QZGS : : สกิลอัญเชิญพิเศษ [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:              Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                     เยี่ยซิว x หลานเหอ  ( เยี่ยหลาน )

 

ช่วงนี้หลานเหอรู้สึกว่าชีวิตที่สงบสุขของตัวเองคล้ายกำลังถูกทำลายลงชอบกล…

หลังจากละทิ้งตำแหน่งหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบเข้าอาณาจักรทวยเทพแล้วกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อเหมือนเดิม หลานเหอก็รู้สึกว่าตัวเองสบายใจขึ้นมาก ถึงคนในกิลด์จะส่ายหน้าบอกเขาว่าอยู่มีอำนาจเป็นหัวกิลด์เซิร์ฟเวอร์สิบก็ดีอยู่แล้วจะลดอำนาจตัวเองกลับมาทำไมก็เถอะ แต่หลานเหอคิดว่าตัวเขาช่วงนี้มีความสุขดี

จนกระทั่ง…

รับงานล่าบอสสองงานติดกันแล้วเจอท่านเทพเยี่ยชิวป่วนจนกลับมามือเปล่าทั้งสองงาน!!

ความสงบสุขที่ตัวเองได้ลิ้มรสอย่างสบายอกสบายใจนั้นก็ถูกทำลายทิ้งจนหมด คล้ายเมฆครึมที่เคยปกคลุมหัวเขาในยามดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบกลับมาอีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น

“หลานเฉียว…” ชุนอี้เหล่าหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อแห่งอาณาจักรทวยเทพส่งเสียงเรียกจอมยุทธ์ดาบที่รวบผมยาวสีฟ้าเป็นหางม้าทรงสูงที่ยืนใจลอยข้างสระน้ำใต้ร่มไม้ใหญ่

หลานเหอเลิกคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยขยับมือบังคับเมาส์เปลี่ยนมุมมองจากผืนน้ำสีครามตรงหน้าให้ตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยหันมองตามเสียงคุ้นหู เมื่อเห็นนักดาบคลั่งเขาก็พูดเสียงเบาหวิวอย่างคนมีชนักติดหลัง “ชุนอี้เหล่า คุณมาแล้วเหรอครับ”

หลังจากกลับมาอาณาจักรทวยเทพ ชุนอี้เหล่าก็ตามใจเขาเสียทุกอย่าง แต่ครั้นพอมอบหมายงานล่าบอสให้ เขาดันทำเสียเรื่อง แถมยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ดันเป็นสองครั้งติดและเป็นสองครั้งที่น่าอนาจมาก ครั้งแรกบอสเวลาต่ำ ครั้งที่สองเขายืนมองบอสถูกอีกฝ่ายตะครุบไปเสียดื้อๆ

แม้จะรู้ว่าชุนอี้เหล่าจะไม่ว่าอะไรเขา แต่หลานเหอก็รู้สึกผิดเต็มอก ถึงจะไม่ค่อยอยากยุ่งกับการต่อสู้ แต่เขาก็รู้ดีว่าในฐานะหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อแต่ดันทำผลงานย่ำแย่แบบนี้ยังไงก็ต้องมีภารกิจกู้หน้ากู้ตากู้ชื่อเสียง ดังนั้นการที่ถูกชุนอี้เหล่านัดมาคุยในวันนี้หลานเหอก็ทำใจยอมรับแล้วว่าต่อจากนี้งานล่าบอสทั้งหมดคงถูกมอบให้เขาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากลูกกิลด์ให้กลับคืนมา

เพราะฉะนั้นทุกการล่าบอสต่อจากนี้เขาจะไม่มีการยอมอ่อนข้อให้แล้ว เพื่อตัวเอง! เพื่อชุนอี้เหล่า! เพื่อลูกกิลด์! เพื่อหลานซีเก๋อ!

“ฉันว่าคุณทำหน้าที่พาคนที่เพิ่งเข้าอาณาจักรทวยเทพไปทำเควสพิชิตดันเจี้ยนเหมือนเดิมเถอะ”

…ฮะ?

หลังจอหลานเหอกระพริบตาปริบๆ นานทีเดียวกว่าเด็กหนุ่มจะออกปากถาม “ไม่ใช่งานล่าบอสหรือครับ?”

“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากชุนอี้เหล่า ใช่ว่าหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อจะไม่เสียดายที่ต้องให้ยอดฝีมืออย่างหลานเฉียวชุนเสวี่ยลดระดับลงไปดูแลพวกหน้าใหม่ แต่ทำไงได้… “ก็สกิลอัญเชิญของคุณมันแรงเกินไป”

หากให้กู้ชื่อเสียงด้วยการมอบงานล่าบอสให้อีก หลานซีเก๋อคงรับผลกระทบไม่ไหว

“สกิลอัญเชิญ?” หลานเหอทวนอย่างสงสัย สกิลอัญเชิญอะไร เขาไม่ได้เล่นอาชีพนักอัญเชิญเสียหน่อย

แต่ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสู้กับใครแล้วก็ดี ตั้งแต่กลับมาหลานเหอรู้สึกขยาดกับการต่อสู้มาก ไม่ใช่ว่าเขากลัวแต่รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า แถมการพาพวกลูกกิลด์ที่เพิ่งเข้าอาณาจักรทวยเทพไปทำเควสก็ทำให้มีความสุขมาก

เพราะไม่ต้องไปปวดหัวกับจวินม่อเซี่ยว

ได้ข่าวว่าก่อนหน้าที่เขาจะกลับเข้ามาอาณาจักรทวยเทพอีกฝ่ายกำลังวิ่งกับการหาวัตถุดับจนทำเอาพวกระดับหัวหน้าหัวหมุนไปหมด หลานเหอได้แต่หวังว่าท่านเทพเยี่ยชิวคงไม่มาป่วนกระทั่งบริเวณเขตเก็บเลเวลของพวกหน้าใหม่หรอกนะ

 

แต่เขาคิดผิด…

หลังจากที่ถูกชุนอี้เหล่าเรียกไปมอบหมายให้กลับมาดูแลลูกกิลด์เหมือนเดิม สองวันมานี้หลานเหอก็พาพวกหน้าใหม่ออกตะลอนพาไปสถานที่เก็บเลเวลเคลียร์ดันเจี้ยนในขณะเดียวกันก็เก็บค่าExp.ที่ลดลงเพราะถูกฆ่า

ชีวิตสงบสุขเริ่มกลับมาอีกครั้ง ลางสังหรณ์ที่บอกว่าชีวิตสงบสุขจะถูกทำลายลงหลังจากการเจอจวินม่อเซี่ยวสองครั้งติดๆในตอนล่าบอสจางลงไป แม้จะผ่านมาแค่สองวันแต่หลานเหอก็เริ่มคิดแล้วว่าแม้จะอยู่ในอาณาจักรทวยเทพเหมือนกันแต่ก็คงไม่ได้เจอจวินมื่อเซี่ยวอีก

แต่เขาคิดผิด…

เพราะเจ้าตัวพาตัวเองมายืนพิงต้นไม้มองเขาพลางเรียกเสี่ยวหลานๆไม่ยอมหยุด!

เดี๋ยวเหอะ!! ใครเสี่ยวหลานของคุณกัน!!

หลานเหอระบายอารมณ์ด้วยการฟันฉัวะๆไปที่มอนเตอร์ตรงหน้า เด็กหนุ่มคร้านจะไปสนใจคนจรที่กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่ตั้งแต่ได้ยินคำว่าเสี่ยวหลานรอบที่สิบ หลานเหอทำราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุ เสียงเสี่ยวหลานๆนั้นเป็นแค่เสียงลม เขาไม่ได้ยิน ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น!

“เสี่ยวหลานจะไม่สนใจเกอหน่อยหรือ” คนจรเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ แม้หลานเหอจะระวังตัวอยู่แล้วแต่พอสิ้นประโยคก็ถูกอีกฝ่ายตะครุบตัวโอบไหล่แนบชิดตัว ถึงมุมมองจากจอเกมส์จะมองไม่ออกว่าพวกเขากำลังแนบชิดกันขนาดไหน แต่จากการก้มลงแล้วเห็นมือของคนจรวางแปะบนแผ่นอกของตัวเอง หันไปทางซ้ายเห็นใบหน้าจวินม่อเซี่ยวมองตรงมายังเขา ก็ทำเอาใบหน้าหลานเหอร้อนฉ่า

สภาพนี้มันน่าอายไปแล้ว!!

“กุ่น!!” เด็กหนุ่มตวาดว่าพลางออกคำสั่งพาตัวเองขยับออกยืนปะหน้ากับจวินม่อเซี่ยว “คุณห้ามมาทำตัวรุ่มร่ามกับผมนะ!”

แต่อีกฝ่ายยังคงหน้าระรื่น แถมยังยื่นมือมาสัมผัสปอยผมตรงด้านหน้าของเขาที่ปล่อยระให้พลิ้วไปกับสายลม มือของจวินม่อเซี่ยวช้อนเส้นผมสีฟ้าขึ้นก่อนจรดจุมพิตลงเบาๆ บรรยากาศพลันหลานละมุนอย่างบอกไม่ถูก แม้ใบหน้าของตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะไม่แสดงอารมณ์อะไรแต่คนควบคุมกลับค้างอึ้งอยู่หน้าจอ ใจดวงน้อยที่เคยราบเรียบพลันเต้นตึกตักทั้งยังรู้สึกว่าตัวอ่อนยวบละลายเป็นน้ำ

“น่าเสียดายจัง…” เสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าคุ้นหูไปแล้วดังมาจากคนจรที่เงยหน้ามองตรงมา หลานเหอหน้าแดงก่ำคล้ายรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังกระซิบข้างหู “ที่เชือกรัดผมไม่ดรอปไปด้วย”

ผึง!!

ราวกับเส้นสติหลานเหอขาด เด็กหนุ่มวาดดาบฟันคนตรงหน้าฉับ จวินม่อเซี่ยวหัวเราะร่วนออกตัววิ่ง คนจรหัวเราะไปหันกลับมามองจอมยุทธ์ดาบที่วิ่งตามมาทำร้ายอย่างไม่ลดละ

หลานเหอกัดฟันกรอด เขามันบ้าเอง!! ไอ้บรรยากาศหลานละมุนนั่นสมองเขามันเพี้ยนไปเอง!! ที่แท้คนๆนี้หมายตาที่รัดผมของเขาอยู่ ให้ตายเถอะๆ แค่ของดรอปไปสองชิ้นเขาก็หัวเสียสุดๆกับความดวงซวยของตัวเองแล้ว แต่นี่ยังจะให้เขาดรอปเชือกรัดผมอีกเหรอ!!

“คุณมันหน้าไม่อาย!!” หลานเหอตะโกนว่าพลางบังคับหลานเฉียวชุนเสวี่ยไปฆ่าคนจร

…วันนั้นหลานเหอรู้สึกว่าตัวเองวิ่งไล่จวินม่อเซี่ยวไปจนเกือบสุดแผ่นดินอาณาจักรทวยเทพ สถานที่ที่ไม่เคยไปก็ถูกเยี่ยชิวพาไป สถานที่ที่เคยตะล่อนเก็บเลเวลล่าบอสพิชิตดันเจี้ยนก็ถูกเยี่ยชิวพาไป

กว่าเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองทิ้งลูกกิลด์ไว้ข้างหลังก็เกือบเช้า แต่จะทำอะไรได้… นอกจากพิมพ์ข้อความกลับไปถามอย่างรู้สึกผิดและรู้ว่าบรรดาหน้าใหม่แจ้งกับชุนอี้เหล่าแล้วว่ามีคนมาก่อกวนแล้วเขาเลยตามมออกไป ชุนอี้เหล่าเลยส่งคนมาดูแลลูกกิลด์แทนเขาต่อ

หลานเหอโทรไปขอโทษชุนอี้เหล่าและสัญญาว่าจะไม่เป็นแบบนี้อีก

แต่อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาว่า “ดีแล้วๆ ฉันไม่ได้ว่าอะไร แบบนี้ก็ช่วยงานกิลด์ได้เยอะเลย สกิลอัญเชิญคุณนี่แรงจริงๆ”

“…” นอกจากเงียบใส่หลานเหอก็ไม่รู้จะทำอะไร เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆงุนงงกับความหมายจากประโยคที่หัวหน้ากิลด์บอก เพราะตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าสกิลอัญเชิญคืออะไร จนกระทั่งวันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

วันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

และวันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

“กุ่น!!” หลานเหอตวาดว่าพลางขยับตัวออกจากวงแขนจวินม่อเซี่ยวที่โอบไหล่ตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยอยู่ “คุณไม่เห็นประกาศหรือยังไง บอสนะ!บอสเลยนะ! คุณไม่ไปเก็บวัตถุดิบหรือ!?”

“ส่งคนไปแล้ว”

หลานเหอเหงื่อตก อ๋อ เดี๋ยวนี้ท่านเทพไม่ต้องออกโรงเองก็มีคนทำงานให้ แล้วชุนอี้เหล่าจะใช้เขาอัญเชิญจวินม่อเซี่ยวมาทำไมในเมื่อผลลัพธ์คือบรรดาวัตถุดิบที่ท่านเทพหมายตาบรรดากิลด์ใหญ่ๆก็ไม่ได้อยู่ดี

“ผ่านมากี่วันแล้ว ทำไมเลเวลคุณไม่อัพสักที” เยี่ยชิวถามพลางกวาดสายตาไปทั่ว เมื่อเห็นบรรดาหน้าใหม่ของหลานซีเก๋อที่ค่อยๆทยอยถอยห่างจากบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ก็นึกขำในใจ

เพราะเมื่อสองวันก่อนเขาแหย่หลานเหอดุมือไปหน่อย ผลคือเจ้าตัววิ่งไล่เขาแต่ดันไปลากเอามอนสเตอร์เลเวลสูงมาหาบรรดาพวกหน้าใหม่ กว่าหลานเหอจะรู้ตัว กว่าหลานเหอจะใจอ่อนยอมให้เยี่ยซิวเข้าปาร์ตี้มาบัญชาการก็หวิดทำให้คนที่มาอัพเลเวลเพราะตายมาจะตายอีกรอบหลายคน

หลานเหอพอได้ฟังคำถามก็ได้แต่กลอกตา “ผมตายก็เพราะคุณ ผมเลเวลไม่อักสักทีก็เพราะคุณ คุณยังมีหน้ามาถามอีกหรือ”

“เรื่องตายเสี่ยวหลานโทษเกอไม่ได้นะ เกอบอกให้เสี่ยวหลานหลบแล้วแต่เสี่ยวหลานดื้อเอง”

ถ้าเขาหลบไปง่ายๆเขาจะเอาหน้าเอาศักดิ์ศรีของหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อไปไว้ที่ไหน!

“ส่วนเรื่องเลเวลไม่อัพเพราะใจของเสี่ยวหลานมาอยู่ที่เกอจนไม่ตีมอนสเตอร์เอง จะโทษเกอไม่ได้นะ”

“ใครใจไปอยู่ที่คุณกัน!?” หลานเหออ้าปากค้าง และโดยไม่รู้ตัวมือที่กำลังรัวคำสั่งโจมตีก็หยุดค้างเหมือนเช่นทุกวันอีกแล้ว ในหัวเด็กหนุ่มนึกโมโหกับคำพูดหน้าไม่อายของอีกฝ่าย

“ถ้าใจไม่อยู่ที่เกอ หลานเหอจะมาหาเกอที่อาณาจักรทวยเทพหรือ?”

“นั่นเพราะผมเบื่อที่เชอเฉียนจื่อเอาแต่หาเรื่องต่างหาก!!”

“งั้นถ้าใจไม่อยู่กับเกอจะไปบังเอิญเจอกันตอนล่าบอสหรือ?”

“นั่นเพราะผมอยู่ใกล้ที่สุดเลยต้องไป!!”

“หืม… งั้นเพราะพรหมลิขิตสินะ เราเลยได้มาเจอกันอีก”

“ใช่ที่ไหนละ ชุนอี้เหล่าสั่งให้ผมไปต่างหากผมไม่ได้บังเอิญล่าบอสเอง!!”

“อ๋อ ชุนอี้เหล่าลิขิตสินะ” พอถึงตอนนี้หลานเหอรู้สึกคล้ายว่าเสียงอีกฝ่ายเยียบเย็นอย่างไรพิกล แถมยังไม่ได้ยินแว่วๆอีกว่า เชอเฉียนจื่อกับชุนอี้เหล่าสินะ อีก

แต่ช่างเถอะ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง

ที่สำคัญคือวันพรุ่งนี้ต่างหาก!!

หลานเหอเคาะนิ้วกับโต๊ะพลางอมยิ้มสายตาเหลือบไปมองโปสเตอร์รูปหวงเส้าเทียนกับเยี่ยอวี่เซิงฝานที่ฝาผนังห้องในใจวาดฝันกับวันพรุ่งนี้ของตัวเอง

เพราะวันพรุ่งนี้ชุนอี้เหล่าบอกให้เขาไปช่วยงานนักกีฬาอาชีพที่สโมสรหลานอวี่!! แถมยังมีโอกาสได้เจอหวงเส้าเทียนไอดอลในดวงใจของเขาอีก!!

