” โอบีวันสะดุ้งเฮือก ปลายนิ้วของอนาคินที่สัมผัสตัวเขาทำให้โอบีวันรู้สึกแปลกๆ แต่เขาก็รีบสลัดมันออกจากหัวเมื่อนึกถึงภารกิจที่ยังคั่งค้างอยู่ “เมื่อคืนข้าแค่ฝันร้าย พวกเขารีบหลบจากฐานทัพนี่เถอะ”

พูดจบเจไดหนุ่มก็รีบเดินออกจากห้อง ทิ้งให้พาดาวันของตัวเองมองตามหลัง

อนาคินขยับยิ้ม…

โอบีวัน หากท่านคิดว่ามันคือฝันข้าก็จะให้มันเป็นความฝัน เสียแต่ว่าจากนี้ไปท่านจะฝันถึงมันบ่อยขึ้น… บ่อยจนเมื่อข้าสัมผัสท่านยามมีสติรับรู้ท่านจะไม่สามารถขัดขืนข้าได้

เพราะว่าข้าเหนือกว่าท่าน… เพราะว่าท่านเป็นของข้า…

อนาคินจูบหลังมือซ้ายตัวเองที่ถูกโอบีวันข่วนยามอารมณ์พุ่งขึ้นสูงแผ่วเบา