AU QZGS : : เหมันต์ยามสารทฤดู 1 [ เยี่ยหลาน ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  อี๋เยี่ยจือชิว x หลานเฉียวชุนเสวี่ย

Note:                      AU ที่จริงอี๋เยี่ยจือชิวควรจะเท่ๆแต่ทำไมออกมานิสัยพี่เยี่ยถึงปนๆมาด้วยหนอ

 

หิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้าช้าๆค่อยๆปกคลุมทับถมบนหลังคาเรือนน้อยกลางป่าราวกับต้องการให้เรือนหลังน้อยกลมกลืนซ่อนเร้นไปกับฉากหลังขาวโพลนของป่ายามเหมันตฤดู ในยามใกล้รุ่งทั่วทุกบริเวณล้วนเงียบสงัดมีเพียงสายลมหนาวพัดผ่านสร้างบรรยากาศหนาวเหน็บหวีดหวิวฟังดูน่าหวาดกลัว

แต่หากมองอีกมุม ที่นี่ก็เป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นดี…

เวลาเคลื่อนคล้อย แสงอรุณแรกสาดส่องให้ความอบอุ่นจางๆกับผืนป่า ทุกๆที่พลันราวกับตื่นจากห้วงความฝันอันเชื่องช้า แสงแดดส่องกระทบหิมะก่อเกิดประกายระยับพาให้คนที่กำลังนั่งรอคอยแสงแรกของตะวันอยู่ข้างหน้าต่างพลันขยับยิ้ม

“เช้าแล้วนะ หลานเหอ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดอย่างดีใจพลางลูบหัวนกชีคคาดินามหลานเหอนกจากแดนหนาวที่เกาะอยู่บนมือตัวเอง เจ้านกตัวน้อยไซหัวถูไถกับมือขาวเนียนคล้ายจะออดอ้อนเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากภูติเหมันต์หนุ่ม

“ก็ได้ๆ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยขยับตัวลุกขึ้นพลางส่ายหัวเบาๆด้วยความอ่อนอกอ่อนใจราวกับรู้ความต้องการของเจ้าตัวน้อย หลานเหอร้องเสียงเล็กกางปีกพรึบโผล่บินไปบินมาวนรอบตัวภูติหนุ่มแถมยังแอบดันตัวเบาๆให้เร่งเดินไปทางประตู

ยามเมื่อเปิดม่านประตูออก สิ่งแรกที่ได้เห็นคือป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลน หากแต่แสงแดดที่สาดส่องกลับสดใสเกินจะเป็นแดดในฤดูหนาว หิมะใหม่ยังคงโปรยโปรยจากฟ้าไม่ขาดสายกระทบกับแสงตะวันก่อเกิดเป็นคล้ายคล้ายหยาดฝนดวงดาว

หลานเฉียวชุนเสวี่ยยื่นมืออกไปสัมผัสหิมะ ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะเดินออกจากเรือนหลังน้อยตรงไปยังแท่นหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกๆก้าวที่เดินผ่านล้วนทิ้งรอยเท้าจมลึกบ่งบอกถึงความหนาของหิมะที่ตกลงมาทับถม

เมื่อนั่งลงบนแท่นหินแล้วภูติเหมันต์ก็หยิบขลุ่ยหยกมรกตเลาเล็กสีเขียวอ่อนขึ้นมาจรดริมฝีปาก หลานเหอที่กำลังบินวนไปมาพลันบินมานั่งบนตักของเจ้าของอย่างสงบเสงี่ยม สายลมหนาวพัดมาคลอเคลียร่างโปร่งเพรียวพัดชายแขนเสื้อให้พลิ้วไหวราวลอยล่องอยู่ในสายธาร แสงอาทิตย์ทอแสงส่องเครื่องประดับผมลายไม้ใบสีส้มให้ดูโดดเด่นอยู่บนเรือนผมยาวสีฟ้ามัดรวบสูง

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหลับตาลงช้าๆ เสียงขลุ่ยเริ่มบรรเลงเพลงแว่วหวานดังก้องไปทั่วทั้งป่า ปลุกเอาความทรงจำเมื่อวันวานที่ชวนคิดคำนึงถึงให้กลับมาในห้วงความคิด

อี๋เยี่ยจือชิว… ท่านจากไปนานเท่าไหร่แล้วหนอ

เมื่อคืนนี้… คืนวาน… คืนก่อน… และคืนก่อนหน้านี้อีกนับไม่ถ้วน ข้าได้ฝันถึงท่านอีกแล้ว

…ท่านยังจำเรื่องราวของภูติเหมันต์ที่ท่านพบเจอใต้ต้นสนอย่างข้าได้อยู่หรือไม่?

ครานั้นที่ได้พบท่านในแดนเหมันตฤดูหลานอวี่ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นแสงแดดกระทบกับเกล็ดหิมะ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นคนจากแดนสารทฤดู และจากนั้นก็เป็นยังครั้งแรกที่หัวใจข้าเต้นรัวยิ่งกว่าการได้เห็นประกายแสงจากเกล็ดหิมะ…

บทเพลงจากขลุ่ยหวานนุ่มหูหากใจคนเป่ากลับสั่นคลอนเปลี่ยนเพลงหวานให้กลายเป็นเศร้าจับใจ

…วันที่พบกับอี๋เยี่ยจือชิวครั้งแรก วันนั้นหลานเฉียวชุนเสวี่ยกำลังตะเวนเดินเล่นไปทั่วป่าแดนหนาว แม้จะอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่มาตั้งแต่เกิด แต่ทุกๆวันเขาก็ยังชอบที่จะออกตะเวนไปทั่วอยู่ดี โดยเฉพาะบริเวณเขตรอยต่อระหว่างแต่ละอาณาจักร

บนแผ่นดินนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมดหกอาณาจักร แต่ละอาณาจักรต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกันนั่นคือหนึ่งดินแดนหนึ่งฤดูกาล หลานเฉียวชุนเสวี่ยอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่แดนเหมันตฤดู ข้างๆกันคืออาณาจักรซิงซินแดนสารทฤดู

หลานอวี่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนแทบไร้สีสันอื่น ซิงซินเต็มไปด้วยต้นไม้หลากสีสันกระทบกับแสงแดดอบอุ่นกำลังดี