ถึงหลานเหอจะยังไม่รู้รายละเอียดว่าให้ช่วยงานอะไร แต่เพื่อหวงเส้าเทียนไม่ว่าจะให้แบกหามยกของก่อตึกเขาก็พร้อมลุย!

ถึงชุนอี้เหล่าจะบอกว่าไม่เปลืองแรงอะไรแถมยังเป็นงานที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้ก็เถอะ แต่เพื่อความไม่ประมาทหลานเหอเลยคิดว่าวันนี้จะนอนเร็วหน่อย

“..หลาน เสี่ยวหลาน! ใจลอยอีกแล้วหรือ”

“อ๊ะ ขอบคุณครับ” หลานเหอหันกลับมามองจอเห็นจวินม่อเซี่ยวกำลังตีมอนที่เขาตีค้างครึ่งๆกลางๆไว้อยู่ แต่ทำไมเขารู้สึกว่าตั้งแต่เยี่ยชิวเข้าร่วมปาร์ตี้กับเขาอีกฝ่ายเอาแต่ตีมอนตัวเดียวกับเขายังไงชอบกล เบียดกระแซะเขาจนคนจนจะรวมร่างกับจอมยุทธดาบของเขาอยู่แล้ว!

แต่ช่างเถอะ!

เด็กหนุ่มหันไปมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาเที่ยงคืนจากนั้นก็รีบโบกมือลาจวินม่อเซี่ยว หลานเหอกดออกเกมก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปากพูดอะไรเสียอีก แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยแต่เขารู้สึกสะใจมาก!

และเรื่องที่พรุ่งนี้เขาจะไม่เข้าเกม หลานเหอก็ไม่ได้บอกเยี่ยชิว แค่คิดว่าเยี่ยชิวจะไปรอเก้อเขาก็สะใจมากๆแล้ว!!

พรุ่งนี้ช่างเป็นวันที่ดี!!

เมื่อรุ่งเช้ามาถึงหลานเหอก็รีบพาตัวเองไปยืนรอชุนอี้เหล่าหน้าสโมสรหลานอวี่ แม้อีกฝ่ายจะบ่นว่ามารอทำไมก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมงแต่หลานเหอก็ยังอมยิ้มบอกว่าไม่เป็นไรๆเขารอได้

ชุนอี้เหล่าพาเขาเข้าไปในห้องพักรับรองของนักกีฬา ในนั้นมีเพียงกัปตันทีมอวี้เหวินโจวกับหวงเส้าเทียนกำลังนั่งคุยกันอยู่ ทั้งสองคนหันมายิ้มให้เขา รอยยิ้มของหวงเส้าเทียนเจิดจ้าเสียจนเด็กหนุ่มรู้สึกตาพร่างอ่อนยวบไปทั้งใจโลกสดใสในสายตาเขามีเพียงไอดอลหนึ่งเดียวในใจของเขา

ก่อนจะจู่ๆโลกจะมืดลงเพราะตาเขาถูกปิดด้วยมืออุ่นๆเจือกลิ่นบุหรี่

และจากนั้นร่างทั้งร่างของหลานเหอก็ถูกรวบกอดแน่นโดยคนตัวใหญ่กว่าข้างหลังพร้อมเสียงพูดคุ้นเคยข้างหู “เสี่ยวหลาน… เรียกเกอมาแต่มองหนุ่มคนอื่นตาเป็นประกายแบบนี้ อยากให้เกอลงโทษหรือ”

กุ่น!!

หลานเหอได้แต่สบถในใจทั้งๆที่ถูกปิดตาอยู่ ไออุ่นจากร่างอีกฝ่ายพาให้หน้าเขาร้อนฉ่า แถมหูยังได้ยินหวงเส้าเทียนพูดกับอวี้เหวินโจวอีกว่า แผนการใช้สกิลอัญเชิญพิเศษไม่เลวเลย…

กุ่น!! ไสหัวไป ไสหัวไปให้หมด เรื่องสกิลอัญเชิญพิเศษอะไรนี่มันก็แค่เรื่องล้อเล่นขำๆไม่ใช่หรือ ทำไมถึงอัญเชิญเยี่ยชิวออกมากระทั่งโลกภายนอกได้เล่า!!

หลานเหอโวยวายในใจพร้อมขยับตัวหนี แต่ในโลกแห่งความจริงนั้นการออกห่างจากเยี่ยชิวทำได้ยากกว่ากันมากเพราะร่างทั้งร่างถูกแขนแกร่งรัดแน่นไม่เหมือนในเกมที่ขยับนิดหน่อยก็หลุดแล้ว

แถมดูท่าจะไม่หลุดอีกนาน เพราะเยี่ยชิวพูดว่า

“อืม… เสี่ยวหลานตัวหอมไม่เบาเลยนะ งั้นวันนี้ให้เกอกอดทั้งวันแลกกับการยอมPKกับหวงเส้าเทียนเป็นไง”

และเพราะไอดอลของตัวเองตอบรับอย่างดีอกดีใจ  หลานเหอจะทำอะไรได้นอกจากต้องตกลง

อืม… เป็นงานที่ไม่ต้องใช้แรงอะไรอย่างที่ชุนอี้เหล่าบอกจริงๆด้วย

แต่เปลืองตัวมาก!!

 

 

_______________________________________________________________________________

อ่านเล่ม 10 แล้วเห็นชุนอี้เหล่าบอกว่าเยี่ยชิวเก็บตัวมาตั้งนานจู่ๆออกมาล่าบอส(แล้วหลานเหอดันเป็นคนรับหน้าที่ล่าบอสของหลานซีเก๋อ) เลยนึกถึงคำว่าสกิลอัญเชิญขึ้นมา 555+

Advertisements

QZGS : : ผิดตรงไหน? [ ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

 

 

“อี้เหล่าเอ๊ย นายได้ทำเรื่องผิดพลาดไปแล้วละ”

เสียงเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นอย่างเห็นอกเห็นใจทำให้ชุนอี้เหล่าละสายตาจากภาพตรงหน้าซึ่งเป็นภาพชายหนุ่มกำลังหยอกล้อเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง

เขาหันไปถามเพื่อนเสียงเรียบคล้ายอยากแย้งสิ่งที่อีกฝ่ายพูด “ผิดพลาดหรือ ผิดพลาดที่ตรงไหน?”

อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ชี้นิ้วไปยังคนคู่หนึ่งที่พวกเขากำลังแอบมองอยู่พร้อมพูดพร้อมกับถอนหายใจ “นั่นไม่ใช่เรียกว่านายทำผิดพลาดหรือ”

ชุนอี้เหล่าหันไปมองความผิดพลาดของตัวเอง

ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพแห่งกลอรี่นามเยี่ยชิวกำลังขยี้หัวเด็กหนุ่มที่เขาคุ้นเคยคนหนึ่ง… หลานเฉียว

ทั้งคู่ยืนอยู่กลางห้องรับรองของสโมสรหลานอวี่ ถึงแม้ในห้องจะมีคนมากมายแต่ในสายตาของชุนอี้เหล่ากลับเห็นเพียงภาพของเยี่ยชิวและหลานเฉียว ใบหน้าของท่านเทพยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี ส่วนหลานเฉียวแม้จะมุ้ยหน้าหลบมือคู่สวยที่ยุ่งวุ่นวายตามขยี้ผมตัวเองอย่างพลวนแต่แก้มเด็กหนุ่มกลับแดงก่ำด้วยความเขินอาย

ทั้งคู่ดูมีความสุขออกปานนั้น… นั่นคือหลักฐานความผิดพลาดของเขาหรือ?

และถ้านั่นคือหลักฐาน แล้วเขาทำผิดที่ตรงไหน?

 

ตรงที่ส่งหลานเฉียวไปดูแลเซิร์ฟเวอร์สิบ?

ตอนนั้นหลานเฉียวไม่อยากไป เด็กคนนั้นแม้จะเป็นเด็กดีแสนซื่อตรงแค่ไหนแต่ก็ทั้งรักหน้าตัวเองทั้งแอบดื้อ หากเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบใจแล้วหัวแข็งอย่างกับอะไรดี

หลานเฉียวบอกว่าถ้าตัวเองยอมถอยไปเซิร์ฟเวอร์สิบนั้นไม่เท่ากับยอมแพ้ต่อคู่พิพาทของเขาอย่างเร่าอ้านฉุยหยางทั้งๆที่ไม่ได้สู้หรือ และนั่นเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้เป็นอันขาด!

“หลานเฉียว…” ชุนอี้เหล่าพูดเสียงอ่อนพาให้ใจที่คุกกรุ่นด้วยความไม่ยอมรับของอีกฝ่ายเย็นลง “ที่ผ่านมาฉันเคยทำให้คุณเดือดร้อนหรือ?”

“…ไม่เคยครับ”

“แล้วคิดว่าครั้งนี้ฉันจะทำร้ายคุณหรือ?”

อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆพลางก้มหัวลงน้อยๆคล้ายทั้งยอมจำนนทั้งยังอยากหาข้อแย้งแต่ยังหาไม่ได้ ชุนอี้เหล่าเห็นแล้วเลยยกมือขึ้นลูบหัวเด็กในความดูแลของตัวเองเบาๆด้วยความอ่อนโยน

“อาหย่วน… ถึงตอนนี้คุณยังมองไม่เห็นข้อดี แต่เชื่อเถอะเมื่อคุณไปแล้วคุณจะรู้เอง”

ถ้าหลานเฉียวไปสร้างฐานอำนาจเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อของเซิร์ฟเวอร์สิบซึ่งสมาชิกกิลด์แทบจะเป็นผู้เล่นใหม่ทั้งหมดแล้วทุกอย่างประสบความสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดีก็เท่ากับหลานเฉียวได้แสดงความสามารถมาอุดปากพวกที่กำลังคลางแคลงในความสามารถอยู่ในตอนนี้

นั้นเท่ากับชนะเร่าอ้านฉุยหยาง

แถมเผลอๆพวกที่ติดตามหลานเฉียวมาจากเซิร์ฟเวอร์สิบจะออกมาปกป้องหลานเฉียวเวลาเร่าอ้านฉุยหยางมาวอแวด้วยซ้ำไป

ตอนนั้นถึงชุนอี้เหล่าจะเสียดายที่จะไม่ได้เจออีกฝ่ายไปสักพักใหญ่ แต่ว่า…

“ไม่ได้ต้องกังวล คุณก็รู้ดีว่าระหว่างคุณกับเร่าอ้านฉุยหยาง ฉันเลือกใคร”

นี่เป็นสิ่งที่เขาใคร่ครวญคิดมาแล้วว่าดีสำหรับหลานเฉียว

ถ้าหากหลานเฉียวไม่ไปเซิร์ฟเวอร์สิบ เร่าอ้านฉุยหยางอาจกดดันจนทำให้คนตรงหน้าออกจากกิลด์หลานซีเก๋อ

ดังนั้นการกระทำนี้ของเขาไม่ได้เป็นสิ่งผิดพลาด… เป็นสิ่งที่เขาทำถูก

แล้วมันผิดพลาดที่ตรงไหน?

 

หรือจะตรงที่เขารู้ว่าจวินม่อเซี่ยวหรือก็คือท่านเทพเยี่ยชิวมาวอแวกับหลานเหอแต่เขาก็ยังไม่ดึงตัวหลานเหอออกมา?

เพราะตอนนั้นเขารู้ตัวช้าไป…

ถึงตอนที่ชุนอี้เหล่าไปเซิร์ฟเวอร์สิบเพื่อชิงสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเขาจะรู้สึกติดใจที่จวินม่อเซี่ยววิเคราะห์ว่าหลานจะPKแพ้เร่าอ้านฉุยหยาง แต่เขาก็เผลอคิดไปเองว่ามันเป็นเรื่องที่มองออกได้ง่ายพอควร แต่กลับไม่คิดว่าเพราะสนใจให้ความใกล้ชิดต่างหากถึงมองออก

เหมือนกับที่เขาใส่ใจกับหลานเฉียวในทุกๆเรื่อง เลยพยายามไม่ให้เร่าอ้านฉุยหยางมีโอกาสสู้กับหลานเฉียว

และเพราะความเอาใจใส่นั้นเมื่อเขาเห็นว่าหลานเฉียวบอกว่าเหนื่อยเลยยอมให้อีกฝ่ายไปขลุกอยู่ในกิลด์ซิงซิน ไม่ดุไม่ว่าไม่กล่าวเลยแม้แต่น้อย แถมยังคอยดูแลกิลด์หลานซีเก๋อแทน

ได้ข่าวว่าเจวี๋ยเซ่อ ไอดีที่หลานเฉียวใช้มีตำแหน่งเป็นที่นับหน้าถือตาเป็นที่รักในกิลด์ซิงซินมากพอควร แม้ชุนอี้เหล่าจะกังวลแต่ยามเดินผ่านแล้วเห็นคนที่บอกว่าเหนื่อยมีใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มมีเสียงหัวเราะ เขาก็พยายามสลัดทิ้งความกังวลนั้นไป

“ชุนอี้เหล่า ขอบคุณมากครับที่ช่วยดูแลกิลด์แทนผม”

แค่หลานเฉียวกลับมาพร้อมใบหน้าสบายใจ ความกังวลความขุ่นมัวก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมด

“ไม่เป็นไร”

ดังนั้นการกระทำนี้ของเขาจึงไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด

 

แล้วมันผิดพลาดที่ตรงไหนกันนะ?

ชุนอี้เหล่าเหม่อมองภาพหลานเฉียวที่กำลังปัดป้องมือของท่านเทพที่เริ่มไปขยับไปหยิกแก้มที่กำลังแดงก่ำให้แดงยิ่งกว่าเดิม

เด็กหนุ่มผู้แสนคุ้มตาคนนั้นตวาดว่าร้องห้ามใส่เยี่ยชิว มือที่เขาเคยแอบกุมแน่นยามอีกฝ่ายเผลอนั้นกำลังป้องกันแก้มตัวเอง จากนั้นมือทั้งสองข้างคู่นั้นก็ถูกท่านเทพรวบเข้าหากันและรั้งดึงร่างเจ้าของมือมากอดแนบ

ใบหน้าหลานเฉียวยิ่งแดงก่ำ บ่นอุบอิบเบาๆเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของอ้อมแขน

ชุนอี้เหล่าทำได้แค่เพียงมอง เขาได้แต่ถอนหายใจเบาๆแล้วพูดตอบเพื่อนข้างตัวแต่ก็คล้ายกับพึมพำพูดกับตัวเอง

“ไม่หรอก นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด”

เพราะการที่หลานเฉียวชุนเสวี่ยยังอยู่ในกิลด์ หลานเหอสบายใจ สวี่ปั๋วหย่วนมีความสุข นั่นก็เท่ากับเขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

ไม่ผิดตรงไหนเลย

แต่ถ้าหากจะโทษว่าใครทำผิดพลาดก็คงเป็นฟ้าล่ะมั้ง…

ทำผิดพลาดที่ลิขิตให้เขาหลงรักเด็กคนนั้น แถมรักเกินกว่าจะมองว่าความสุขของอีกฝ่ายเป็นความผิด ดังนั้นเขาเลยได้แต่ยิ้มบางๆมองความสุขของอีกฝ่ายแล้วแอบถอนใจเบาๆด้วยความเจ็บปวดทั่วใจ

แต่ชุนอี้เหล่าก็ไม่คิดว่าความผิดพลาดของฟ้านั่นเป็นความผิด

ต่อให้ฟ้าไม่ได้ลิขิตเอาไว้เขาก็คงรักหลานเฉียวอยู่ดี.