ภูติเหมันต์ที่ยืนอยู่บนกิ่งสนขนาดใหญ่เหม่อมองออกไปยังดินแดนสารทฤดู แม้เขาจะอยากออกจากอาณาเขตหลานอวี่ไปเยือนซิงซินสักครั้งแต่เขาก็ทำไม่ได้ ว่ากันว่ามีเพียงผู้มีพลังสูงเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวข้ามเส้นกั้นแดน

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเป็นแค่ภูติน้อยตำแหน่งไม่ใหญ่ไม่โตมากนักในหลานอวี่มีหรือจะสามารถเดินผ่านกำแพงล่องหนนั่นได้ แถมลองแล้วยังโดนพลังดีดกลับจนเจ็บตัวนอนซมให้ชุนอี้เหล่าดูแลอีกเกือบเดือน

ภูติเหมันต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนกระโดดลงจากกิ่งสนลงมายืนบนพื้น สายตาสอดส่องหาเจ้านกตัวน้อยเพื่อนคู่ใจหลานเหอที่หนีไปบินเล่นตั้งแต่เขาโดดขึ้นไปยืนมองซิงซินบนกิ่งสนแล้ว

“หลานเหอ! ”

เพียงตะโกนเรียก หลานเหอก็บินร้องเสียงเล็กเข้ามาหา แต่พฤติกรรมนกน้อยที่จิกชายแขนเสื้อของเขาทำให้หลานเฉียนชุนเสวี่ยเลิกคิ้วอย่างงุนงง ร่างน้อยของหลานเหอพยายามออกแรงดึงเขาเหมือนกับจะให้เขาเดินไปที่ไหนสักที่อย่างไรอย่างนั้นเลย

ร่างโปร่งตัดสินใจเดินตามแรงดึงอันน้อยนิดของนกน้อย ลัดเลาะไปตามแนวป่า เมื่อมือเรียวปัดพุ่มไม้ที่สุ่มกันแน่นออกก็ต้องผงะกับภาพที่หลานเหอพามาเห็น…

นะ..นั่นมัน คนต่างแดน!?

ตรงหน้าบนพื้นกลางกองหิมะหลังพุ่มไม้มีร่างในชุดเกราะนอนฟุบอยู่ ผ้าคลุมสีแดงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหิมะขาวทำให้มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นพวกต่างแดน พวกเขาชาวหลานอวี่ไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าสีอื่นนอกจากสีขาวกับสีฟ้า

“หลานเหอ! ไปตามชุนอี้เหล่ามาเร็วเข้า! ” เสียงหวานกระโกนอย่างปกปิดความตะหนกไม่มิด ในหัวความคิดวิ่งวุ่นไปมา

คนๆนี้ผ่านเขตกั้นมาได้อย่างไร?

ศัตรู? หรือแค่ผ่านทางมา? ตะ..แต่ยังไงก็ต้องรายงานชุนอี้เหล่าให้รู้

อันตราย!

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหักกิ่งไม้ใกล้มือมาถือไว้ต่างดาบ ก่อนสั่งให้หลานเหอไปตามชุนอี้เหล่าอีกครั้ง แต่เจ้านกน้อยกลับไม่ฟังคำสั่งบินตรงไปเกาะบนตัวของคนต่างแดนบนพื้นพลางร้องเรียกเขาให้เข้าไปใกล้ แม้หลานเหอจะส่งเสียงดังป่านนี้แต่คนต่างแดนก็ไม่มีทีท่าจะขยับตัวเลยแม้แต่น้อย

เขาเอียงคอหน่อยๆ หรือว่าการผ่านเขตแดนจะทำให้คนตรงหน้าตายเสียแล้ว?

ไวเท่าความคิด ภูติเหมันต์ค่อยๆเข้าใกล้ร่างบนพื้นหิมะอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งถึงระยะที่กิ่งไม้ในมือจะยื่นถึงก็ออกแรงใช้ไม้เขี่ยร่างนั้นอย่างแรง

“ไม่รู้สึกตัวจริงๆด้วย”

แม้จะแน่ใจแล้ว แต่มือก็ยังไม่หยุดขยับ เขี่ยไปเขี่ยมาจมูกพลันได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาจางๆกับสายลม เขาขยับตัวเข้าใกล้พลางทรุดตัวคุกเข่าลงข้างร่างนั้นใช้ไม้แตะๆสำรวจร่างบนพื้นไปทั่ว ยืนมือออกไปพลิกร่างที่นอนคว่ำให้หงายตัวขึ้นเพื่อสำรวจเพิ่มเติม บนเกราะของอีกฝ่ายมีรอยเลือดอาบอยู่จนแดงฉานน่ากลัวว่าจะมาจากบาดแผลฉกรรจ์

มโนธรรมถูกปลุกให้ตื่น ถ้าหากคนๆนี้ยังไม่ตายแค่สลบไปเพราะบาดแผลเฉยๆแล้วเขาทิ้งอีกฝ่ายเพื่อไปเรียกชุนอี้เหล่ามา อีกฝ่ายจะตายเพราะเขาไม่สนใจไหมหนอ

ยังไงพิสูจน์ว่าตายหรือไม่ตายก่อนล่ะกัน

ตัดสินใจเสร็จสับ หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็โน้มตัวแนบหูบนแผ่นอกอีกฝ่ายหมายจะฟังเสียงเต้นของหัวใจ แต่เกราะที่หนาเกินไปทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย ภูติเหมันต์ขยับตัวขึ้นคิดจะยกนิ้วขึ้นอังจมูกใบหน้าคมคายตรวจสอบลมหายใจ แต่เพียงแค่ขยับตัวจู่ๆคนที่สลบอยู่ก็จับข้อมือเขาที่กำลังจะแตะบนปลายจมูกทันควัน

“ปะ..ปล่อยนะ! ”

หลานเฉียวชุนเวี่ยสะดุ้งสุดตัว ทว่าคนที่พึ่งลืมตาตื่นกลับคลี่ยิ้มบางๆขยับปากพูดเสียงแผ่วว่า “เจอแล้ว”

จากนั้นชั่วพริบตา ภูติเหมันต์ก็ถูกอีกฝ่ายรั้งตัวโน้มจรดริมฝีปากขึ้นทาบทามช่วงชิงเอาจุมพิตแรกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว สัมผัสละมุนอุ่นร้อนส่งผ่านสัมผัสผะแผ่วราวถูกปีกผีเสื้อสัมผัสตรงที่ถูกจูบทำให้หลานเฉียวชุนเสวี่ยอุ่นวาบไปทั้งร่าง

โดยที่ไม่มีใครสังเกต… อากาศบริเวณรอบๆทั้งคู่พลันอุ่นขึ้น หญ้าสีส้มแดงปรากฏบนพรมหิมะเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี หลานเหอร้องเสียงแหลมบินรอบต้นหญ้าอย่างอารมณ์ดี

แต่แล้วเมื่อจูบละมุนสิ้นสุด หิมะก็โปรยปรายลงทับถมต้นหญ้าแปลกสีเหล่านั้นให้จมใต้สีขาวโพลนอย่างเงียบงัน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ ลมหายใจคล้ายขาดห้วงลง ปลายนิ้วยกขึ้นแตะตรงริมฝีปากตัวเองลูบไปมาโดยไม่รู้ตัวพลางจับจ้องคนที่สลบไปอีกครั้งตรงหน้าอย่างไม่วางตา

แม้ภายนอกภูติเหมันต์จะยังดูสงบ แต่ในหัวคล้ายกับถูกเวทมนตร์ชุดใหญ่ระเบิดบึ้มไปนานแล้ว

มะ..เมื่อกี๊เขาถูกจูบหรือเปล่า ตะ..แต่ว่า

“จะ..เจ้า! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ! ” เขาตะโกนก้อง แต่จะเอาอะไรกับคนที่สลบไปแล้ว ใบหน้าคมคายนั่นยังคงปิดเปลือกตาสนิท ไม่รับรู้ถึงความว้าวุ่นกระวนกระวายของเขาจากการกระทำที่ทั้งอุกอาจและบังอาจนั่นเลยแม้แต่น้อย

จวบจนท้ายที่สุด หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ถอนหายใจยาว ลุกขึ้นลากเอาร่างคนต่างแดนที่หมดสติไปตามพื้นหิมะทำตามความตั้งใจในส่วนมโนธรรมที่ว่าหากคนๆนี้ยังไม่ตายจะพาไปรักษาตัวก่อนค่อยไปบอกชุนอี้เหล่า

เฮ้อ… ที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจะลากตัวอีกฝ่ายไปกับพื้นหรอกนะ แต่คนๆนี้หนักเกินไปจนเขาจะแบกไหวต่างหาก อีกอย่างลากไปกับพื้นแบบนี้ก็สะดวกดี… สะดวกดีเฉยๆ

การแก้แค้นเล็กๆน้อยอย่างเผลอทำให้คนสลบชนกิ่งไม้หรือก้อนหินก้อนเล็กๆน้อยๆบ้างเขาไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด

จริงๆนะ

ภูติเหมันต์ฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงนกน้อยคู่ใจออกแรงกระชากร่างในชุดเกราะลากไปตามพื้น จุดหมายคือบ้านเล็กหลังน้อยฐานลับของเขากลางป่าริมชายแดน

…สามวันหลังจากนั้น จากที่ทุกๆวันหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะไปยืนดูแสงอาทิตย์กระทบใบไม้ของแดนซิงซินบนกิ่งสนก็เปลี่ยนมาคอยดูแลคนเจ็บในบ้านเรือนน้อย ฐานลับส่วนตัวที่ชุนอี้เหล่าสร้างไว้ให้เพื่อเผื่อใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน… ซึ่งไม่เคยฉุกเฉินสักครั้งจนกระทั่งเขาได้พบกับคนต่างแดนในชุดเกราะนี่

มือขาวเนียนลูบชุดเกราะส่วนอกที่เขาถอดออกจากร่างคนต่างแดนอย่างสนอดสนใจ เพื่อการรักษาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอดชุดเกราะหนักๆนี่ออก และเพื่อการระมัดระวังเผื่อว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาชุดเกราะเหล่านี้ออกมาพิจารณา

อืม… ถึงจะดูหนักๆ แต่ก็ยังมีความอบอุ่นขนาดอยู่ในแดนหิมะเกราะนี่ก็ยังอุ่นมืออยู่เลย

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเคาะเกราะดังก้องๆ ปลุกคนที่กำลังหลับใหลบนเตียงด้านหลังให้ฟื้นตื่น

“เกราะของข้ามันน่าสนใจมากหนักหรือ?” เสียงแหบแห้งจากการขาดน้ำเปรยขึ้นเบาๆแต่ก็ทำเอาภูติเหมันต์สะดุ้งโหยงผุดตัวลุกยืนกระถดตัวเองถอยห่างจากเตียงนอนที่มีคนเจ็บนอนอยู่อย่างรวดเร็ว

ท่าทางราวกระต่ายตื่นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆหลุดจากลำคอคนมองซึ่งโดนกรรมตามสนองทันทีเนื่องจากคอแห้งจนสำลัก

“แค่กๆ ขอน้ำหน่อยได้ไหม?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบรินน้ำให้ เสร็จแล้วก็พุ่งตัวกลับมายืนริมประตูกอดเกราะแนบอกราวกับจะซ่อนตัวเองใต้เกราะเหมือนเดิม

ยิ่งมองดวงตากลมโตที่กระพริบปริบๆบวกกับท่าทางของคนแดนหนาวที่ราวกับจะพุ่งตัวออกจากบ้านไปทุกเมื่อหากเขาขยับตัว คนเจ็บยิ่งอยากหัวเราะ หลังกินน้ำแล้วเขาก็แนะนำตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล

“ข้าชื่ออี๋เยี่ยจือชิว… แม่ทัพของซิงซิน”

“จะ..เจ้ามาจากซิงซิน?”