 

QZGS : : Halloween Event [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:         Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                 เยี่ยซิว x หลานเหอ

 

ตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนจนกระทั่งวันนี้หลานเหอรู้สึกว่าตัวเองคล้ายกำลังตกอยู่ในเกมอะไรสักอย่างหรือไม่ก็แผนการร้ายอะไรบางอย่าง…

วันนี้เป็นวันฮาโลวีน…

ตามหลักความเป็นจริงแล้วประเทศเขาไม่ได้มีกิจกรรมวันฮาโลวีนเหมือนประเทศฝั่งตะวันตก แต่หลานเหอก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกหลอกยังไงชอบกล

เพราะตอนนี้เขากำลังอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ตที่ชื่อซิงซิน สถานที่ที่มหาเทพเยี่ยชิวกำลังพำนักอยู่ และเจ้าตัวก็กำลังนั่งพ่นควันอย่างสบายอารมณ์พลางอ่านเว็บไซต์อะไรสักอย่างอยู่โต๊ะคอมข้างๆเขา

อืม… สถานการณ์ตอนนี้ช่างพิลึกพิลั่น แต่สาเหตุที่หลานเหอมาอยู่ที่นี่ยิ่งพิลึกพิลั่นยิ่งกว่า จู่ๆสองวันก่อนเชอเฉียนจื่อก็ประกาศกลางเวิลด์แชนแนลว่าขอท้าสู้กับหลานเหอหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อตัวต่อตัว

เชี่ย! ตอนเห็นข้อความนั้นหลานเหอที่กำลังดื่มน้ำอยู่แทบสำลัก  จากนั้นรีบเลื่อนเมาส์กลับไปอ่านข้อความนั้นของเชอเฉียนจื่อที่ถูกกลืนไปด้วยประโยคของลูกกิลด์ทั้งสองกิลด์ที่พากันฟลัดรัวๆจนช่องแทบพัง

ข้อความท้าสู้ยังอยู่ ตาเขาไม่ฝาดหรือฝ้าฟาง หลานเหอจึงสรุปว่าเชอเฉียนจือต้องโดนแฮกแน่ๆเลยรีบทักไป แต่หมอนั้นก็ยังยืนยันคำเดิมว่าขอสู้ด้วย พอถามเหตุผลกลับอ้ำอึ้งไม่ยอมบอก ตอบแต่ว่าบอกไม่ได้

เพื่อเหตุผลที่บอกไม่ได้นั่นถึงกลับท้าสู้กับเขาเหรอ! ถ้าเป็นการสู้เล่นๆขำๆระหว่างผู้เล่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ดันประกาศกลางเวิลด์แชนแนลแถมยังระบุตำแหน่งเขาอีก เท่ากับว่านี้ไม่ใช่เป็นการ PK ระหว่างคนสองคน แต่เป็นกิลด์สองกิลด์ต่างหาก! แถมยังไม่ทันจะได้จัดการเค้นคอเชอเฉียนจื่อจู่ๆชุนอี้เหล่าก็โทรมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ บอกเขาว่าทางคนในสโมสรหลานอวี่รู้เรื่องแล้ว

อะ..อะไรนะ!? นี่ยังผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ! แถมคนในสโมสรมาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆในกิลด์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ยังไม่ทันอ้าปากพูด ประโยคต่อมาของชุนอี้เหล่ากลับทำให้หลานเหอช็อกหนักกว่าเดิม คนในสโมสรรู้ก็รู้ไปเถอะ แต่นี่กลับยื่นมือเข้ามายุ่ง บอกว่านี่เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวพันถึงหน้าตาของหลานซีเก๋อแถมอาจจะกระทบไปถึงหลานอวี่ ดังนั้นเพื่อเตรียมรับมือกับการ PK จึงให้หลานเหอไปฝึกกับเยี่ยชิว

ให้เขาไปฝึกกับเยี่ยชิว!! มหาเทพคนนั้นนะหรือ!! คนในตำนานคนนั้นน่ะหรือ!?

หลานเหอที่เจอเรื่องเหลือเชื่อหลายเรื่องติดกันยังไม่ทันจูนสมองกลับเข้าที่ก็ถูกชุนอี้เหล่าจัดการส่งขึ้นเครื่องบินตีตั๋วเข้าพบมหาเทพผู้แสนลึกลับ

“คะ..คุณคือเยี่ยชิวจริงๆเหรอ?” หลานเหอกระพริบตาปริบๆหันไปมองคนข้างๆ ในหัวเด็กหนุ่มรู้สึกมึนๆงงๆคล้ายยังไม่ตื่น ก็ช่วยไม่ได้ มหาเทพเยี่ยชิว! มหาเทพเยี่ยชิวตัวเป็นๆเลยนะ!!

“เสี่ยวหลาน” อีกฝ่ายหันมามองเขาอย่างอ่อนใจ “คุณถามประโยคนี้รอบที่สิบสองแล้วนะ”

หลานเหอหน้าแดง พอนับๆดูก็เป็นครั้งที่สิบสองจริงๆ

“ก็มัน…น่าเหลือเชื่อเกินไปนี่” เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบ มองการ์ดกลอรี่ไอดีตัวละครหลานเหอในมือตัวเองอย่างลังเล ไอดีนี้เป็นของหลานซีเก๋อถ้าให้เยี่ยชิวเซ็นชื่อให้จะเป็นอะไรไหมหนอ แต่พอนึกถึงตอนที่พึ่งรู้ว่าจวินม่อเซี่ยวคือเยี่ยชิวตอนแรกๆแล้วเสนอความคิดนี้แล้วถูกซี่โจวว่าเอา หลานเหอก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย

ทำไมไม่เอาไอดีของหลานเฉียวชุนเสวี่ยมาด้วยนะ! แต่พูดก็พูดเถอะในเวลานั้นเขาหยิบอะไรมาบ้างหรือไม่ลืมอะไรบ้างยังไม่รู้ตัวเองเลย

เฮ้อ…

“เสี่ยวหลาน คุณจะฝึกกับเกอด้วยไอดีหลานเหอหรือ?” ชายหนุ่มข้างกายทักขึ้นทำให้มือที่กำลังเสียบการ์ดเข้าเกมชะงัก หลานเหอเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างสงสัยและได้สายตาอ่อนใจมองกลับมาอีกแล้ว!

“คุณคิดดู เข้าไอดีหลานเหอตอนนี้จะไม่โดนหมอนั่นเรียกตัวไปPKทั้งๆที่ยังไม่ได้ฝึกกับเกอหรือ?”

“แต่เชอเฉียนจื่อนัดสู้สุดสัปดาห์ วันนี้ยังไม่ถึงวันนัดสักหน่อย”

“อ๋อ ถ้าหมอนั่นท้าสู้ตอนนี้คุณก็จะบอกว่ายังไม่ถึงเวลานัดก็ไม่สู้ได้หรือ ถ้าหมอนั่นเอาคนในกิลด์มาฟลัดข้อความบอกให้คุณสู้ คุณก็จะไม่สนใจหน้าตากิลด์หลานซีเก๋อแล้วหยิบยกเรื่องยังไม่ถึงวันนัดสินะ ถ้าหาก…”

“โอเค พอๆผมไม่เข้าไอดีหลานเหอก็ได้” เด็กหนุ่มพูดขัดขึ้นก่อนมหาเทพจะหยิบยกเหตุผลขึ้นมาร้อยแปดประการ “แล้วคุณจะให้ผมเข้าไอดีไหน? หลานเฉียวชุนเสวี่ยผมไม่ได้เอามา”

“เจวี๋ยเซ่อไง คุณเอามาด้วยใช่ไหม?”

หลานเหอกลอกตา “ไอดีนั้นเลเวลยังไม่สามารถปลดล็อกสกิลบางสกิลได้” เพราะเหตุนี้เขาเลยจะเข้าไอดีหลานเหอในตอนแรก เฮ้อ… จริงๆเลย ถ้าหากเอาไอดีหลานเฉียวชุนเสวี่ยมาก็จะได้ทั้งลายเซ็นต์ทั้งฝึกใช้สกิลของเลเวลสูงๆไปแล้ว

“ไม่เป็นไรๆ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างพลางเคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ “อันที่จริงคุณมาถึงวันนี้นับว่าโชคดีมาก วันนี้กลอรี่จัดอีเว้นท์วันฮาโลวีน แถมกิจกรรมนี้ได้ค่า Exp. เยอะมาก ไปทำแป๊ปๆเจวี๋ยวเซ่อเลเวลก็พุ่งแล้ว”

ถึงแม้ประเทศเขาจะไม่มีกิจกรรมวันฮาโลวีน แต่ในเกมกลอรี่นั้นไม่มีกิจกรรมนี้ไม่ได้ กิจกรรมสำคัญที่ควรมีก็ต้องมี กิจกรรมไม่สำคัญก็ต้องมีเพื่อดึงดูดผู้เล่นให้เขาไปเล่น

หลานเหอเล่นกลอรี่มาหลายปีย่อมรู้ว่ากลอรี่มีอีเว้นท์ แต่กิจกรรมนั้นแต่ละปีไม่เคยซ้ำกันแถมยังประกาศก่อนวันฮาโลลวีนแค่วันเดียว เมื่อวานตอนเย็นหลานเหอขึ้นเครื่องมาแบบมึนๆเบลอ เข้าพักโรงแรมและตอนเช้าตรงมาที่ร้านเน็ตซิงซินแบบวิญญาณไม่อยู่กับตัวเลยไม่มีเวลาไปอ่านว่าอีเว้นท์นี้เป็นกิจกรรมแบบไหน

แต่ถ้ามหาเทพเยี่ยชิวบอกว่าเขาโชคดีก็คงโชคดีล่ะมั้ง

หลานเหอหยิบไอดีเจวี๋ยเซ่อออกจากกระเป๋าหยิบหูฟังเฮดโฟนเข้าสวมแล้วรูดการ์ดเข้าเกม…

“ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อคุณหายไปไหนมาครับ!?”

“ลูกพี่กลับมาแล้วเหรอครับ!!”

“ลูกพี่คนสวย! ผมคิดถึงคุณจัง!”

“ลูกพี่ไปลงดันกับผมเถอะ โชคดีจังที่คุณมาช่วยผมลงเคลียร์ดันเจี้ยนทีสิครับ”

“ยินดีต้อบรับกลับลูกพี่เจวี๋ยเซ่อ”

“ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อ…”

“ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อ…”

“ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อ…”

นะ..นี่มันอะไรกัน!!?? หลานเหออ้าปากค้าง เข้ามาไม่ถึงนาทีในช่องแชทของกิลด์ก็เต็มไปด้วยข้อความต้อนรับกลับ ลูกพี่เจวี๋ยเซ่ออย่างนู้นอย่างนี้ แถมพอดูดีๆไม่ใช่แค่คนรุ่นแรกๆที่เขาสอนในช่วงมหาเทพมอบหน้าที่พี่เลี้ยงให้ พวกคนใหม่ๆก็ตามน้ำเรียกเขาลูกพี่กันทั้งนั้น นะ..นี่มันอะไรกัน!?

“เกอบอกแล้ว ว่าคนในกิลด์คิดถึง”

“ตะ..แต่คนรุ่นหลังๆผมไม่รู้จักนี่” เด็กหนุ่มเลื่อนเมาส์ขยับข้อความขึ้นก่อนชี้นิ้วไปยังชื่อไม่คุ้นหลายชื่อในช่องแชทกิลด์ “ทำไมพวกนี้ถึงเรียกผมว่าลูกพี่ล่ะ?”

“อ๋อ” เยี่ยซิวชะโงกหน้าเข้ามาดูจอของหลานเหอ “ได้ข่าวมาว่าลูกศิษย์คุณเป็นคนกระจายข่าวว่าคุณเป็นยอดฝีมือข้างตัวจวินม่อเซี่ยว คนใหม่ๆเลยเรียกลูกพี่ไปด้วยล่ะมั้ง โอ๊ะ! มีคนเรียกคุณว่าลูกพี่คนสวยด้วยแฮะ”

หลานเหอตาโต รีบมองข้อความที่ตัวเองเลื่อนเมาส์ค้างไว้ ลูกพี่คนสวยจริงๆด้วย

เด็กหนุ่มรีบพรมนิ้วเคาะแป้นคีย์บอร์ดสอบถามคนที่เรียกคนว่าลูกพี่คนสวยทันที

“ก็ลูกพี่คนสวย(เหม่ย) สั้นกว่าลูกพี่เจวี๋ยเซ่อนี่ครับ แถมเจวี๋ยเซ่อ(สุดสะคราญ)กับลูกพี่คนสวยความหมายก็คล้ายๆกันด้วย เรียกไม่ได้หรือครับ?”

“ไม่ได้” หลานเหอเห็นคำตอบของอีกฝ่ายแล้วลมแทบจับรีบพิมพ์ตอบ

“แล้วจะให้ผมเรียกว่า…?”

(กิลด์แชนแนล) เจวี่ยเซ่อ : “เรียกว่า ฮูหยิน”

“ฮูหยิน!?”

“ฮูหยินคนงาม”

“ฮูหยินคนสวย”

“กิลด์ซิงซินมีฮูหยินแล้ว สนับสนุนให้เรียกลูกพี่เจวี๋ยเซ่อว่าฮูหยิน +1”

“สนับสนุน +2”

“+10”

เฮ้ย!! หลานเหอตาถลน ผลักชายหนุ่มที่โน้มตัวมาแย่งคีย์บอร์ดเขาแล้วใช้ไอดีเขาพิมพ์ข้อความบ้าบอชวนเข้าใจผิดออกไป เยี่ยซิวหัวเราะเบาๆในลำคอขณะที่หลานเหอรัวนิ้วลงแป้นพิมพ์อย่างร้อนใจ

“ไม่ใช่ๆ เมื่อกี๊ฉันไม่ได้พิมพ์ จวินม่อเซี่ยวพิมพ์ต่างหาก” หลานเหอเลี่ยงที่จะไม่ใช่ว่าเยี่ยชิวเพื่อปิดบังฐานะของอีกฝ่าย แต่กลับทำให้…

“ว้าว! หัวหน้ากับฮูหยินอยู่ข้างกันด้วย อยู่กินด้วยกันแล้ว!!”

เฮ้ย! ไหงเป็นงี้!?

ยังไม่ทันที่หลานเหอจะหายตกใจ ข้อความประกาศว่าจวินม่อเซี่ยวกลับเข้าเซิฟเวอร์สิบก็ปรากฎในแชนแนลกิลด์สร้างความปั่นป่วนในช่องกิลด์หนักเข้าไปอีก

“หัวหน้าเข้ามาตามฮูหยินด้วย”

“อยู่ด้วยกันจริงด้วย”

“หัวหน้ายินดีต้อนรับกลับ”

“หัวหน้า…”

“หัวหน้ากลับมาจัดงานแต่งงานกับฮูหยินในวันฮาโลวีนหรือ?”

“โรแมนติกจัง”

เยี่ยซิวอ่านข้อความแล้วได้แต่หัวเราะในลำคอดับบุหรี่ในมือแล้วเคาะไปหนึ่งประโยค “พอกันได้แล้วๆ คนข้างๆผมเขินหน้าแดงหมดแล้ว ถ้าเกิดฮูหยินงอนแล้วไม่เข้ามาเล่นกลอรี่อีกจะทำยังไง พวกคุณต้องชดใช้ให้ผมนะ”

หลานเหอหันไปถลึงตาใส่ ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆสงบอารมณ์แล้วเลิกสนใจกับประโยคบ้าบอในช่องกิลด์แชนแนล

“คุณอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปหา” หลานเหอถามชายหนุ่มหลังจากได้คำตอบก็รีบพาตัวเจวี่ยเซ่อไปหาจวินม่อเซี่ยว เมื่อไปถึงก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังตีมอนเตอร์ฟังทองฮาโลวีนอยู่ น่าจะเป็นกิจกรรมของอีเว้นท์ฮาโลวีน

“รีบตีมอนตัวนี้เร็วเข้า” เยี่ยซิวพูดพลางขยับตัวจวินม่อเซี่ยวออกห่างจากฟังทองที่มีริบบิ้นสีเขียวพันตรงก้านด้านบน หลานเหอไม่รอช้ากดสกิลฟาดฟันคมแสง กระโดดขึ้นฟันใส่มอนเตอร์ฉัวะเดียวปลิดชีวิต

ปุ้ง!!

พร้อมกับที่หน้าจอของหลานเหอมีควันสีเขียวฟุ้งกระจายเต็มหน้าจอ เสียงเอฟเฟคดังสนั่น

หลานเหอรีบบชะโงกหน้าไปดูจอฝั่งของมหาเทพอย่างตกใจ ควันที่พวยพุ่งออกมาจากฟังทองเริ่มจางลงเผยให้เห็นจอมยุทธ์ดาบผู้ปลิดชีพ แต่…

“ทะ..ทำไมเจวี๋ยเซ่อกลายเป็นเด็กล่ะ!?”

ภาพในหน้าจอเยี่ยซิวคือจอมยุทธ์ดาบผมยาวสีฟ้าในร่างเด็กประมาณสามสี่ขวบ

ไม่รอฟังคำตอบ หลานเหอหันกลับมาฝั่งหน้าจอตัวเอง รีบเช็คค่าสถานะ เด็กหนุ่มคลิกเปิดหน้าตาแสดงรูปแบบการแต่งตัวในปัจจุบันของตัวละครก่อนจะอ้าปากค้าง เขากลายเป็นเด็กจริงๆ

“อืม… ได้ค่า Exp. เยอะจริงๆด้วย”

เยี่ยซิวพูดเบาๆพอให้ได้ยินทำให้หลานเหอเพิ่งสังเกตว่าเจวี่ยเซ่อเลเวลอัพแล้ว แต่ที่สำคัญคือเจวี่ยเซ่อกลายเป็นเด็กต่างหาก!

“คุณบอกมาเลยนะ อีเว้นท์ฮาโลวีนของปีนี้คืออะไร!?”