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้า

“ศัตรูรึ? เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไง ซิงซินเป็นดินแดนแบบไหนกัน พระอาทิตย์ที่นั้นสวยมากกว่ามองจากที่นี่นไหม? ไม่สิๆ! เจ้ามาหลานอวี่ทำไม จะก่อสงครามงั้นเหรอ!?” ภูติเหมันต์ถามรัวแถมยังสลับความสำคัญกันมั่ว หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดจบก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าอย่างไรชอบกลเลยเงียบครู่หนึ่ง

เอาเรื่องไปบอกชุนอี้เหล่าดีไหมนะ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่ได้บอกชุนอี้เหล่าเรื่องคนต่างแดนนี่เลย

ตะ..แต่ก็อยากรู้ว่าหากต้องการข้ามแดนจะต้องทำยังไงด้วย

เอาไงดีๆ

ปลายนิ้วเคาะเกราะดังก้องๆเป็นจังหวะพลางใช้ความคิด แม้เจ้าตัวพยายามปกปิดความรู้สึก แต่สีหน้าลังเลแล้วลังเลเล่ากลับอยู่ในสายตาของอีกคนโดยตลอด แม่ทัพแดนสารทฤดูคลี่ยิ้มบางๆปนเอ็นดูหลายส่วนขณะมองร่างโปร่งริมประตู

แม้อี๋เยี่ยจือชิวอยากจะเอ่ยหยอกอีกฝ่าย แต่เขาก็นิ่งเงียบแล้วมองคนๆนั้น

ในที่สุดก็ได้เจอ…

“เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไงกัน?” ในที่สุดหลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าคำถามไหนสำคัญที่สุด หลอกเอาข้อมูลเสร็จค่อยส่งให้ชุนอี้เหล่า อืม! ความคิดนี้ยอดเยี่ยมที่สุด!

ดวงตากลมโตมองคนต่างแดนอย่างรอคอย

อี๋เยี่ยจือชิวคล้ายเห็นหางกระต่ายสั่นดุกดิกอยู่ด้านหลังอย่างไรอย่างนั้น ท่านแม่ทัพพยายามกลั้นยิ้มสุดความสามารถตีหน้านิ่งพูดเสียงเบา

“มานี่สิ” ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมขยับห่างจากประตู จนเขาต้องพูดขึ้นอีกรอบ “เสียงข้าแห้งขนาดนี้เจ้าคงไม่ใจร้ายให้ข้าตะโกนหรอกใช่ไหม? แค่กๆ”

นอกจากปลายประโยคจะหรี่เสียงลงเบาจนแทบใจหายอี๋เยี่ยจือชิวยังไอโขลกจนตัวโยนเพิ่มความน่าสงสาร คนฟังรีบขยับตัวเข้ามาดูแลให้คนเจ็บนอนลงกับเตียงด้วยอารามตกใจ กว่าหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะรู้ว่านี่เป็นกับดักก็ตอนที่เขากำลังจะผละตัวออกอีกฝ่ายกลับพลิกตัวกระชากเขาให้ล้มนอนบนเตียงทั้งยังขึ้นทาบทับบนร่างกักกันไม่ให้เขาขยับตัวหนี

ระยะห่างทั้งคู่เรียกได้ว่าแทบไม่มีช่องว่าง คนหลงกลอ้าปากค้าง

“เจ้ามัน!” คำด่ามากมายวิ่งวุ่นเต็มหัวภูติหนุ่มเต็มไปหมด ทั้งสับปลับ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง หน้าไม่อาย ไม่ๆ ต้องแรงกว่านี่ “เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!”

อ๊ากกก! มันควรจะแรงกว่านี้สิ! แถมอีกฝ่ายยังหัวเราะขบขันไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของเขาอีก

หลานเฉียวชุนเสวี่ยแทบน้ำตานองหน้า

“ภูติเหมันต์ของหลานอวี่… หลานเฉียวชุนเสวี่ย เจ้าอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าข้าข้ามแดนมาได้อย่างไร” คนพูดจงใจพรู่ลมหายใจร้อนระอุใส่คนด้านล่าง กลิ่นอากาศอบอุ่นจางๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปสำหรับภูติเหมันต์ของอี๋เยี่ยจือชิวทำเอาหลานเหอเหมือนถูกดูดสติความนึกคิด

คล้ายล่องลอย… คล้ายสมองขาวโพลน.. คล้ายร่างทั้งร่างจมอยู่ภายในความอบอุ่นอันบางเบาของคนด้านบน

แต่เดี๋ยวนะ!

“เจ้ารู้ชื่อข้า!? ”

“ชื่อของภูติเพียงตนเดียวประจำแดนเหมันต์ไม่ว่าใครก็ต่างรู้มิใช่หรือ”

คนนอกแดนรู้หรือไม่รู้หลานเฉียวชุนเสวี่ยไม่รู้ แต่ภายในหลานอวี่ ตำแหน่งของเขามันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร น่าสงสัย แต่…

“อยู่ใกล้ขนาดนี้พอใจเจ้ารึยัง! บอกมาได้แล้วว่าเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!? ” เสียงหวานตวาดใส่ แม้อ้อมกอดคนตรงหน้าจะอบอุ่นดี.. ตะ..แต่อาการบ้าๆแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อสักครู่นี่เขาไม่ชอบเลยสักนิด แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะแต่ก็ร้ายกาจเกินไป

ไม่ดีๆ

“อยากรู้จริงๆหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ ขยับยิ้มบางเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวเล็กๆตรงมุมปาก วาดฝันว่าตนเองจะได้ออกไปเก็บใบไม้สีแดงกลับมาเล่นกับหลานเหอสักใบสองใบ

แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว

รอยยิ้มภูติเหมันต์ขยับกว้างขึ้น เผยเขี้ยวเล็กสองข้างมากกว่าเดิมจนคนมองรู้สึกเหมือนถูกแมวมาข่วนเกายิบๆที่หัวใจ แทนคำตอบของคำถาม แม่ทัพหนุ่มโน้มตัวลงประทับจุมพิตบนเรียวปากที่กำลังแย้มยิ้ม

เนิ่นนาน… คล้ายเวลาหยุดเดิน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเบิกตากว้างอย่างความตกใจ ปลายลิ้นถูกคนปล้นจูบเกี่ยวกวัดจนแทบลืมหายใจ รสจูบผะแผ่วทะนุถนอมแต่ก็ร้อนอบอุ่นละมุน มือเนียนที่ผลักบ่าคนด้านบนหมดแรงดันจนคล้ายวางแปะเพื่อโอบรั้งคออีกฝ่ายไว้

จุมพิตดำเนินเนิ่นนานคล้ายต้องการเติมเต็มความโหยหาคำนึง จนหลานเฉียวชุนเสวี่ยคิดว่าตัวเองอาจหมดลมหายใจอี๋เยี่ยจือชิวถึงค่อยๆผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง

“จะ..เจ้า!”