“ก็แค่ตีมอนที่เป็นฟักทองแล้วก็ได้ Exp. แต่ถ้าอยากได้ค่าประสบการณ์เยอะๆก็ต้องแลกกับการติดสถานะแปลกๆสักหน่อย ตัวนี้น่าจะกลายเป็นเด็กมั้ง แต่คุณไม่ต้องกังวลเดี๋ยวหลังเที่ยงคืนทุกอย่างนอกจากค่า Exp.ก็รีเซ็ตกลับไปเหมือนเดิมเอง” เยี่ยซิวอธิบาย “ตรงนั้นมีตัวหนึ่ง เร็วๆคุณไปตีต่อ ตีเฉพาะที่มีริบบิ้นสีขาวตัวนั้นนะ ตัวอื่นไม่ต้องไปสน”

หลานเหอกัดฟัน มองค่าExp. ที่ได้ แล้วตัดสินใจพาเด็กน้อยเจวี๋ยเซ่อวิ่งเข้าไปหาฝูงมอนเตอร์ฟักทอง กวาดเมาส์มองหาฟังทองที่มีริบบิ้นสีขาวพันก้าน  ปลายสายตาเด็กหนุ่มเห็นมหาเทพกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์เคาะแป้นพิมพ์รัวแต่หลานเหอคร้านจะไปสนใจแล้ว

รีบตีรีบเลเวลอัพ รีบไปฝึกต่อสู้รีบกลับไปPK กับเชอเฉียนจื่อ รีบจบสถานการณ์พิลึกพิลั่นนี่ไปเสียที หลานเหอคลิกเมาส์ที่ฟักทองเป้าหมายแล้วรัวสกิล ยังดีที่สถานะร่างกายเป็นเด็กไม่ส่งผลกระทบอะไรกับค่าสถานะอื่นๆ แถมมอนเตอร์ฟักทองก็ตีง่ายเลือดน้อย ถึงท่าฟาดฟันคมแสงจะลดอนุภาพไปเพราะกระโดดได้ไม่สูงแต่ก็ไม่เป็นปัญหา

ฉัวะ!! ลงดาบสุดท้ายปลิดชีพ

ปุ้ง!!

ควันสีขาว!? อะไรอีกล่ะเนี่ย!!

แม้จะบอกตัวเองว่าห้ามสนใจ แต่หลานเหอก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับชะโงกหน้าไปดูฝั่งหน้าจอของชายหนุ่มข้างตัว เยี่ยซิวรีบกดปิดหน้าต่างแชทที่กำลังคุยกับใครสักคนอยู่อย่างรวดเร็วจนหลานเหอมองชื่อไม่ทัน

ที่สำคัญคือสถานะของเจวี๋ยเซ่อตอนนี้ต่างหากเล่า!!

และเมื่อควันสีขาวจางลง หลานเหอก็น้ำตานองหน้า

เด็กน้อยเจวี๋ยเซ่อกลายเป็นกระต่ายน้อยแล้ว ที่สำคัญคือกระต่ายอีกแล้ว!! อีเว้นท์สวนสัตว์หลานเหอก็กลายเป็นกระต่าย นี่เทพกระต่ายมีความแค้นล้ำลึกอะไรกับเขากัน!!

เด็กหนุ่มโอดครวญมองเด็กน้อยจอมยุทธ์ดาบผมยาวสีฟ้ามัดรวบสูงบนหัวมีหูกระต่ายสีขาวฟูนุ่มลู่แนบข้างแก้มยุ้ย ส่วนเยี่ยซิวพยักหน้ากับตัวเองหงึกๆพึมพำกับตัวเองว่า ไม่เลวๆ

อะไร!? อะไรที่เรียกว่าไม่เลว!!?

“นี่คุณ!! คุณแน่ใจหรือว่าตีมอนเตอร์ตามที่คุณบอกแล้วไม่มีปัญหาแน่ๆนะ!!” หลานเหอสูดหายใจลึกพยายามห้ามตัวเองไม่ให้โถมเข้าหาคนข้างๆแล้วจับคอเสื้อมาเขย่า

หมดกันภาพพจน์จอมยุทธ์ดาบสุดเท่ของเขา!!

แถมยังมีคนในกิลด์ซิงซินอยู่แถวนี้แล้วเอาไปป่าวประกาศว่า หัวหน้าพาฮูหยินมาแปลงโฉมก่อนเข้าหออีกต่างหาก ประโยคบ้าบอนี่มันอะไร

แต่เอาเถอะ… ก็แค่ถึงเวลาเที่ยงคืนเท่านั้น แค่เวลาที่ยงคืนเท่านั้น…

หลานเหอถอนหายใจอย่างปลงๆ พลันมือคู่สวยก็ขยับมาลูบหัวเขาเบาๆ เรียกให้เด็กหนุ่มเงยหน้ามองอีกฝ่าย

อาจเพราะแสงไฟสลัวทำให้รู้สึกว่ารอยยิ้มคนตรงหน้าอบอุ่นดูพร่างตาพาหัวใจเขาเต้นผิดจังหวะพิกล

คนสูงกว่าโน้มตัวลงมาใกล้พลางพูดเสียงนุ่ม “เอาน่าเสี่ยวหลาน เชื่อเกอแล้วทุกอย่างจะดีเอง… นะคนดีของเกอ”

อาจเพราะรอยยิ้มนั้นดูจริงใจจนพาให้คนมองหัวใจเต้นรัวแล้วเลือดสูบฉีดมากเกินไปทำให้หน้าหลานเหอแดงเรื่อแล้วสมองเบลอร่างกายตามไม่ทันความคิด เขาเลยพยักหน้าตอบทั้งๆที่ยังรู้สึกเบลอๆ

อาจเพราะมือคู่นั้นสวยเกินไป อุ่นร้อนเกินไป สัมผัสที่ลูบหัวเขาเบาๆเลยทำเอารู้สึกแปลกๆ

อาจเพราะลมหายใจของอีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้ร้อนเกินไปตอนที่มาระรดใบหน้าเขา หลานเหอเลยปล่อยให้ริมฝีปากร่างสูงจรดเบาๆบนหน้าผาก

นานทีเดียวกว่าสติหลานเหอจะกลับมา เด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบๆอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในหัวกลับนึกอะไรไม่ออกแถมยังรู้สึกร้อนฉ่าไปทั้งหน้า

นี่มัน… นี่มัน… ไม่ดีเลย!!

“ผะ..ผมจะไปเข้าห้องน้ำ!”

หลานเหอผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งหนีจากห้องพิเศษชั้นสอง หลังเขาปิดประตูเด็กหนุ่มคิดว่าตัวเองได้ยินเสียงมหาเทพหัวเราะด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์แปลกๆ

ไม่หรอก เขาคงคิดไปเอง…

แต่นี่มันไม่ดีเลย!! ทำยังไงหัวใจนี่ก็ไม่สงบลงสักที!

นี่ใครก็ได้บอกเขาทีว่าประเทศของเขาไม่ได้จัดกิจกรรมฮาโลวีน หรือบอกว่าเรื่องทั้งหมดชวนพิลึกพิลั่นสองวันมานี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ เขาไม่ได้กำลังตกอยู่ในแผนการร้ายกาจของใครบางคนอยู่!!

 

ภายในห้องเยี่ยซิวยิ้มกว้าง มือเปิดหน้าต่างแชทที่เขากดปิดตอนหลานเหอชะโงกหน้ามาดูจอเขา หน้าจอแสดงชื่อว่าคนที่เขากำลังคุยด้วยคือ เชอเฉียนจื่อ

ข้อความสุดท้ายเป็นของผู้ฝึกมนตราที่พิมพ์ถามมาว่า ถ้าหากทำตามข้อตกลงแล้วผมชนะในการPKกับหลานเหอแล้ว จวินม่อเซี่ยวจะไม่เข้ามายุ่งกับหลานเหอในเซิฟเวอร์สิบอีกใช่ไหม?

เยี่ยซิวยิ้มแล้วเคาะตอบไปว่า “ใช่ตามนั้น”

ยุ่งกับเจวี๋ยเซ่อในเซิฟเวอร์สิบแทนก็ได้ ยุ่งกับหลานเฉียวชุนเสวี่ยในอาณาจักรทวยเทพแทนนก็ได้ ยุ่งกับสวี่ปั๋วหยวนในโลกจริงๆก็ได้

“ตกลงตามนั้น ถ้าคุณชนะ PK”

หรือทำให้หลานเหอชนะ PK กับหมอนั่นแล้วยุ่งกับหลานเหอในเซิฟเวอร์สิบเขาก็ไม่ได้ผิดข้อตกลงนี่น่า

เยี่ยซิวกดปิดหน้าต่างแชทกับเชอเฉียนจื่อแล้วเปิด QQ กดเข้าไปคุยกับหวงเส้าเทียน

“ส่งของไปแล้ว นายได้รับแล้วใช่ไหมใช่ไหมใช่ไหม ห้ามทำเด็กเราบุบสลายนะ แล้วก็ทำตามข้อตกลงด้วย PK PK PK PK มา PK กับฉันซะดีๆ ห้ามเบี้ยวด้วย ถ้านายเบี้ยว คราวหน้าฉันจะห้ามไม่ให้เด็กเราคุยกับนาย กำหนดวันมา กำหนดวันมาเร็วเข้า”

เขาอ่านข้อความขออีกฝ่ายแล้วพรมนิ้วลงคีย์บอร์ดตอบ “ได้รับแล้ว อีกสามวันให้หลังแล้วกัน รอเขากลับไปก่อน”

หลังส่งไปไม่ถึงนาทีหวงเส้าเทียนก็ตอบกลับมา

“เชี่ย! นายกะกักตัวเด็กเรานานขนาดนั้นเลยเหรอ รังแกเขาเกินไปแล้วๆๆ เพิ่มรอบๆ PK ห้ารอบต่อการกักตัวหนึ่งวัน  ไม่สิๆสิบรอบเลยดีกว่า ราคาค่าตัวเด็กเราไม่ถูกนะ!”

“ไม่มีปัญหา… ให้เขาอยู่ถึงอาทิตย์หน้าคิดกี่รอบ?”

หลังส่งข้อความเสร็จ เยี่ยซิวก็เปิดหน้าเว็บไซต์ที่กำลังอ่านค้างไว้ก่อนหลานเหอจะเข้าเกม หน้านั้นเป็นหน้าไกด์เกมเกี่ยวกับอีเว้นท์ฮาโลวีนล่าฟักทองปีแรกๆ ซึ่งปีนี้ทางกลอรี่จัดอีเว้นท์นี้ด้วยการเวียนกิจกรรมล่าฟักทองมาใช้อีกครั้ง

ดังนั้นไกด์เกมที่อี๋เยี่ยจือชิวเขียนเล่นๆในปีนั้นเลยมีประโยชน์มหาศาลในปีนี้ เพราะไกด์เกมนี้มีบอกรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับอีเว้นท์ ทั้งตีฟักทองธรรมดาไม่มีริบบิ้นจะได้ค่าประสบการณ์เท่าไหร่ ตีฟักทองผูกริบบิ้นสีไหนจะเพิ่มพลัง ตีฟักทองผูกริบบิ้นสีไหนจะทำให้ติดสถานะแปลกๆ

“อืม… ให้ตีตัวที่ทำให้ติดสถานะใส่ชุดเจ้าสาวดีไหมนะ?”

เยี่ยซิวร่างภาพเด็กน้อยผมยาวสีฟ้ามีหูกระต่ายสีขาวใส่ชุดเจ้าสาวในหัว…

น่าเสียดายจริงๆที่ให้เสี่ยวหลานเล่นไอดีหลานเหอไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่สุดคือให้เล่นด้วยไอดีหลานเฉียวชุนเสวี่ยไม่ได้ เพราะไอดีนั้นเสี่ยวหลานน่าจะมีคนสนใจมากพอดู ให้คนอื่นมาเห็นเสี่ยวหลานของเขาในร่างแสนน่ารักไม่ได้หรอก

แต่น่าเสียดายจริงๆ ได้ข่าวว่าไอดีนั้นหลานเหอใช้เค้าโครงหน้าจริงของตัวเองด้วยสิ

เยี่ยซิวถอนหายใจเบาๆก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาตั้งอกตั้งใจเลือกมอนเตอร์ฟักทองที่จะให้หลานเหอตี

 

[ QZGS ] NOVELBER | Day 1st : Forest(ป่า) [ ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

Fan Fiction:   Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                      ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

Note :              ร่วมกิจกรรม NOVELBER2017

 

ชุนอี้เหล่ารู้ดีว่านิสัยไม่ชอบพิมพ์อะไรยาวๆของตัวเองมักจะสร้างปัญหาและความรำคาญใจให้กับผู้อื่นอยู่เสมอ ช่วงแรกๆเหล่าคนสนิทมิตรสหายเพื่อนในกิลด์ต่างพากันพร่ำบอกพร่ำบ่นว่าเขาให้พิมพ์ข้อความออกมาเลยเถอะจะได้ไม่ต้องลำบากเที่ยวไปหาหากต้องการแจ้งข่าวหรือพูดคุยอะไร แต่ชุนอี้เหล่าก็ยังคงคอนเซปต์เดิม

หากต้องการคุยอะไรก็มาพูดกันต่อหน้า

แม้จะสร้างความลำบากแก่คนอื่นๆโดยเฉพาะเหล่าสมาชิกระดับสูงของกิลด์หลานซีเก๋อที่ต้องติดต่อประสานงานกับชุนอี้เหล่าบ่อยๆ แต่ชายหนุ่มก็คิดว่าข้อเสียนี้คือข้อดีของการที่เขาไม่พิมพ์ข้อความยาวๆ

เพราะหากต้องการคุยอะไรก็มาพูดกันต่อหน้าทำให้เขาได้พบเจอใครคนนั้นบ่อยๆมิใช่หรือ แค่ข้อดีเพียงข้อเดียวนี้ก็บดบังข้อเสียทั้งหมดที่คนอื่นๆพร่ำบอก

“ป่า” ชุนอี้เหล่าเคาะแป้นพิมพ์ส่งข้อความออกไปให้ใครคนหนึ่งก่อนพานักดาบคลั่งตัวละครของตัวเองมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พิมพ์ส่งออกไป

แม้ป่าในอาณาจักรทวยเทพจะมีมาก แต่ป่าที่เขาบอกกับอีกฝ่ายไปนั้นเป็นสถานที่พิเศษ…

หลังจากก้าวเข้าอาณาเขตของป่า ชายหนุ่มก็รีบเร่งเพิ่มความเร็วสุดตัวมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบหวังจะไปรอก่อนที่อีกคนจะมา แต่เพียงแค่จุดหมายปรากฏต่อมุมมองสายตานักดาบคลั่งก็พลันชะงักเท้าหยุดอยู่กับที่

ริมทะเลสาบสีคราม ร่างเพรียวงามสง่าของจอมยุทธ์ดาบผมยาวสีฟ้ากำลังยืนนิ่งทอดสายตามองคลื่นน้ำที่ไหลระลอกเบาๆก่อเกิดเป็นประกายระยับรับกับแสงจากดวงอาทิตย์ สายลมพัดผ่านไล้เส้นผมยาวสีฟ้าของใครคนนั้นพลิ้วไหว กลีบดอกไม้ลอยล่อง

ทิวทัศน์งดงาม แต่คนงดงามยิ่งกว่า…

ชุนอี้เหล่าทอดทอนใจเบาๆก่อนย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงแค่ทิวทัศน์ในเกม

ทะเลสาบกลางป่านี้เขาพบโดยบังเอิญขณะเดินเตร็ดเตร่คนเดียวตีมอนเตอร์ไปเรื่อยสมัยเริ่มเล่นกลอรี่ใหม่ๆ เนื่องจากที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากเมืองและไม่มีเควสไหนนำทางมาถึง ที่แห่งนี้เลยกลายเป็นคล้ายๆสวนส่วนตัวของเขา
และชุนอี้เหล่าได้แบ่งปันสวนลับๆนี้ให้กับหลานเฉียวชุนเสวี่ย กำหนดแกมบังคับอีกฝ่ายว่าหากต้องการพูดคุยกับเขาต้องมาพบกันที่นี่เท่านั้น เจอบังคับนี้เข้าไปถึงจอมยุทธ์ดาบจะอิดออดขี้เกียจขยับตัวละครมาที่นี่มากแค่ไหนก็ต้องมาเพราะคนที่ต้องการคุยด้วยไม่ชอบพิมพ์ข้อความยาวๆจะคุยก็ต่อเมื่อเจอหน้าพูดกันด้วยเสียงเท่านั้น
เห็นไหม นิสัยไม่ชอบพิมพ์แชตของเขานั้นมีข้อดีมหาศาลแค่ไหน

“หลานเฉียว” เพียงแค่ส่งเสียงเรียกออกไปคนตรงหน้าก็หันมามองก่อนน้ำเสียงสดใสจะตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ชุนอี้เหล่า คุณมาแล้ว!”

“อืม” นักดาบคลั่งขยับตัวเดินไปยืนเคียงคู่กับอีกฝ่าย ชายหนุ่มมองภาพจอมยุทธ์ดาบที่ปล่อยผมยาวสยาย แม้ภาพลักษณ์ที่แปลกตาจากปกตินี้นับว่าไม่เลวจนถึงขั้นดูสวยมาก แต่ชายหนุ่มก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้ “หลานเฉียว วันนี้ไม่ใส่เชือกมัดผมหรือ?”

“ใส่มาครับ”

“แล้ว?”

“ก่อนมาที่นี่พึ่งจบศึกชิงบอสแม๊ป แต่ผมพลาดไปนิดเลยถูกคนของจงเฉ่าถังคิลตายดรอปเอาไป!” หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงปิดความโมโหไม่มิด ซึ่งชุนอี้เหล่าเข้าใจดี แม้เชือกรัดผมนั้นจะหาได้ไม่ยากแต่เส้นนั้นหลานเฉียวตีบวกเสริมพลังลงทุนกับมันไปมากมายแถมยังใช้มาตั้งนาน

แต่ก็ดี…

“อ้อ ฉันมีเชือกรัดผมที่เสริมพลังเอาไว้แต่ไม่ได้ใช้อยู่ในคลัง ยังไงคุณเอาไปใช้ก็ได้” ชุนอี้เหล่ารีบเสนอแนะก่อนพูดต่อหลังจากวิเคราะห์จากนิสัยของคนข้างตัว “หรือว่าคุณจะตามไปเอากับคนของจงเฉ่าถัง?”

“ผมเจรจาขอแลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ข้อแลกเปลี่ยนของหมอนั่นยังไงผมก็รับไม่ได้!!”

“งั้นของที่เสียไปแล้วก็ช่างมันเถอะ เอาของฉันไปใช้ได้เลย ยังไงเก็บไว้ในคลังเฉยๆก็ไม่มีประโยชน์”

ช่างประจวบเหมาะจริงๆ เขาพึ่งหลอมเชือกรัดผมเสร็จกำลังหาอากาสมอบให้หลานเฉียวพอดี

“ก็ได้ครับ” จอมยุทธ์ดาบตอบตกลง “ว่าแต่คุณเรียกผมมาพบที่นี่มีเรื่องอะไรหรือครับ?”

“คุณไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว…”

“…?”

เพราะช่วงนี้หลานเฉียวชุนเสวี่ยรับหน้าที่ดูแลลูกกิลด์ที่เพิ่งเข้าอาณาจักรทวยเทพลงดันเจี้ยนไม่ก็พาเก็บเลเวลทำให้พวกเขาไม่ได้คุยกันนาน

“…เลยอยากเจอปั๋วหยวน”

“…”

“หลานเฉียว…”

“…”

“หลานเฉียว ยังอยู่ไหม?”

“…ยะ..อยู่ครับ” น้ำเสียงตื่นๆตอบอย่างติดประหม่าทำให้ชุนอี้เหล่าขยับยิ้มนึกภาพเด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำเขินอายอยู่ในหัว แต่ประโยคถัดมาทำเอาใจที่ลอยล่องของเขาร่วงลงดิน

“คุณหมายถึงอยากเจอผมแล้วคุยเรื่องกิลด์หลานซีเก๋อสินะครับ! หากมีภารกิจอะไรให้ผมทำก็บอกมาได้เลย เพื่อหลานซีเก๋อแล้วผมทำได้ทุกอย่าง!!”

ชุนอี้เหล้ากระพริบตาปริบๆ

เด็กคนนี้นี่นะ!!

ชายหนุ่มทั้งขำทั้งฉุนปนอ่อนอกอ่อนใจ ภาพในหน้าจอที่มองอยู่เป็นภาพจอมยุทธ์ดาบยืนท่ามกลางทิวทัศน์งดงาม แม้ป่านี้อาจไม่สวยเท่าสถานที่เดทยอดฮิตในกลอรี่ แต่ก็ถือว่ามีออร่าที่เรียกว่าบรรยากาศพาไปอยู่ไม่น้อย

แต่ท่ามกลางความงามชวนเคลิ้มแบบนี้อีกฝ่ายกลับพูดเรื่องกิลด์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เฮ้อ… นี่เขาขนาดแย้มพรายรุกเข้าหามาตลอดหลานเฉียวก็ยังไม่รับรู้ความรู้สึกของเขา ถึงเวลานี้ทีไรชุนอี้เหล่าก็นึกถึงคนจากจงเฉ่าถังคนนั้นที่ตามติดหลานเหออยู่บ่อยๆทุกที

ตามจีบคนที่ความรู้สึกช้าขนาดนี้… เขาหวังว่าหมอนั่นจะท้อและถอยออกไปเองแล้วให้เขาอยู่กับปั๋วหยวนนะ

 

 

 

QZGS : : เวลาว่าง [ เชอเฉียนจื่อ x หลานเหอ ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เชอเฉียนจื่อ x หลานเหอ

 

หลังจากจวินม่อเซี่ยวย้ายเวทีเข้าไปป่วนในอาอาณาจักรทวยเทพ บรรดากิลด์ใหญ่ๆในเซิร์ฟเวอร์สิบต่างก็กลับมามีหน้ามีตาอย่างที่ควรเป็นตามแผนบุกเบิกเซิร์ฟเวอร์ใหม่ที่วางแผนเอาไว้ แม้จะผลลัพธ์จะไม่หอมหวานเด็ดด่วงเหมือนที่วาดฝัน แต่เหล่าผู้นำกิลด์ก็แทบจุดพลุฉลองให้กับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆที่ได้มาจากการไม่มีจวินม่อเซี่ยว

ชิงสถิติดันเจี้ยน ฆ่าบอส สร้างกระแส เรียกคนเข้ากิลด์ สะสมวัตถุดิบ บลาๆๆ เมื่อไม่มีมหาเทพเยี่ยชิวมาป่วน เรื่องพวกนี้ต่างก็ไม่คณามือพวกเขา ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของเหล่ากิลด์ใหญ่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรือต้องหัวหมุนยุ่งวุ่นวายตัวเป็นเกลียวเหมือนตอนที่มหาเทพยังอยู่

เมื่อผู้นำกิลด์ไม่ต้องเสียเวลามานั่งหัวหมุนก็มีเวลาว่างมากขึ้น เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น เรื่องที่อยากทำก็ได้ทำมากขึ้น

และแน่นอนว่าเชอเฉียนจื่อก็เป็นหนึ่งในนั้น

…ในที่สุดเขาก็มีเวลาทำตามจุดประสงค์ที่ขอย้ายมาบุกเบิกเซิร์ฟเวอร์สิบเสียที

นั่นคือการป่วนใครบางคน

เวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดีไม่ขาดไม่เดินแม้แต่วินาทีเดียว ตัวละครผู้ฝึกมนตราของเชอเฉียนจื่อที่เคยยืนนิ่งเพื่อรอเวลารีเซ็ตจำนวนครั้งเข้าดันเจี้ยนพลันขยับมองมองซ้ายมองขวากวาดสายตาไปทั่วบริเวณหน้าดันเจี้ยนราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง

เที่ยงคืนสามนาทีผ่านไป… คิ้วขยับเลิกขึ้นอย่างนึกสงสัย

ห้านาทีผ่านไป… ใบหน้าที่รอคอยอย่างดีใจฉายแววกังวล

สิบนาทีผ่านไป… ฝ่ายนั้นจะเหลวไหลเกินไปแล้ว!!

มือหนาขยับเมาส์กดเปิดหน้ารายชื่อเพื่อนอย่างรวดเร็ว แววตาที่มองจอพลันอ่อนละมุน มุมปากขยับยิ้มบางๆอัตโนมัติขณะจับจองมองชื่อใครบางคนที่สว่างอยู่แสดงสถานะออนไลน์

ใครบางคนที่เป็นสาเหตุเพียงหนึ่งเดียวในการขอย้ายมาเซิร์ฟเวอร์สิบ

หลานเหอ…

“เชอเฉียนจื่อ เมื่อไหร่นายจะวาปลงดันสักที” เสียงเพื่อนร่วมปาร์ตี้ดังขึ้นทำเอามือที่กำลังคลิกชื่อหลานเหอชะงัก ชายหนุ่มรีบกดปิดหน้าต่างเพื่อนพลางสั่นหัวเรียกสติตัวเองกลับมา

เขากำลังทำบ้าอะไรเนี่ย!

“ฉันเห็นนายเดินวนไปวนมาเกือบสิบนาทีแล้วนะ นัดใครเอาไว้เหรอ?”

…นัดเขาข้างเดียวกับหลานเหอ

จะให้ความจริงแบบนั้นออกจากปากได้ยังไงเล่า!

เชอเฉียนจื่อขยับเมาส์ไปที่ชื่อหลานเหอพลางตอบกลบเกลื่อนด้วยเสียงเอื่อย “โทษทีพอดีมีโทรศัพท์เข้ามา อีกแป๊ปนะ”

หรือเขาจะกดทักหลานเหอไปแล้วถามว่าวันนี้จะมาลงดันกี่โมงแล้วค่อยบอกพวกเพื่อนในปาร์ตี้มาอีกทีในเวลานั้นดีนะ?

“เอ๊ะ นั่นใช่พวกหลานเหอรึเปล่า”

“ไหนๆ” เชอเฉียนจื่อรีบกวาดเมาส์ปรับมุมมองสายตามองตามมือของเพื่อนร่วมทีมที่ชี้ไปยังปาร์ตี้กลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินมาทางพวกเขา แม้ชื่อบนหัวตัวละครนั้นจะอยู่ไกลมากจนมองเห็นเพียงเลือนลาง แต่เขาก็จำได้ดี

หลานเหอ…

“เชอเฉียนจื่อ นายคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วเหรอ?”

“แค่กๆ อะ..อืม เสร็จแล้ว”

ถ้าหลานเหอมาไม่ว่าธุระอะไรก็ล้วนแต่เสร็จหมด

รอยยิ้มเขาพลันกว้างขึ้นเรื่อยๆขณะที่ร่างคุ้นตาเดินเข้ามาใกล้

“กิลด์จงเฉ่าถัง… นี่พวกนายอีกแล้วเหรอ!? ” น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดจากจอมยุทธ์ดาบผมสีฟ้าทำเอาเชอเฉียนจื่อยิ้มร่ารีบปรี่เข้าหาเพื่อทักทาย แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นไมตรีจิตนี้เลยแม้แต่น้อย ท่าชักดาบฟันถูกใช้ออกมาทำเอาผู้ฝึกมนตราต้องกระโดดหลบวิถีดาบอย่างเฉียดฉิว

ชายหนุ่มเหงื่อตก ดูท่าวันนี้หลานเหอจะอารมณ์ไม่ดีแฮะ

“เชอเฉียนจื่อ บอกมานะ พวกนายดักรอเจอพวกฉันใช่ไหม!?”

“แหมๆ เหล่าหลาน นายคิดไปเองหรือเปล่า”

“คิดไปเอง?” หลานเหอคิ้วกระตุก “สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ฉันเจอนายที่หน้าดันเจี้ยนตลอด สัปดาห์ที่แล้วก็ด้วย นี่นายว่าฉันคิดไปเองเหรอ?”

“ใช่คิดไปเอง”

“กุ่น!!”

จอมยุทธ์ดาบผมฟ้าตวาดใส่ จากที่เคยเข้าดันเจี้ยนหลังจำนวนครั้งถูกรีเซ็ตเป๊ะๆ วันนี้เด็กหนุ่มเลยตั้งใจมาสายเพื่อจะไม่เกิดเหตุการณ์สองกิลด์เจอกันหน้าดันเจี้ยนแต่กลับยังเจอจงเฉ่าถังอีก

คิดไปเอง! คิดไปเอง! เชอเฉียนจื่อเห็นเขาเป็นเด็กสิบขวบหรือไง!! หลังจอหลานเหอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห จากการคิดวิเคราะห์ของเขาพฤติกรรมของเชอเฉียนจื่อน่าสงสัยมาก! ฝ่ายนั้นต้องวางแผนทำมิดีมิร้ายกับหลานซีเก๋อแน่ๆ และการที่เขายังไม่รู้ว่าอีกวางแผนอะไรอยู่ทำให้หลานเหอหัวเสีย กิลด์อื่นไม่มีท่านเทพเยี่ยชิวแล้วต่างพากันสุขสบาย ทำไมเชอเฉียนจื่อไม่ปล่อยให้เขาอยู่สบายๆบ้างนะ

“แต่เจอฉันอันที่จริงนายก็ดีใจใช่ไหมล่ะ?”

ท่าชักดาบฟันถูกหลานเหอใช้อีกรอบคราวนี้เรียกเลือดกระฉูดจากผู้ฝึกมนตราเนื่องจากอยู่ใกล้จนหลบไม่พ้น แต่คนถูกฟันกลับไม่อารมณ์เสียเลยแม้แต่น้อยเพราะหากเชอเฉียนจื่อฟังไม่ผิด ก่อนร่างหลานเหอจะวาบเข้าดันเจี้ยนเขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆอย่างลำพองใจ

เขาเลยหัวเราะออกมาเบาๆตามขณะหลานเหอเดินผ่าน

เหล่าหลานหนอเหล่าหลาน นายนี่เด็กจริงๆเลย แค่โจมตีเขาเพื่อระบายอารมณ์นิดๆหน่อยๆก็ดีใจคิดว่าตัวเองได้แก้แค้นแล้ว เด็กจริงๆเลย

ที่เขาหัวเราะเพราะขำที่อีกฝ่ายทำตัวเป็นเด็กๆเท่านั้นหรอก

จริงๆนะ

“ไปๆ เข้าดันเจี้ยนกันเร็ว วันนี้อย่าให้พวกหลานเหอออกมาก่อนอีกละ!!” เชอเฉียนจื่อบอกเพื่อนร่วมทีมพลางบังคับผู้ฝึกมนตราของตัวเองวาบเข้าดันเจี้ยนอย่างอารมณ์ดี

รีบเข้ารีบออก มาดักรอแล้วยั่วให้หมอนั่นโมโหจนทำสถิติไม่ได้ พอทำสถิติไม่ได้หลานซีเก๋อก็ต้องมาดันเจี้ยนนี่บ่อยๆ แบบนี้น่าจะประหยัดเวลาหาข้อมูลแผนการเข้าดั้นเจี้ยนของหลานเหอไปได้มากโข

“เร็วเข้าๆ! อย่าให้ฉันเห็นว่ามีใครอู้นะ!!”

ในเมื่อมีเวลาว่างทำตามจุดประสงค์ในการมาเซิร์ฟเวอร์สิบแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปเขาลองบังเอิ๊ญบังเอิญไปเจออีกฝ่ายตอนเก็บเลเวลตีมอนเตอร์ด้วยดีไหมนะ แค่บังเอิ๊ญบังเอิญเจอกันแค่ตอนลงดันเจี้ยนไม่พอหรอก

ไม่งั้นเสียดายเวลาว่างที่เหลือแย่

เชอเฉียนจื่อหัวเราะเบาๆ นึกภาพใครบางคนที่เคยเจอที่สโมสรหลานอวี่เมื่อนานมาแล้วกำลังโมโหจนหน้าแดงก่ำ

หรือว่าเขาจะมีเวลาว่างเหลือเฟือแล้วบังเอิ๊ญบังเอิญไปเจออีกฝ่ายที่เมืองนั้นดี?

 

 

AU QZGS : : เหมันต์ยามสารทฤดู 1 [ เยี่ยหลาน ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  อี๋เยี่ยจือชิว x หลานเฉียวชุนเสวี่ย

Note:                      AU ที่จริงอี๋เยี่ยจือชิวควรจะเท่ๆแต่ทำไมออกมานิสัยพี่เยี่ยถึงปนๆมาด้วยหนอ

 

หิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้าช้าๆค่อยๆปกคลุมทับถมบนหลังคาเรือนน้อยกลางป่าราวกับต้องการให้เรือนหลังน้อยกลมกลืนซ่อนเร้นไปกับฉากหลังขาวโพลนของป่ายามเหมันตฤดู ในยามใกล้รุ่งทั่วทุกบริเวณล้วนเงียบสงัดมีเพียงสายลมหนาวพัดผ่านสร้างบรรยากาศหนาวเหน็บหวีดหวิวฟังดูน่าหวาดกลัว

แต่หากมองอีกมุม ที่นี่ก็เป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นดี…

เวลาเคลื่อนคล้อย แสงอรุณแรกสาดส่องให้ความอบอุ่นจางๆกับผืนป่า ทุกๆที่พลันราวกับตื่นจากห้วงความฝันอันเชื่องช้า แสงแดดส่องกระทบหิมะก่อเกิดประกายระยับพาให้คนที่กำลังนั่งรอคอยแสงแรกของตะวันอยู่ข้างหน้าต่างพลันขยับยิ้ม

“เช้าแล้วนะ หลานเหอ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดอย่างดีใจพลางลูบหัวนกชีคคาดินามหลานเหอนกจากแดนหนาวที่เกาะอยู่บนมือตัวเอง เจ้านกตัวน้อยไซหัวถูไถกับมือขาวเนียนคล้ายจะออดอ้อนเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากภูติเหมันต์หนุ่ม

“ก็ได้ๆ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยขยับตัวลุกขึ้นพลางส่ายหัวเบาๆด้วยความอ่อนอกอ่อนใจราวกับรู้ความต้องการของเจ้าตัวน้อย หลานเหอร้องเสียงเล็กกางปีกพรึบโผล่บินไปบินมาวนรอบตัวภูติหนุ่มแถมยังแอบดันตัวเบาๆให้เร่งเดินไปทางประตู

ยามเมื่อเปิดม่านประตูออก สิ่งแรกที่ได้เห็นคือป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลน หากแต่แสงแดดที่สาดส่องกลับสดใสเกินจะเป็นแดดในฤดูหนาว หิมะใหม่ยังคงโปรยโปรยจากฟ้าไม่ขาดสายกระทบกับแสงตะวันก่อเกิดเป็นคล้ายคล้ายหยาดฝนดวงดาว

หลานเฉียวชุนเสวี่ยยื่นมืออกไปสัมผัสหิมะ ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะเดินออกจากเรือนหลังน้อยตรงไปยังแท่นหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกๆก้าวที่เดินผ่านล้วนทิ้งรอยเท้าจมลึกบ่งบอกถึงความหนาของหิมะที่ตกลงมาทับถม

เมื่อนั่งลงบนแท่นหินแล้วภูติเหมันต์ก็หยิบขลุ่ยหยกมรกตเลาเล็กสีเขียวอ่อนขึ้นมาจรดริมฝีปาก หลานเหอที่กำลังบินวนไปมาพลันบินมานั่งบนตักของเจ้าของอย่างสงบเสงี่ยม สายลมหนาวพัดมาคลอเคลียร่างโปร่งเพรียวพัดชายแขนเสื้อให้พลิ้วไหวราวลอยล่องอยู่ในสายธาร แสงอาทิตย์ทอแสงส่องเครื่องประดับผมลายไม้ใบสีส้มให้ดูโดดเด่นอยู่บนเรือนผมยาวสีฟ้ามัดรวบสูง

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหลับตาลงช้าๆ เสียงขลุ่ยเริ่มบรรเลงเพลงแว่วหวานดังก้องไปทั่วทั้งป่า ปลุกเอาความทรงจำเมื่อวันวานที่ชวนคิดคำนึงถึงให้กลับมาในห้วงความคิด

อี๋เยี่ยจือชิว… ท่านจากไปนานเท่าไหร่แล้วหนอ

เมื่อคืนนี้… คืนวาน… คืนก่อน… และคืนก่อนหน้านี้อีกนับไม่ถ้วน ข้าได้ฝันถึงท่านอีกแล้ว

…ท่านยังจำเรื่องราวของภูติเหมันต์ที่ท่านพบเจอใต้ต้นสนอย่างข้าได้อยู่หรือไม่?