ก่อนที่ภูติเหมันต์จะตะโกนไปมากกว่านั้น แม่ทัพหนุ่มรีบพูดดักขึ้น “นี่ไงคำตอบของคำถามจริงๆที่เจ้าอยากจะรู้ จริงๆก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือว่าข้าจะมาได้ยังไง เจ้าอยากรู้ว่าเจ้าจะออกจากแดนหลานอวี่ได้ยังไงมากกว่า ถูกไหม?”

ก็จริง… แต่ว่า “ข้าต้องการคำตอบไม่ได้ต้องการ จะ..จูบของเจ้า!” หลานเฉียวชุนเสวี่ยเช็ดปากตัวเองไปมาจนแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าขาวขึ้นสีเรื่อแดงคล้ายผลไม้สุกฉ่ำหวานชวนให้กัดชิม

“ก็จูบจากข้าไงคือคำตอบ”

“เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!!” เสียวหวานตะโกนด่า แต่ก็เหมือนเดิมคนถูกว่าไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวทำหน้าจริงจังราวกับการจุมพิตนั่นไม่ใช่การปล้นจูบหน้าด้านๆ

อี๋เยี่ยจือชิวขยับตัวลุกขึ้นนั่งปล่อยร่างเล็กกว่าให้เป็นอิสระ หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบกระถดพาตัวเองไปติดเตียงอีกฝั่ง ณ จุดที่ห่างไกลจากคนปล้นจูบมากที่สุดทันที แม้หางตาของแม่ทัพหนุ่มจะเห็นกิริยาชวนขันนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หัวเราะ ยังคงยื่นมือไปคว้าเอาเกราะส่วนอกของตัวเองมา กดกลไกที่ถูกซ่อนเอาไว้ในเกราะหยิบเอาของเล็กๆสิ่งหนึ่งที่ซ่อนใต้กลไกนั้นออกมา

เครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงอันหนึ่ง

ภูติเหมันต์มองสิ่งของในมืออี๋เยี่ยจือชิวอย่างสงสัย ก่อนจะสะดุ้งเฮือกขยับตัวหนีกระถดไปอีกมุมเตียงอย่างรวดเร็วเมื่อคนสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ แต่หนีไปไกลแค่ไหนเตียงก็เล็กนิดเดียว มือสวยที่อบอุ่นกว่าคว้าข้อมือหลานเฉียวชุ่นเสวี่ยเอาไว้แน่น

ขยับเข้าหาอย่างเชื่องช้า แต่พอถึงตัวกลับต้อนภูติน้อยจนจมมุม คนถูกต้อนหลับตาปี๋

อี๋เยี่ยจือชิวเสียบเครื่องประดับผมในมือตัวเองลงบนเรือนผมสีฟ้าบริเวณเครื่องรวบผมของอีกฝ่าย

ประทับจูบลงบนนั้น เคลื่อนตัวลงกระซิบข้างหูแดงก่ำ แล้วผละออกมามองหลานเฉียวชุนเสวี่ยที่มีเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงประดับอยู่บนหัว

“ที่เจ้าพูดเมื่อกี๊นี่เป็นความจริงรึ?” ภูติเหมันต์ลืมตาน้ำเสียงปกปิดความดีใจไม่มิด อีกฝ่ายบอกว่าจูบจากคนแดนซิงซินจะสามารถพาคนอื่นข้ามกำแพงกั้นไปแดนสารทฤดูได้ “พิสูจน์สิ”

ภูติหนุ่มเอ่ยต่ออย่างระแวง ชาวเมืองหลานอวี่ไม่เห็นจะมีพลังวิเศษแบบนั้นเลย ทำไมซิงซินถึงมีได้เล่า! ไม่ยุติธรรม!

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้ารับคำท้าพยายามตีสีหน้าให้เป็นปรกติไม่ผุดรอยยิ้มพราย เอื้อมมือหมายจะคว้ามือขาวเนียนของอีกฝ่ายขึ้นมาจูงแต่ดูเหมือนถูกรู้ทันเมื่อฝ่ายนั้นไหวตัวลุกยืนไม่ยอมให้แตะต้อง

แม่ทัพหนุ่มถอนแอบหายใจเบาๆด้วยความเสียดาย ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากเรือนหลังเล็กไปยืนกลางหิมะที่ยังคงโปรบปรายลงมาไม่ขาดสาย

ด้วยการรักษาของเจ้าของเรือนทำให้บาดแผลฉกรรจ์ถูกรักษาจนหายดี แถมเขาก็เป็นพวกแผลหายเร็วอยู่แล้วดังนั้นร่างกายจึงไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น

จวบจนร่างโปร่งเพรียวเดินเต๊าะเตะคล้ายลังล้าลังเลมาหยุดยืนตรงหน้า อี๋เยี่ยจือชิวถึงเอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้ง

“ห้ามหลับตา มองข้า… หมายถึงมองข้างหลังข้าดีๆ” เขาเอื้อมมือโอบเอวคนตรงหน้ามาแนบชิด อีกฝ่ายสะดุ้งคล้ายจะขยับหนีแต่ในที่สุดก็ฝืนใจอยู่นิ่งๆในอ้อมกอดคนโตกว่า ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงบนหน้าผากภูติเหมันต์ช้าๆไล่เรื่อยลงปลายจมูก ข้างแก้ม ปลายคาง ทุกๆที่ที่ความอุ่นร้อนเคลื่อนผ่านหลานเฉียวชุนเสวี่ยรู้สึกว่าจุมพิตนั้นราวกับฝากฝังห้วงความโหยหาคิดถึงของคนตรงหน้าเอาไว้

จวบจนริมฝีปากร้อนเคลื่อนลงมาแตะเรียวปากเขาแผ่วเบาราวผีเสื้อ หิมะที่โปรยปรายรอบๆพลันลอยค้าง สงอาทิตย์แดนหนาวที่เคยทอดแสงหม่นๆแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นนิดหน่อยส่อกระทบเกล็ดหิมะจนราวกับอยู่ท่ามกลางหยาดฝนดวงดาวระยิบระยับ

ปลายหางตาหลานเฉียวชุนเสวี่ยเห็นภาพเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจุมพิตที่เพียงแตะสัมผัสเบาๆจะรุ่มร้อนละมุนจนเขาไม่สามารถละสายตาไปไหนได้นอกจากทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับจุมพิตนี้

ใบหน้าหวานปิดเปลือกตาลงโดยไม่รู้ตัวคล้ายอยากซึมซับช่วงเวลานี้ให้เนิ่นนาน อี๋เยี่ยจือชิวแตะฝ่ามือร่างเล็กแผ่วเบาด้วยความลังเล ก่อนจะกอบกุมมือขาวเนียนเอาไว้ในที่สุด

…ต้นหญ้าสีส้มแดงผลิหน่อก่อเกิดบนแดนหิมะท่ามกลางสีขาวโพลนอีกครั้ง

“กี๊ดดๆ” เสียงแหลมเล็กของหลานเหอดังขึ้นหลังจากบินมาถึงบริเวณอาณาเขตของเรือนหลังน้อยฐานลับของหลานเฉียวชุนเสวี่ย

เสียงนกน้อยเรียกเอาสองคนที่จมอยู่ในห้วงจุมพิตรู้สึกตัวผละออกจากกัน หลานเฉียวชุนเสวี่ยหน้าแดงฉ่า รีบดึงมือตัวเองออกจากมืออีกฝ่ายแล้วละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งก่อนวิ่งออกไปรับหลานเหอที่กำลังบินลงมาจากฟ้า มือที่เริ่มกลับมาเย็นเยือกยื่นออกไปรับนกตัวน้อยให้บินมาเกาะ

สงบใจไว้ๆ

หลานเฉียวชุนเสวี่ยบอกในใจตัวเองซ้ำๆ แต่สายตาที่มองหลานเหอพลันละมุนอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว

อี๋เยี่ยจือชิวมองภาพภูติเหมันต์ที่กำลังกลบเกลือนความเขินอายด้วยการคุยกับนกตัวน้อย มุมปากท่านแม่ทัพขยับยิ้ม ยิ่งมองเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงที่อยู่บนเรือนผมอีกฝ่ายมุมปากเขาก็ยิ่งขยับกว้างขึ้น

ในที่สุดก็ได้เจอ… ในที่สุดก็ได้มอบมันให้กับเจ้า หลานเฉียวของข้า

“อ๊ะ! ถ้าหากจุมพิตจากชาวเมืองซิงซินสามารถทำให้คนแดนอื่นสามารถข้ามไปแดนสารทฤดูได้ แล้วเครื่องประดับผมที่เจ้าให้ข้ามามีพลังอะไรหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยตะโกนถามเจ้าของเครื่องประดับผมเมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“คือเรื่องนั้น…” อี๋เยี่ยจือชิวเหงื่อตก “เครื่องประดับผมนั่นมัน… มันทำให้พลังจุมพิตของคนแดนซิงซินแข็งแกร่งขึ้น”

ข้ออ้างแบบนี้… พอไหวไหมนะ

ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรจนได้ฉายาว่าเทพสงครามกำมือชื้นเหงื่อของตัวเองแน่น

 

 

 

_____________________________________________________________________________________________________________________________

ขอบคุณรูปงามๆสุดแสนดีต่อใจของคุณ @Ichi_ichigo15  ค่ะ ไอเดียของตอนนี้คือภาพนี้ อาจแต่งได้ไม่ดี เซ็ตติ้งไม่ตรง ต้องขออภัยด้วยค่ะ

// ทั้งหมดแค่อยากให้พี่(อี๋)เยี่ย(จือชิว)ได้เห็นน้องภาพนี้เฉยๆ …น้องหลานดีงามเหลือเกิน #กุมใจ

123

 

[AU QZGS ] ต่ายหลานในป่าใหญ่ [ เยี่ยหลาน ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ

Note:                      AU อย่าสนเนื้อเรื่องมันเลย… จริงๆนะ อย่าสนมันเลย (//เอามือปิดหน้า)

 

 

 

กระต่ายป่ามักเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสัตว์อื่นล่าจับกินเป็นอาหารเสมอ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตัว ธรรมชาติจึงมอบสัญชาตญาณการระวังภัยสูงมากให้กับกระต่ายเพื่อจะได้มีชีวิตรอดยามอยู่อาศัยในป่า แต่สัญชาตญาณนั้นก็ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ทั้งการขัดเกลา

ดังนั้นกระต่ายบ้านพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปสีขาวที่พึ่งถูกปล่อยเข้าป่ามาได้ไม่ถึงปีย่อมไม่มีทางรอดพ้นจากคมเขี้ยวของผู้ล่าได้เลย

หลานเหอตัวสั่นเทาขณะช้อนตามองร่างสูงที่คร่อมอยู่เหนือร่างตัวเองอย่างหวาดกลัว เขี้ยวคมสีขาวในปากของอีกฝ่ายวาววับราวกับจะจ้วงกัดเขาในเสี้ยววินาที ยิ่งร่างด้านบนแสยะยิ้มกระต่ายน้อยก็ยิ่งอยากร้องไห้ ในหัวพลันนึกถึงเรื่องกระต่ายถูกเสือกินที่ชุนอี้เหล่าเล่าให้ฟังตอนนั่งกินอาหารเย็นด้วยกันเมื่อวานก่อน

นะ..น่ากลัว

หลานเหอพยายามหดตัวให้เล็กลงทั้งๆที่รู้ดีว่าไม่มีทางหนีจากการกักกันของผู้ล่า ชุนอี้เหล่าเล่าว่าเสือตัวนั้นค่อยๆใช้คมเขี้ยวฉีกเนื้อกระต่ายช้าๆทั้งที่กระต่ายตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็แทะเล็มจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