ครานั้นที่ได้พบท่านในแดนเหมันตฤดูหลานอวี่ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นแสงแดดกระทบกับเกล็ดหิมะ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นคนจากแดนสารทฤดู และจากนั้นก็เป็นยังครั้งแรกที่หัวใจข้าเต้นรัวยิ่งกว่าการได้เห็นประกายแสงจากเกล็ดหิมะ…

บทเพลงจากขลุ่ยหวานนุ่มหูหากใจคนเป่ากลับสั่นคลอนเปลี่ยนเพลงหวานให้กลายเป็นเศร้าจับใจ

…วันที่พบกับอี๋เยี่ยจือชิวครั้งแรก วันนั้นหลานเฉียวชุนเสวี่ยกำลังตะเวนเดินเล่นไปทั่วป่าแดนหนาว แม้จะอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่มาตั้งแต่เกิด แต่ทุกๆวันเขาก็ยังชอบที่จะออกตะเวนไปทั่วอยู่ดี โดยเฉพาะบริเวณเขตรอยต่อระหว่างแต่ละอาณาจักร

บนแผ่นดินนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมดหกอาณาจักร แต่ละอาณาจักรต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกันนั่นคือหนึ่งดินแดนหนึ่งฤดูกาล หลานเฉียวชุนเสวี่ยอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่แดนเหมันตฤดู ข้างๆกันคืออาณาจักรซิงซินแดนสารทฤดู

หลานอวี่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนแทบไร้สีสันอื่น ซิงซินเต็มไปด้วยต้นไม้หลากสีสันกระทบกับแสงแดดอบอุ่นกำลังดี

ภูติเหมันต์ที่ยืนอยู่บนกิ่งสนขนาดใหญ่เหม่อมองออกไปยังดินแดนสารทฤดู แม้เขาจะอยากออกจากอาณาเขตหลานอวี่ไปเยือนซิงซินสักครั้งแต่เขาก็ทำไม่ได้ ว่ากันว่ามีเพียงผู้มีพลังสูงเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวข้ามเส้นกั้นแดน

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเป็นแค่ภูติน้อยตำแหน่งไม่ใหญ่ไม่โตมากนักในหลานอวี่มีหรือจะสามารถเดินผ่านกำแพงล่องหนนั่นได้ แถมลองแล้วยังโดนพลังดีดกลับจนเจ็บตัวนอนซมให้ชุนอี้เหล่าดูแลอีกเกือบเดือน

ภูติเหมันต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนกระโดดลงจากกิ่งสนลงมายืนบนพื้น สายตาสอดส่องหาเจ้านกตัวน้อยเพื่อนคู่ใจหลานเหอที่หนีไปบินเล่นตั้งแต่เขาโดดขึ้นไปยืนมองซิงซินบนกิ่งสนแล้ว

“หลานเหอ! ”

เพียงตะโกนเรียก หลานเหอก็บินร้องเสียงเล็กเข้ามาหา แต่พฤติกรรมนกน้อยที่จิกชายแขนเสื้อของเขาทำให้หลานเฉียนชุนเสวี่ยเลิกคิ้วอย่างงุนงง ร่างน้อยของหลานเหอพยายามออกแรงดึงเขาเหมือนกับจะให้เขาเดินไปที่ไหนสักที่อย่างไรอย่างนั้นเลย

ร่างโปร่งตัดสินใจเดินตามแรงดึงอันน้อยนิดของนกน้อย ลัดเลาะไปตามแนวป่า เมื่อมือเรียวปัดพุ่มไม้ที่สุ่มกันแน่นออกก็ต้องผงะกับภาพที่หลานเหอพามาเห็น…

นะ..นั่นมัน คนต่างแดน!?

ตรงหน้าบนพื้นกลางกองหิมะหลังพุ่มไม้มีร่างในชุดเกราะนอนฟุบอยู่ ผ้าคลุมสีแดงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหิมะขาวทำให้มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นพวกต่างแดน พวกเขาชาวหลานอวี่ไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าสีอื่นนอกจากสีขาวกับสีฟ้า

“หลานเหอ! ไปตามชุนอี้เหล่ามาเร็วเข้า! ” เสียงหวานกระโกนอย่างปกปิดความตะหนกไม่มิด ในหัวความคิดวิ่งวุ่นไปมา

คนๆนี้ผ่านเขตกั้นมาได้อย่างไร?

ศัตรู? หรือแค่ผ่านทางมา? ตะ..แต่ยังไงก็ต้องรายงานชุนอี้เหล่าให้รู้

อันตราย!

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหักกิ่งไม้ใกล้มือมาถือไว้ต่างดาบ ก่อนสั่งให้หลานเหอไปตามชุนอี้เหล่าอีกครั้ง แต่เจ้านกน้อยกลับไม่ฟังคำสั่งบินตรงไปเกาะบนตัวของคนต่างแดนบนพื้นพลางร้องเรียกเขาให้เข้าไปใกล้ แม้หลานเหอจะส่งเสียงดังป่านนี้แต่คนต่างแดนก็ไม่มีทีท่าจะขยับตัวเลยแม้แต่น้อย

เขาเอียงคอหน่อยๆ หรือว่าการผ่านเขตแดนจะทำให้คนตรงหน้าตายเสียแล้ว?

ไวเท่าความคิด ภูติเหมันต์ค่อยๆเข้าใกล้ร่างบนพื้นหิมะอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งถึงระยะที่กิ่งไม้ในมือจะยื่นถึงก็ออกแรงใช้ไม้เขี่ยร่างนั้นอย่างแรง

“ไม่รู้สึกตัวจริงๆด้วย”

แม้จะแน่ใจแล้ว แต่มือก็ยังไม่หยุดขยับ เขี่ยไปเขี่ยมาจมูกพลันได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาจางๆกับสายลม เขาขยับตัวเข้าใกล้พลางทรุดตัวคุกเข่าลงข้างร่างนั้นใช้ไม้แตะๆสำรวจร่างบนพื้นไปทั่ว ยืนมือออกไปพลิกร่างที่นอนคว่ำให้หงายตัวขึ้นเพื่อสำรวจเพิ่มเติม บนเกราะของอีกฝ่ายมีรอยเลือดอาบอยู่จนแดงฉานน่ากลัวว่าจะมาจากบาดแผลฉกรรจ์

มโนธรรมถูกปลุกให้ตื่น ถ้าหากคนๆนี้ยังไม่ตายแค่สลบไปเพราะบาดแผลเฉยๆแล้วเขาทิ้งอีกฝ่ายเพื่อไปเรียกชุนอี้เหล่ามา อีกฝ่ายจะตายเพราะเขาไม่สนใจไหมหนอ

ยังไงพิสูจน์ว่าตายหรือไม่ตายก่อนล่ะกัน

ตัดสินใจเสร็จสับ หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็โน้มตัวแนบหูบนแผ่นอกอีกฝ่ายหมายจะฟังเสียงเต้นของหัวใจ แต่เกราะที่หนาเกินไปทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย ภูติเหมันต์ขยับตัวขึ้นคิดจะยกนิ้วขึ้นอังจมูกใบหน้าคมคายตรวจสอบลมหายใจ แต่เพียงแค่ขยับตัวจู่ๆคนที่สลบอยู่ก็จับข้อมือเขาที่กำลังจะแตะบนปลายจมูกทันควัน

“ปะ..ปล่อยนะ! ”

หลานเฉียวชุนเวี่ยสะดุ้งสุดตัว ทว่าคนที่พึ่งลืมตาตื่นกลับคลี่ยิ้มบางๆขยับปากพูดเสียงแผ่วว่า “เจอแล้ว”

จากนั้นชั่วพริบตา ภูติเหมันต์ก็ถูกอีกฝ่ายรั้งตัวโน้มจรดริมฝีปากขึ้นทาบทามช่วงชิงเอาจุมพิตแรกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว สัมผัสละมุนอุ่นร้อนส่งผ่านสัมผัสผะแผ่วราวถูกปีกผีเสื้อสัมผัสตรงที่ถูกจูบทำให้หลานเฉียวชุนเสวี่ยอุ่นวาบไปทั้งร่าง

โดยที่ไม่มีใครสังเกต… อากาศบริเวณรอบๆทั้งคู่พลันอุ่นขึ้น หญ้าสีส้มแดงปรากฏบนพรมหิมะเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี หลานเหอร้องเสียงแหลมบินรอบต้นหญ้าอย่างอารมณ์ดี

แต่แล้วเมื่อจูบละมุนสิ้นสุด หิมะก็โปรยปรายลงทับถมต้นหญ้าแปลกสีเหล่านั้นให้จมใต้สีขาวโพลนอย่างเงียบงัน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ ลมหายใจคล้ายขาดห้วงลง ปลายนิ้วยกขึ้นแตะตรงริมฝีปากตัวเองลูบไปมาโดยไม่รู้ตัวพลางจับจ้องคนที่สลบไปอีกครั้งตรงหน้าอย่างไม่วางตา

แม้ภายนอกภูติเหมันต์จะยังดูสงบ แต่ในหัวคล้ายกับถูกเวทมนตร์ชุดใหญ่ระเบิดบึ้มไปนานแล้ว

มะ..เมื่อกี๊เขาถูกจูบหรือเปล่า ตะ..แต่ว่า

“จะ..เจ้า! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ! ” เขาตะโกนก้อง แต่จะเอาอะไรกับคนที่สลบไปแล้ว ใบหน้าคมคายนั่นยังคงปิดเปลือกตาสนิท ไม่รับรู้ถึงความว้าวุ่นกระวนกระวายของเขาจากการกระทำที่ทั้งอุกอาจและบังอาจนั่นเลยแม้แต่น้อย

จวบจนท้ายที่สุด หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ถอนหายใจยาว ลุกขึ้นลากเอาร่างคนต่างแดนที่หมดสติไปตามพื้นหิมะทำตามความตั้งใจในส่วนมโนธรรมที่ว่าหากคนๆนี้ยังไม่ตายจะพาไปรักษาตัวก่อนค่อยไปบอกชุนอี้เหล่า

เฮ้อ… ที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจะลากตัวอีกฝ่ายไปกับพื้นหรอกนะ แต่คนๆนี้หนักเกินไปจนเขาจะแบกไหวต่างหาก อีกอย่างลากไปกับพื้นแบบนี้ก็สะดวกดี… สะดวกดีเฉยๆ

การแก้แค้นเล็กๆน้อยอย่างเผลอทำให้คนสลบชนกิ่งไม้หรือก้อนหินก้อนเล็กๆน้อยๆบ้างเขาไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด

จริงๆนะ

ภูติเหมันต์ฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงนกน้อยคู่ใจออกแรงกระชากร่างในชุดเกราะลากไปตามพื้น จุดหมายคือบ้านเล็กหลังน้อยฐานลับของเขากลางป่าริมชายแดน

…สามวันหลังจากนั้น จากที่ทุกๆวันหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะไปยืนดูแสงอาทิตย์กระทบใบไม้ของแดนซิงซินบนกิ่งสนก็เปลี่ยนมาคอยดูแลคนเจ็บในบ้านเรือนน้อย ฐานลับส่วนตัวที่ชุนอี้เหล่าสร้างไว้ให้เพื่อเผื่อใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน… ซึ่งไม่เคยฉุกเฉินสักครั้งจนกระทั่งเขาได้พบกับคนต่างแดนในชุดเกราะนี่

มือขาวเนียนลูบชุดเกราะส่วนอกที่เขาถอดออกจากร่างคนต่างแดนอย่างสนอดสนใจ เพื่อการรักษาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอดชุดเกราะหนักๆนี่ออก และเพื่อการระมัดระวังเผื่อว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาชุดเกราะเหล่านี้ออกมาพิจารณา

อืม… ถึงจะดูหนักๆ แต่ก็ยังมีความอบอุ่นขนาดอยู่ในแดนหิมะเกราะนี่ก็ยังอุ่นมืออยู่เลย

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเคาะเกราะดังก้องๆ ปลุกคนที่กำลังหลับใหลบนเตียงด้านหลังให้ฟื้นตื่น

“เกราะของข้ามันน่าสนใจมากหนักหรือ?” เสียงแหบแห้งจากการขาดน้ำเปรยขึ้นเบาๆแต่ก็ทำเอาภูติเหมันต์สะดุ้งโหยงผุดตัวลุกยืนกระถดตัวเองถอยห่างจากเตียงนอนที่มีคนเจ็บนอนอยู่อย่างรวดเร็ว

ท่าทางราวกระต่ายตื่นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆหลุดจากลำคอคนมองซึ่งโดนกรรมตามสนองทันทีเนื่องจากคอแห้งจนสำลัก

“แค่กๆ ขอน้ำหน่อยได้ไหม?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบรินน้ำให้ เสร็จแล้วก็พุ่งตัวกลับมายืนริมประตูกอดเกราะแนบอกราวกับจะซ่อนตัวเองใต้เกราะเหมือนเดิม

ยิ่งมองดวงตากลมโตที่กระพริบปริบๆบวกกับท่าทางของคนแดนหนาวที่ราวกับจะพุ่งตัวออกจากบ้านไปทุกเมื่อหากเขาขยับตัว คนเจ็บยิ่งอยากหัวเราะ หลังกินน้ำแล้วเขาก็แนะนำตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล

“ข้าชื่ออี๋เยี่ยจือชิว… แม่ทัพของซิงซิน”

“จะ..เจ้ามาจากซิงซิน?”

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้า

“ศัตรูรึ? เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไง ซิงซินเป็นดินแดนแบบไหนกัน พระอาทิตย์ที่นั้นสวยมากกว่ามองจากที่นี่นไหม? ไม่สิๆ! เจ้ามาหลานอวี่ทำไม จะก่อสงครามงั้นเหรอ!?” ภูติเหมันต์ถามรัวแถมยังสลับความสำคัญกันมั่ว หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดจบก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าอย่างไรชอบกลเลยเงียบครู่หนึ่ง

เอาเรื่องไปบอกชุนอี้เหล่าดีไหมนะ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่ได้บอกชุนอี้เหล่าเรื่องคนต่างแดนนี่เลย

ตะ..แต่ก็อยากรู้ว่าหากต้องการข้ามแดนจะต้องทำยังไงด้วย

เอาไงดีๆ

ปลายนิ้วเคาะเกราะดังก้องๆเป็นจังหวะพลางใช้ความคิด แม้เจ้าตัวพยายามปกปิดความรู้สึก แต่สีหน้าลังเลแล้วลังเลเล่ากลับอยู่ในสายตาของอีกคนโดยตลอด แม่ทัพแดนสารทฤดูคลี่ยิ้มบางๆปนเอ็นดูหลายส่วนขณะมองร่างโปร่งริมประตู

แม้อี๋เยี่ยจือชิวอยากจะเอ่ยหยอกอีกฝ่าย แต่เขาก็นิ่งเงียบแล้วมองคนๆนั้น

ในที่สุดก็ได้เจอ…

“เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไงกัน?” ในที่สุดหลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าคำถามไหนสำคัญที่สุด หลอกเอาข้อมูลเสร็จค่อยส่งให้ชุนอี้เหล่า อืม! ความคิดนี้ยอดเยี่ยมที่สุด!

ดวงตากลมโตมองคนต่างแดนอย่างรอคอย

อี๋เยี่ยจือชิวคล้ายเห็นหางกระต่ายสั่นดุกดิกอยู่ด้านหลังอย่างไรอย่างนั้น ท่านแม่ทัพพยายามกลั้นยิ้มสุดความสามารถตีหน้านิ่งพูดเสียงเบา

“มานี่สิ” ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมขยับห่างจากประตู จนเขาต้องพูดขึ้นอีกรอบ “เสียงข้าแห้งขนาดนี้เจ้าคงไม่ใจร้ายให้ข้าตะโกนหรอกใช่ไหม? แค่กๆ”

นอกจากปลายประโยคจะหรี่เสียงลงเบาจนแทบใจหายอี๋เยี่ยจือชิวยังไอโขลกจนตัวโยนเพิ่มความน่าสงสาร คนฟังรีบขยับตัวเข้ามาดูแลให้คนเจ็บนอนลงกับเตียงด้วยอารามตกใจ กว่าหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะรู้ว่านี่เป็นกับดักก็ตอนที่เขากำลังจะผละตัวออกอีกฝ่ายกลับพลิกตัวกระชากเขาให้ล้มนอนบนเตียงทั้งยังขึ้นทาบทับบนร่างกักกันไม่ให้เขาขยับตัวหนี

ระยะห่างทั้งคู่เรียกได้ว่าแทบไม่มีช่องว่าง คนหลงกลอ้าปากค้าง

“เจ้ามัน!” คำด่ามากมายวิ่งวุ่นเต็มหัวภูติหนุ่มเต็มไปหมด ทั้งสับปลับ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง หน้าไม่อาย ไม่ๆ ต้องแรงกว่านี่ “เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!”

อ๊ากกก! มันควรจะแรงกว่านี้สิ! แถมอีกฝ่ายยังหัวเราะขบขันไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของเขาอีก

หลานเฉียวชุนเสวี่ยแทบน้ำตานองหน้า

“ภูติเหมันต์ของหลานอวี่… หลานเฉียวชุนเสวี่ย เจ้าอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าข้าข้ามแดนมาได้อย่างไร” คนพูดจงใจพรู่ลมหายใจร้อนระอุใส่คนด้านล่าง กลิ่นอากาศอบอุ่นจางๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปสำหรับภูติเหมันต์ของอี๋เยี่ยจือชิวทำเอาหลานเหอเหมือนถูกดูดสติความนึกคิด

คล้ายล่องลอย… คล้ายสมองขาวโพลน.. คล้ายร่างทั้งร่างจมอยู่ภายในความอบอุ่นอันบางเบาของคนด้านบน

แต่เดี๋ยวนะ!

“เจ้ารู้ชื่อข้า!? ”

“ชื่อของภูติเพียงตนเดียวประจำแดนเหมันต์ไม่ว่าใครก็ต่างรู้มิใช่หรือ”

คนนอกแดนรู้หรือไม่รู้หลานเฉียวชุนเสวี่ยไม่รู้ แต่ภายในหลานอวี่ ตำแหน่งของเขามันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร น่าสงสัย แต่…

“อยู่ใกล้ขนาดนี้พอใจเจ้ารึยัง! บอกมาได้แล้วว่าเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!? ” เสียงหวานตวาดใส่ แม้อ้อมกอดคนตรงหน้าจะอบอุ่นดี.. ตะ..แต่อาการบ้าๆแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อสักครู่นี่เขาไม่ชอบเลยสักนิด แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะแต่ก็ร้ายกาจเกินไป

ไม่ดีๆ

“อยากรู้จริงๆหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ ขยับยิ้มบางเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวเล็กๆตรงมุมปาก วาดฝันว่าตนเองจะได้ออกไปเก็บใบไม้สีแดงกลับมาเล่นกับหลานเหอสักใบสองใบ

แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว

รอยยิ้มภูติเหมันต์ขยับกว้างขึ้น เผยเขี้ยวเล็กสองข้างมากกว่าเดิมจนคนมองรู้สึกเหมือนถูกแมวมาข่วนเกายิบๆที่หัวใจ แทนคำตอบของคำถาม แม่ทัพหนุ่มโน้มตัวลงประทับจุมพิตบนเรียวปากที่กำลังแย้มยิ้ม

เนิ่นนาน… คล้ายเวลาหยุดเดิน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเบิกตากว้างอย่างความตกใจ ปลายลิ้นถูกคนปล้นจูบเกี่ยวกวัดจนแทบลืมหายใจ รสจูบผะแผ่วทะนุถนอมแต่ก็ร้อนอบอุ่นละมุน มือเนียนที่ผลักบ่าคนด้านบนหมดแรงดันจนคล้ายวางแปะเพื่อโอบรั้งคออีกฝ่ายไว้

จุมพิตดำเนินเนิ่นนานคล้ายต้องการเติมเต็มความโหยหาคำนึง จนหลานเฉียวชุนเสวี่ยคิดว่าตัวเองอาจหมดลมหายใจอี๋เยี่ยจือชิวถึงค่อยๆผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง

“จะ..เจ้า!”

ก่อนที่ภูติเหมันต์จะตะโกนไปมากกว่านั้น แม่ทัพหนุ่มรีบพูดดักขึ้น “นี่ไงคำตอบของคำถามจริงๆที่เจ้าอยากจะรู้ จริงๆก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือว่าข้าจะมาได้ยังไง เจ้าอยากรู้ว่าเจ้าจะออกจากแดนหลานอวี่ได้ยังไงมากกว่า ถูกไหม?”

ก็จริง… แต่ว่า “ข้าต้องการคำตอบไม่ได้ต้องการ จะ..จูบของเจ้า!” หลานเฉียวชุนเสวี่ยเช็ดปากตัวเองไปมาจนแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าขาวขึ้นสีเรื่อแดงคล้ายผลไม้สุกฉ่ำหวานชวนให้กัดชิม

“ก็จูบจากข้าไงคือคำตอบ”

“เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!!” เสียวหวานตะโกนด่า แต่ก็เหมือนเดิมคนถูกว่าไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวทำหน้าจริงจังราวกับการจุมพิตนั่นไม่ใช่การปล้นจูบหน้าด้านๆ

อี๋เยี่ยจือชิวขยับตัวลุกขึ้นนั่งปล่อยร่างเล็กกว่าให้เป็นอิสระ หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบกระถดพาตัวเองไปติดเตียงอีกฝั่ง ณ จุดที่ห่างไกลจากคนปล้นจูบมากที่สุดทันที แม้หางตาของแม่ทัพหนุ่มจะเห็นกิริยาชวนขันนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หัวเราะ ยังคงยื่นมือไปคว้าเอาเกราะส่วนอกของตัวเองมา กดกลไกที่ถูกซ่อนเอาไว้ในเกราะหยิบเอาของเล็กๆสิ่งหนึ่งที่ซ่อนใต้กลไกนั้นออกมา

เครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงอันหนึ่ง

ภูติเหมันต์มองสิ่งของในมืออี๋เยี่ยจือชิวอย่างสงสัย ก่อนจะสะดุ้งเฮือกขยับตัวหนีกระถดไปอีกมุมเตียงอย่างรวดเร็วเมื่อคนสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ แต่หนีไปไกลแค่ไหนเตียงก็เล็กนิดเดียว มือสวยที่อบอุ่นกว่าคว้าข้อมือหลานเฉียวชุ่นเสวี่ยเอาไว้แน่น

ขยับเข้าหาอย่างเชื่องช้า แต่พอถึงตัวกลับต้อนภูติน้อยจนจมมุม คนถูกต้อนหลับตาปี๋

อี๋เยี่ยจือชิวเสียบเครื่องประดับผมในมือตัวเองลงบนเรือนผมสีฟ้าบริเวณเครื่องรวบผมของอีกฝ่าย

ประทับจูบลงบนนั้น เคลื่อนตัวลงกระซิบข้างหูแดงก่ำ แล้วผละออกมามองหลานเฉียวชุนเสวี่ยที่มีเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงประดับอยู่บนหัว

“ที่เจ้าพูดเมื่อกี๊นี่เป็นความจริงรึ?” ภูติเหมันต์ลืมตาน้ำเสียงปกปิดความดีใจไม่มิด อีกฝ่ายบอกว่าจูบจากคนแดนซิงซินจะสามารถพาคนอื่นข้ามกำแพงกั้นไปแดนสารทฤดูได้ “พิสูจน์สิ”

ภูติหนุ่มเอ่ยต่ออย่างระแวง ชาวเมืองหลานอวี่ไม่เห็นจะมีพลังวิเศษแบบนั้นเลย ทำไมซิงซินถึงมีได้เล่า! ไม่ยุติธรรม!

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้ารับคำท้าพยายามตีสีหน้าให้เป็นปรกติไม่ผุดรอยยิ้มพราย เอื้อมมือหมายจะคว้ามือขาวเนียนของอีกฝ่ายขึ้นมาจูงแต่ดูเหมือนถูกรู้ทันเมื่อฝ่ายนั้นไหวตัวลุกยืนไม่ยอมให้แตะต้อง

แม่ทัพหนุ่มถอนแอบหายใจเบาๆด้วยความเสียดาย ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากเรือนหลังเล็กไปยืนกลางหิมะที่ยังคงโปรบปรายลงมาไม่ขาดสาย

ด้วยการรักษาของเจ้าของเรือนทำให้บาดแผลฉกรรจ์ถูกรักษาจนหายดี แถมเขาก็เป็นพวกแผลหายเร็วอยู่แล้วดังนั้นร่างกายจึงไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น

จวบจนร่างโปร่งเพรียวเดินเต๊าะเตะคล้ายลังล้าลังเลมาหยุดยืนตรงหน้า อี๋เยี่ยจือชิวถึงเอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้ง

“ห้ามหลับตา มองข้า… หมายถึงมองข้างหลังข้าดีๆ” เขาเอื้อมมือโอบเอวคนตรงหน้ามาแนบชิด อีกฝ่ายสะดุ้งคล้ายจะขยับหนีแต่ในที่สุดก็ฝืนใจอยู่นิ่งๆในอ้อมกอดคนโตกว่า ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงบนหน้าผากภูติเหมันต์ช้าๆไล่เรื่อยลงปลายจมูก ข้างแก้ม ปลายคาง ทุกๆที่ที่ความอุ่นร้อนเคลื่อนผ่านหลานเฉียวชุนเสวี่ยรู้สึกว่าจุมพิตนั้นราวกับฝากฝังห้วงความโหยหาคิดถึงของคนตรงหน้าเอาไว้

จวบจนริมฝีปากร้อนเคลื่อนลงมาแตะเรียวปากเขาแผ่วเบาราวผีเสื้อ หิมะที่โปรยปรายรอบๆพลันลอยค้าง สงอาทิตย์แดนหนาวที่เคยทอดแสงหม่นๆแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นนิดหน่อยส่อกระทบเกล็ดหิมะจนราวกับอยู่ท่ามกลางหยาดฝนดวงดาวระยิบระยับ

ปลายหางตาหลานเฉียวชุนเสวี่ยเห็นภาพเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจุมพิตที่เพียงแตะสัมผัสเบาๆจะรุ่มร้อนละมุนจนเขาไม่สามารถละสายตาไปไหนได้นอกจากทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับจุมพิตนี้

ใบหน้าหวานปิดเปลือกตาลงโดยไม่รู้ตัวคล้ายอยากซึมซับช่วงเวลานี้ให้เนิ่นนาน อี๋เยี่ยจือชิวแตะฝ่ามือร่างเล็กแผ่วเบาด้วยความลังเล ก่อนจะกอบกุมมือขาวเนียนเอาไว้ในที่สุด

…ต้นหญ้าสีส้มแดงผลิหน่อก่อเกิดบนแดนหิมะท่ามกลางสีขาวโพลนอีกครั้ง

“กี๊ดดๆ” เสียงแหลมเล็กของหลานเหอดังขึ้นหลังจากบินมาถึงบริเวณอาณาเขตของเรือนหลังน้อยฐานลับของหลานเฉียวชุนเสวี่ย

เสียงนกน้อยเรียกเอาสองคนที่จมอยู่ในห้วงจุมพิตรู้สึกตัวผละออกจากกัน หลานเฉียวชุนเสวี่ยหน้าแดงฉ่า รีบดึงมือตัวเองออกจากมืออีกฝ่ายแล้วละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งก่อนวิ่งออกไปรับหลานเหอที่กำลังบินลงมาจากฟ้า มือที่เริ่มกลับมาเย็นเยือกยื่นออกไปรับนกตัวน้อยให้บินมาเกาะ

สงบใจไว้ๆ

หลานเฉียวชุนเสวี่ยบอกในใจตัวเองซ้ำๆ แต่สายตาที่มองหลานเหอพลันละมุนอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว

อี๋เยี่ยจือชิวมองภาพภูติเหมันต์ที่กำลังกลบเกลือนความเขินอายด้วยการคุยกับนกตัวน้อย มุมปากท่านแม่ทัพขยับยิ้ม ยิ่งมองเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงที่อยู่บนเรือนผมอีกฝ่ายมุมปากเขาก็ยิ่งขยับกว้างขึ้น

ในที่สุดก็ได้เจอ… ในที่สุดก็ได้มอบมันให้กับเจ้า หลานเฉียวของข้า

“อ๊ะ! ถ้าหากจุมพิตจากชาวเมืองซิงซินสามารถทำให้คนแดนอื่นสามารถข้ามไปแดนสารทฤดูได้ แล้วเครื่องประดับผมที่เจ้าให้ข้ามามีพลังอะไรหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยตะโกนถามเจ้าของเครื่องประดับผมเมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“คือเรื่องนั้น…” อี๋เยี่ยจือชิวเหงื่อตก “เครื่องประดับผมนั่นมัน… มันทำให้พลังจุมพิตของคนแดนซิงซินแข็งแกร่งขึ้น”

ข้ออ้างแบบนี้… พอไหวไหมนะ

ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรจนได้ฉายาว่าเทพสงครามกำมือชื้นเหงื่อของตัวเองแน่น

 

 

 

_____________________________________________________________________________________________________________________________

ขอบคุณรูปงามๆสุดแสนดีต่อใจของคุณ @Ichi_ichigo15  ค่ะ ไอเดียของตอนนี้คือภาพนี้ อาจแต่งได้ไม่ดี เซ็ตติ้งไม่ตรง ต้องขออภัยด้วยค่ะ

// ทั้งหมดแค่อยากให้พี่(อี๋)เยี่ย(จือชิว)ได้เห็นน้องภาพนี้เฉยๆ …น้องหลานดีงามเหลือเกิน #กุมใจ

123

 

[AU QZGS ] ต่ายหลานในป่าใหญ่ [ เยี่ยหลาน ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ

Note:                      AU อย่าสนเนื้อเรื่องมันเลย… จริงๆนะ อย่าสนมันเลย (//เอามือปิดหน้า)

 

 

 

กระต่ายป่ามักเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสัตว์อื่นล่าจับกินเป็นอาหารเสมอ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตัว ธรรมชาติจึงมอบสัญชาตญาณการระวังภัยสูงมากให้กับกระต่ายเพื่อจะได้มีชีวิตรอดยามอยู่อาศัยในป่า แต่สัญชาตญาณนั้นก็ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ทั้งการขัดเกลา

ดังนั้นกระต่ายบ้านพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปสีขาวที่พึ่งถูกปล่อยเข้าป่ามาได้ไม่ถึงปีย่อมไม่มีทางรอดพ้นจากคมเขี้ยวของผู้ล่าได้เลย

หลานเหอตัวสั่นเทาขณะช้อนตามองร่างสูงที่คร่อมอยู่เหนือร่างตัวเองอย่างหวาดกลัว เขี้ยวคมสีขาวในปากของอีกฝ่ายวาววับราวกับจะจ้วงกัดเขาในเสี้ยววินาที ยิ่งร่างด้านบนแสยะยิ้มกระต่ายน้อยก็ยิ่งอยากร้องไห้ ในหัวพลันนึกถึงเรื่องกระต่ายถูกเสือกินที่ชุนอี้เหล่าเล่าให้ฟังตอนนั่งกินอาหารเย็นด้วยกันเมื่อวานก่อน

นะ..น่ากลัว

หลานเหอพยายามหดตัวให้เล็กลงทั้งๆที่รู้ดีว่าไม่มีทางหนีจากการกักกันของผู้ล่า ชุนอี้เหล่าเล่าว่าเสือตัวนั้นค่อยๆใช้คมเขี้ยวฉีกเนื้อกระต่ายช้าๆทั้งที่กระต่ายตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็แทะเล็มจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

ร่างด้านบนก็มีเขี้ยวคมเหมือนกัน แต่ว่า…

“คะ..คุณเป็นแมวไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาล่าผมล่ะ?” หลานเหอถามเสียงสั่น แมวตัวโตด้านบนเหนือร่างเขาคือแมวเถื่อนเลื่องชื่อของป่ากลอรี่ นามเยี่ยซิว

ชุนอี้เหล่า ซี่โจวกับเพื่อนพ้องคนอื่นๆต่างก็เตือนเขาว่าให้ระวังแมวเถื่อนเยี่ยซิวเอาไว้ อย่าได้เข้าไปใกล้หรือพูดคุยด้วยแม้แต่พูดแค่ครึ่งคำก็ไม่ได้ ถึงตอนฟังหลานเหอจะสงสัยแต่ท่าทางของทุกคนดูจริงจังราวเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นคำสั่งสำหรับตัดสินอนาคต เขาเลยเชื่อฟังมาโดยตลอด

แต่วันนี้ ขณะที่เขากำลังเดินหาแครอทเพื่อนำกลับไปกินเป็นอาหารเย็น จู่ๆเยี่ยซิวก็เข้ามาตะปบแล้วกดเขาลงกับพื้นพร้อมประกาศก้องว่าวันนี้แหละจะกินเขาให้ได้

นี่มันใช่หรือ! นี่มันใช่รึเปล่า! อีกฝ่ายคือแมวนะ แมวที่ไหนเป็นผู้ล่าบ้างเล่า!?