ร่างด้านบนก็มีเขี้ยวคมเหมือนกัน แต่ว่า…

“คะ..คุณเป็นแมวไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาล่าผมล่ะ?” หลานเหอถามเสียงสั่น แมวตัวโตด้านบนเหนือร่างเขาคือแมวเถื่อนเลื่องชื่อของป่ากลอรี่ นามเยี่ยซิว

ชุนอี้เหล่า ซี่โจวกับเพื่อนพ้องคนอื่นๆต่างก็เตือนเขาว่าให้ระวังแมวเถื่อนเยี่ยซิวเอาไว้ อย่าได้เข้าไปใกล้หรือพูดคุยด้วยแม้แต่พูดแค่ครึ่งคำก็ไม่ได้ ถึงตอนฟังหลานเหอจะสงสัยแต่ท่าทางของทุกคนดูจริงจังราวเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นคำสั่งสำหรับตัดสินอนาคต เขาเลยเชื่อฟังมาโดยตลอด

แต่วันนี้ ขณะที่เขากำลังเดินหาแครอทเพื่อนำกลับไปกินเป็นอาหารเย็น จู่ๆเยี่ยซิวก็เข้ามาตะปบแล้วกดเขาลงกับพื้นพร้อมประกาศก้องว่าวันนี้แหละจะกินเขาให้ได้

นี่มันใช่หรือ! นี่มันใช่รึเปล่า! อีกฝ่ายคือแมวนะ แมวที่ไหนเป็นผู้ล่าบ้างเล่า!?

ตอนที่เขายังถูกเลี้ยงในบ้านไม่ได้ถูกนำมาปล่อยที่ป่า พวกแมวเพื่อนบ้านของเขาน่ารักจะตาย นิสัยดีสุดๆว่างๆก็ชอบเอาของกินมาให้เขาเสมอ

ตะ..แต่แมวเยี่ยซิวนี่อะไร!? ถึงจะมีฉายาว่าแมวเถื่อน แต่แมวก็คือแมวไม่ใช่เหรอ!?

ยิ่งมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายหลานเหอก็ยิ่งอยากร้องไห้ ภาพแมวเพื่อนบ้านผู้แสนดีถูกภาพตรงหน้าลบออกไปจากหัวจนหมดสิ้น

อ่า… นี่เขาจะตายเพราะถูกแมวกินหรือ กระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่ายังตายเท่กว่าเขาตั้งเยอะ!

“ทำไมจะล่าไม่ได้ล่ะ ในเมื่อกระต่ายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกกินมาตั้งนานแล้วนี่น่า” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบกลับมาทำเอาหลานเหอหน้าหงิก

“แต่คุณเป็นแมวนะ! แมวที่ไหนกินกระต่าย!!”

“เฮ้อ… เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน” เยี่ยซิวลูบหัวเขาเบาๆ “คุณไม่รู้หรือว่าแมวกับเสือเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน”

“รู้สิ!”

“แล้วเสือก็กินกระต่ายถูกไหม?”

“…” ก็ถูก หลานเหอแอบพยักหน้าพร้อมกับรู้สึกว่ามือที่ลูบหัวเขาอยู่เริ่มเลื่อนลงต่ำเรื่อยๆ ปลายนิ้วร้อนแตะบนลำคอพลางลูบไปมาแผ่วเบา ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบไปทั่วร่างกระต่ายน้อย หลานเหอคิดจะกระถดตัวหนีแต่ไม่ทันจะได้ขยับเยี่ยซิวก็ก้มตัวลงมากระซิบเสียงแหบพล่า

“ก็เกออยากกินเสี่ยวหลาน… มันก็ไม่ผิดอะไรนี่นา”

“ตะ..แต่ว่า  อื้อ!”

หลานเหอสะดุ้งเฮือก ลำคอถูกขบกัดจนเจ็บแปลบ จมูกรับรู้ถึงกลิ่นคาวเลือดลอยออกมาจางๆปลุกความคิดที่ว่าจะถูกกินทำเอาร่างเกร็งสั่นระริกไปทั่วทั้งตัว เยี่ยซิวค่อยๆเลียกินของเหลวสีแดงที่ไหลอาบลำคอระหงพร้อมดูดเม้นจนผิวขาวแต่งแต้มไปด้วยรอยสีกุหลาบ มือสองข้างเริ่มลงต่ำปลดชุดหลานเหอออกเผยให้เห็นผิวเนียนไร้ตำหนิ

“อ๊ะ!!”

ปลายนิ้วเรียวพรมลูบไล้ไปทั่วร่างเปลือยเปล่าปลุกเร้าอารมณ์วาวหวิวจนหลานเหอบิดเกร็ง ไหนจะลิ้นที่ดูดเม้มไปทั่ว ไหนจะมือที่บดคลึงไปทุกส่วนทำเอาหลานเหอน้ำตาคลอ ความรู้สึกแปลกๆที่เขาไม่เคยรู้สึกสร้างความปั่นป่วนให้กับร่างกาย

ทั้งรู้สึกดีจนแทบบ้า และทรมานจนแทบบ้า

ร่างกายไร้เดียงสาถูกกระตุ้นจนเรื่อแดงร้อนรุ้มไปทั้งตัว

“อ๊า…!! ยะ..หยุดนะ!” กระต่ายน้อยหวีดร้อง จู่ๆหางตัวเองก็ถูกกระตุก แมวตัวโตลูบหางเขาไปมาก่อนที่ริมฝีปากจะขบกัดเบาๆบนหูยาวที่เขาใช้ปิดหน้าตัวเองไว้ อีกฝ่ายกัดหูเขาแล้วดึงให้เขาเผยใบหน้า

หลานเหอช้อนตามองอีกฝ่ายดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำ “คุณจะกินผมจริงๆหรือ?”