ตอนที่เขายังถูกเลี้ยงในบ้านไม่ได้ถูกนำมาปล่อยที่ป่า พวกแมวเพื่อนบ้านของเขาน่ารักจะตาย นิสัยดีสุดๆว่างๆก็ชอบเอาของกินมาให้เขาเสมอ

ตะ..แต่แมวเยี่ยซิวนี่อะไร!? ถึงจะมีฉายาว่าแมวเถื่อน แต่แมวก็คือแมวไม่ใช่เหรอ!?

ยิ่งมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายหลานเหอก็ยิ่งอยากร้องไห้ ภาพแมวเพื่อนบ้านผู้แสนดีถูกภาพตรงหน้าลบออกไปจากหัวจนหมดสิ้น

อ่า… นี่เขาจะตายเพราะถูกแมวกินหรือ กระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่ายังตายเท่กว่าเขาตั้งเยอะ!

“ทำไมจะล่าไม่ได้ล่ะ ในเมื่อกระต่ายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกกินมาตั้งนานแล้วนี่น่า” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบกลับมาทำเอาหลานเหอหน้าหงิก

“แต่คุณเป็นแมวนะ! แมวที่ไหนกินกระต่าย!!”

“เฮ้อ… เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน” เยี่ยซิวลูบหัวเขาเบาๆ “คุณไม่รู้หรือว่าแมวกับเสือเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน”

“รู้สิ!”

“แล้วเสือก็กินกระต่ายถูกไหม?”

“…” ก็ถูก หลานเหอแอบพยักหน้าพร้อมกับรู้สึกว่ามือที่ลูบหัวเขาอยู่เริ่มเลื่อนลงต่ำเรื่อยๆ ปลายนิ้วร้อนแตะบนลำคอพลางลูบไปมาแผ่วเบา ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบไปทั่วร่างกระต่ายน้อย หลานเหอคิดจะกระถดตัวหนีแต่ไม่ทันจะได้ขยับเยี่ยซิวก็ก้มตัวลงมากระซิบเสียงแหบพล่า

“ก็เกออยากกินเสี่ยวหลาน… มันก็ไม่ผิดอะไรนี่นา”

“ตะ..แต่ว่า  อื้อ!”

หลานเหอสะดุ้งเฮือก ลำคอถูกขบกัดจนเจ็บแปลบ จมูกรับรู้ถึงกลิ่นคาวเลือดลอยออกมาจางๆปลุกความคิดที่ว่าจะถูกกินทำเอาร่างเกร็งสั่นระริกไปทั่วทั้งตัว เยี่ยซิวค่อยๆเลียกินของเหลวสีแดงที่ไหลอาบลำคอระหงพร้อมดูดเม้นจนผิวขาวแต่งแต้มไปด้วยรอยสีกุหลาบ มือสองข้างเริ่มลงต่ำปลดชุดหลานเหอออกเผยให้เห็นผิวเนียนไร้ตำหนิ

“อ๊ะ!!”

ปลายนิ้วเรียวพรมลูบไล้ไปทั่วร่างเปลือยเปล่าปลุกเร้าอารมณ์วาวหวิวจนหลานเหอบิดเกร็ง ไหนจะลิ้นที่ดูดเม้มไปทั่ว ไหนจะมือที่บดคลึงไปทุกส่วนทำเอาหลานเหอน้ำตาคลอ ความรู้สึกแปลกๆที่เขาไม่เคยรู้สึกสร้างความปั่นป่วนให้กับร่างกาย

ทั้งรู้สึกดีจนแทบบ้า และทรมานจนแทบบ้า

ร่างกายไร้เดียงสาถูกกระตุ้นจนเรื่อแดงร้อนรุ้มไปทั้งตัว

“อ๊า…!! ยะ..หยุดนะ!” กระต่ายน้อยหวีดร้อง จู่ๆหางตัวเองก็ถูกกระตุก แมวตัวโตลูบหางเขาไปมาก่อนที่ริมฝีปากจะขบกัดเบาๆบนหูยาวที่เขาใช้ปิดหน้าตัวเองไว้ อีกฝ่ายกัดหูเขาแล้วดึงให้เขาเผยใบหน้า

หลานเหอช้อนตามองอีกฝ่ายดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำ “คุณจะกินผมจริงๆหรือ?”

ภาพตัวเองกำลังจะกลายเป็นเศษเนื้อทำเอาหลานเหอน้ำตาร่วงเผาะๆ แต่แทนที่เยี่ยซิวจะสงสาร หลานเหอกลับได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆพร้อมกับเสียงตอบหนักแน่นว่า “กิน”

ฮือ… แมวนิสัยไม่ดี

ราวกับยืนยันคำตอบอันโหดร้าย ริมฝีปากเยี่ยซิวขยับลงครอบครองตุ่มสีอ่อนชูชันตรงแผ่นอก ฟันคมๆดูดดึงขบกัดเบาๆปลุกเร้าจนเปียกชุ่ม ส่วนมือข้างที่ไม่ได้เล่นหางปุยก็ขยับลงต่ำกว่าเดิมเข้ากอบกุมแก่นกายร้อนผ่าวแข็งคัด รูดขึ้นลงจนสิ่งนั้นแข็งคัดยิ่งกว่าเดิม ปลายนิ้วกระต่ายน้อยจิกพื้นหญ้าข้างตัวระบายอารมณ์เสียวซ่าน

“อ๊ะ…อ๊า… อื้อ!”

เยี่ยซิวฉวยจังหวะที่หลานเหอกำลังไม่สนใจสิ่งอื่นขยับนิ้วส่งเข้าเบิกทางช่องทางด้านหลังใต้ปุยหางสีขาว แม้เขาจะพยายามเบามือแต่หลานเหอกลับสะดุ้งเฮือกผวากอดเขาแน่นด้วยความเจ็บ

“ไม่กินได้ไหม” หลานเหออ้อนวอนเสียงสั่น

“แต่เกอหิวมาก เสี่ยวหลานทรมานเกอลงเหรอ?” เยี่ยซิวอุ้มอีกฝ่ายนั่งตักทั้งๆที่นิ้วยังไม่ขยับเคลื่อนออก

“ตะ.. อ๊ะ.. แต่มันเจ็บ”

“แต่เกออยากกิน”

“แต่… แต่ถ้าผมถูกกินผมก็ตายสิ!” หลานเหอโวยวายใส่พร้อมทุบมือลงไปบนบ่าเยี่ยซิว ทว่าผลการขยับตัวกลับทำให้ปลายนิ้วที่คั่งค้างด้านหลังขยับลึกเข้าไปอีกจนกระทบจุดอ่อนไหว ใบหน้ากระต่ายน้อยแดงก่ำ ขบริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียง

“ไม่ตายหรอก เกอสัญญา” เยี่ยซิวจูบขมับชื้นเหงื่อพลางกระซิบปลอบ “เสี่ยวหลานคนดี จำเกอไม่ได้หรือ เกอจะทำให้ผู้มีพระคุณตายได้ยังไง เกอจะทำให้เสี่ยวหลานรู้สึกดีต่างหาก”

“เราเคยเจอกัน?” หลานเหอเอียงคอถามอย่างสงสัย

“อืม…” เยี่ยซิวรีบส่งนิ้วเข้าไปเพิ่ม อ้อมแขนกอดกระชับร่างเล็กให้เข้ามาแนบชิดอีก “ถ้าเสี่ยวหลานเลิกทรมานเกอ เกอจะเล่าให้ฟัง โอเคไหม?”

“ผมจะไม่ตายแน่นะ?” ภาพตัวเองกลายเป็นกองกระดูกยังคงอยู่ในหัวหลานเหอ

“เกอสัญญา”

“กะ..ก็ได้”

สิ้นคำร่างสูงพลันยิ้มร่า เพิ่มจำนวนนิ้วขึ้นเป็นสามนิ้ว..สี่นิ้ว ขยับหมุนวนดึงเข้าดึงออกเป็นจังหวะ แล้วเร่งจังหวะขึ้นเร็วอีก หลานเหอบดเบียดสะโพกตอบรับโดยไม่รู้ตัว

“อ๊ะ..อ่า..” ปลายนิ้วกระต่ายจิกแน่นบนบ่าแกร่ง เยี่ยซิวจรดริมฝีปากบนผิวขาวนุ่มขบกัดฝากรอยฟันไปทั่วทุกที่ที่เคลื่อนผ่าน ส่วนมือด้านล่างก็ฟ้อนเฟ้นเอ็นดูแก่นกายเล็กปลายยอดชุ่มเปียก

ยิ่งลมหายใจหลานเหอหอบกระชั้น ปลายนิ้วแมวยิ่งเร่งจังหวะ

ทว่าอีกเพียงนิดจะถึงฝั่งฝัน มืองสองข้างที่ปรนเปรอความปรารถนากลับหยุดกระงักกระชากสติที่เกือบขาวโพลนของหลานเหอให้กลับมา

คนที่ถูกทำให้อารมณ์ค้างมองอีกฝ่ายด้วยความตัดเพ้อปนไต่ถาม ก่อนจะรีบเสหลบสายตาที่มองตรงมาราวอยากกลืนกินไปทั้งตัว หลานเหอหน้าแดงก่ำร้อนวูบวาบไปทั่วเขินอายกับสายตาคู่นั้น

เยี่ยซิวดันร่างเล็กบนตักให้นอนราบลงกับพื้นหญ้า จากนั้นปลดชุดตัวเองออกเผยให้เห็นความปรารถนาใหญ่โตที่จุดกึ่งกลางด้านล่าง

หลานเหอเลื่อนสายตาไปมองหน้ายิ่งแดงก่ำกว่าเก่า เยี่ยซิวหัวเราะขบขันในลำคอ อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงขบปลายหูสีขาวฟู

“เสี่ยวหลาน…เป็นของเกอนะ” ร่างสูงกระซิบอ้อนเสียงแหบพร่าพร้อมยกขาเรียวขึ้นให้แนบข้างสะโพกตัวเองแล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาแนบชิด ก่อนสอดแทรกความปรารถนาเข้าไปในช่องทางคับแคบ

“อ๊า!!!” หลานเหอหวีดร้องลั่น ขนาดที่ใหญ่กว่านิ้วมือที่ถูกถอนออกสร้างความเจ็บแปลบจนร่างกายคล้ายถูกแยกเป็นสองส่วน เยี่ยซิวรีบก้มลงพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานชื้นเหงื่อพร้อมกับขยับกายส่งตัวเองเข้าไปในส่วนลึกให้ลึกมากกว่าเดิม

จากนั้นก็ถอดออกช้าๆแล้วย้ำแน่นลึกเข้าไปยิ่งกว่า และยิ่งกว่าเดิมมากขึ้นอีกในครั้งถัดๆมา

ร่างหลานเหอสั่นระริก ทุกๆการขยับเข้าออกแม้จะเชื่องช้าทว่าหนักแน่นสร้างความทรมานปนวาบหวิว อีกใจก็อยากให้คนด้านบนหยุด แต่อีกใจก็อยากให้การกินนี้ดำเนินต่อไป

ที่กระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่าตายเป็นเพราะการกินนั้นสร้างความปั่นป่วนจนร่างกายเกินรับไหวหรือไม่

เพราะการถูกกินแบบนี้มัน…

หลานเหอไม่อยากถูกกินจนตาย แต่ร่างกายก็สุขสมตอบสนองอีกฝ่ายอย่างควบคุมไม่ได้

“อึก!!” ช่องทางคับแคบอ่อนนุ่มอุ่นร้อนบีบรัดแก่นกายเยี่ยซิวแน่นจนเขาต้องขบกรามตัวเองห้ามไม่ให้ทำตามใจอยากเร่งจังหวะกระแทกเข้าไปสุดแรงอย่างใจคิด แมวหนุ่มจูบซับหยาดน้ำที่หางตาของกระต่ายด้านล่างพร้อมพูดปลอบประโลมให้อีกฝ่ายหายเกร็ง เสียงอ่อนโยนพูดกล่อมปลอบจวบจนร่างเล็กหายสั่นด้วยความเจ็บเปลี่ยนเป็นเสียงครางหวานหูเขาถึงได้ถอนหายใจ

“อ่ะ.. อือ!” หลานเหอบดเบียดร่างกายเข้าหา ทั้งในหัวทั้งในหูอื้ออึง สองมือปัดป่ายไปทั่ว ฝ่ามือเล็กสัมผัสผ่านแผ่นอกเยี่ยซิวโดยไม่รู้ตัวจุดไฟอารมณ์ให้เยี่ยซิวลุกพรึบโหมแรงกว่าเดิม แมวหนุ่มหลุดเสียงคำรามปรามมือซนเบาๆแต่อีกคนด้านล่างไม่สนใจเลย

ปลายเล็บกระต่ายน้อยจิกผิวแมวด้านบนระบายอารมณ์เสียวซ่าน แต่กลับจะทำให้ตัวเองเสียวซ่านมากขึ้นอีก

“เสี่ยวหลาน…” เยี่ยซิวขบกรามแน่น มือสวยยกขาเรียวขึ้นพาดบ่า โน้มตัวก้มจูบหน้าผากแดงซ่านของกระต่ายน้อย “ถ้าซุกซนไปทั่วได้อย่างนี้ งั้นเกอไม่เกรงใจแล้วนะ”

สิ้นคำ จังหวะเนิบช้าก็แปรเปลี่ยนเป็นโหมกระหน่ำ

“อ๊า! ยะ..อ่า ช้าหน่อย อ๊า..” ร่างกระต่ายน้อยบิดเร้าสะท้านหอบ ทั้งเสียงครางเสียงร้องห้ามปนกันไปมั่ว “อือ! ผะ..ผมไม่ไหวแล้ว”

“ไม่ไหวยังไงหืม?” เยี่ยซิวหยุดขยับตัว เลื่อนปลายนิ้วไปแตะส่วนที่เชื่อมต่อพวกเขาไว้ด้วยกันพลางยิ้มพราย “ตรงนี้ของเสี่ยวหลานยังโอบรัดเกอไม่ยอมปล่อยเลย ไม่ไหวตรงไหน”

“มัน… รู้สึกดีเกินไป” หลานเหอช้อนตามองตอบทั้งน้ำตานองหน้า ไม่รู้ว่าตัวเองร้องเพราะเจ็บหรือร้องเพราะไม่รู้จะจัดการความร้อนรุ่มนี้ยังไง “ถ้ารู้สึกดีมากกว่านี้ผมตายแน่ คะ..คุณบอกว่าจะไม่ให้ผมตายไม่ใช่หรือ”

หลานเหอน้ำตาร่วงเผาะ

ผึ่ง!! สติเยี่ยซิวขาดสะบั้น เส้นความอดทนกระจุยกระจาย

“อ๊า อ๊ะๆๆ”

ร่างสองร่างขยับเข้าหากันแทบจะรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานร้องกระชั้นตามจังหวะการรุกไล่ที่ทั้งรัวเร็วทั้งยาวนานจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ หลานเหอโอบมือกอดรัดร่างด้านบนจนแผ่นหลังอีกฝ่ายเป็นรอยแดง เรียวขาสั่นระริกอาบไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นที่ปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

แม้เขาจะเหนื่อยหอบจนแทบสลบแต่เยี่ยซิวก็ยังไม่ปล่อยเขา

ท่ามกลางความพร่ามัวร้อนแรงรุ่มร้อนของอารมณ์ ความคิดที่ว่ากระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่าตายเพราะการกินนั้นสร้างความปั่นป่วนจนร่างกายเกินรับไหวหรือไม่ กลับเข้ามาในหัวหลานเหออีกครั้ง

“เสี่ยวหลานของเกออร่อยจัง…” เยี่ยซิวกระเสียงพร่าพร้อมขยับตัวสอดแทรกลึกเข้าอีก “ให้กินตลอดชีวิตก็ยังได้เลย”

ตาย… ตายแน่ๆ

หลานเหอโอดครวญในใจทั้งๆที่ร่างกายตอบสนองอีกฝ่าย

การที่กระต่ายในเรื่องเล่าตายเป็นเพราะร่างกายรับความสุขสมนี้ไม่ไหวแน่ๆ การถูกกินนี่ทำให้ตายได้แน่นอน

…รวมถึงเรื่องที่ห้ามไม่ให้อยู่ใกล้แมวเถื่อนเยี่ยซิวของซุนอี้เหล่าก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแน่นอนเหมือนกัน