ภาพตัวเองกำลังจะกลายเป็นเศษเนื้อทำเอาหลานเหอน้ำตาร่วงเผาะๆ แต่แทนที่เยี่ยซิวจะสงสาร หลานเหอกลับได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆพร้อมกับเสียงตอบหนักแน่นว่า “กิน”

ฮือ… แมวนิสัยไม่ดี

ราวกับยืนยันคำตอบอันโหดร้าย ริมฝีปากเยี่ยซิวขยับลงครอบครองตุ่มสีอ่อนชูชันตรงแผ่นอก ฟันคมๆดูดดึงขบกัดเบาๆปลุกเร้าจนเปียกชุ่ม ส่วนมือข้างที่ไม่ได้เล่นหางปุยก็ขยับลงต่ำกว่าเดิมเข้ากอบกุมแก่นกายร้อนผ่าวแข็งคัด รูดขึ้นลงจนสิ่งนั้นแข็งคัดยิ่งกว่าเดิม ปลายนิ้วกระต่ายน้อยจิกพื้นหญ้าข้างตัวระบายอารมณ์เสียวซ่าน

“อ๊ะ…อ๊า… อื้อ!”

เยี่ยซิวฉวยจังหวะที่หลานเหอกำลังไม่สนใจสิ่งอื่นขยับนิ้วส่งเข้าเบิกทางช่องทางด้านหลังใต้ปุยหางสีขาว แม้เขาจะพยายามเบามือแต่หลานเหอกลับสะดุ้งเฮือกผวากอดเขาแน่นด้วยความเจ็บ

“ไม่กินได้ไหม” หลานเหออ้อนวอนเสียงสั่น

“แต่เกอหิวมาก เสี่ยวหลานทรมานเกอลงเหรอ?” เยี่ยซิวอุ้มอีกฝ่ายนั่งตักทั้งๆที่นิ้วยังไม่ขยับเคลื่อนออก

“ตะ.. อ๊ะ.. แต่มันเจ็บ”

“แต่เกออยากกิน”

“แต่… แต่ถ้าผมถูกกินผมก็ตายสิ!” หลานเหอโวยวายใส่พร้อมทุบมือลงไปบนบ่าเยี่ยซิว ทว่าผลการขยับตัวกลับทำให้ปลายนิ้วที่คั่งค้างด้านหลังขยับลึกเข้าไปอีกจนกระทบจุดอ่อนไหว ใบหน้ากระต่ายน้อยแดงก่ำ ขบริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียง

“ไม่ตายหรอก เกอสัญญา” เยี่ยซิวจูบขมับชื้นเหงื่อพลางกระซิบปลอบ “เสี่ยวหลานคนดี จำเกอไม่ได้หรือ เกอจะทำให้ผู้มีพระคุณตายได้ยังไง เกอจะทำให้เสี่ยวหลานรู้สึกดีต่างหาก”

“เราเคยเจอกัน?” หลานเหอเอียงคอถามอย่างสงสัย

“อืม…” เยี่ยซิวรีบส่งนิ้วเข้าไปเพิ่ม อ้อมแขนกอดกระชับร่างเล็กให้เข้ามาแนบชิดอีก “ถ้าเสี่ยวหลานเลิกทรมานเกอ เกอจะเล่าให้ฟัง โอเคไหม?”

“ผมจะไม่ตายแน่นะ?” ภาพตัวเองกลายเป็นกองกระดูกยังคงอยู่ในหัวหลานเหอ

“เกอสัญญา”

“กะ..ก็ได้”

สิ้นคำร่างสูงพลันยิ้มร่า เพิ่มจำนวนนิ้วขึ้นเป็นสามนิ้ว..สี่นิ้ว ขยับหมุนวนดึงเข้าดึงออกเป็นจังหวะ แล้วเร่งจังหวะขึ้นเร็วอีก หลานเหอบดเบียดสะโพกตอบรับโดยไม่รู้ตัว

“อ๊ะ..อ่า..” ปลายนิ้วกระต่ายจิกแน่นบนบ่าแกร่ง เยี่ยซิวจรดริมฝีปากบนผิวขาวนุ่มขบกัดฝากรอยฟันไปทั่วทุกที่ที่เคลื่อนผ่าน ส่วนมือด้านล่างก็ฟ้อนเฟ้นเอ็นดูแก่นกายเล็กปลายยอดชุ่มเปียก

ยิ่งลมหายใจหลานเหอหอบกระชั้น ปลายนิ้วแมวยิ่งเร่งจังหวะ

ทว่าอีกเพียงนิดจะถึงฝั่งฝัน มืองสองข้างที่ปรนเปรอความปรารถนากลับหยุดกระงักกระชากสติที่เกือบขาวโพลนของหลานเหอให้กลับมา

คนที่ถูกทำให้อารมณ์ค้างมองอีกฝ่ายด้วยความตัดเพ้อปนไต่ถาม ก่อนจะรีบเสหลบสายตาที่มองตรงมาราวอยากกลืนกินไปทั้งตัว หลานเหอหน้าแดงก่ำร้อนวูบวาบไปทั่วเขินอายกับสายตาคู่นั้น

เยี่ยซิวดันร่างเล็กบนตักให้นอนราบลงกับพื้นหญ้า จากนั้นปลดชุดตัวเองออกเผยให้เห็นความปรารถนาใหญ่โตที่จุดกึ่งกลางด้านล่าง

หลานเหอเลื่อนสายตาไปมองหน้ายิ่งแดงก่ำกว่าเก่า เยี่ยซิวหัวเราะขบขันในลำคอ อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงขบปลายหูสีขาวฟู

“เสี่ยวหลาน…เป็นของเกอนะ” ร่างสูงกระซิบอ้อนเสียงแหบพร่าพร้อมยกขาเรียวขึ้นให้แนบข้างสะโพกตัวเองแล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาแนบชิด ก่อนสอดแทรกความปรารถนาเข้าไปในช่องทางคับแคบ

“อ๊า!!!” หลานเหอหวีดร้องลั่น ขนาดที่ใหญ่กว่านิ้วมือที่ถูกถอนออกสร้างความเจ็บแปลบจนร่างกายคล้ายถูกแยกเป็นสองส่วน เยี่ยซิวรีบก้มลงพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานชื้นเหงื่อพร้อมกับขยับกายส่งตัวเองเข้าไปในส่วนลึกให้ลึกมากกว่าเดิม

จากนั้นก็ถอดออกช้าๆแล้วย้ำแน่นลึกเข้าไปยิ่งกว่า และยิ่งกว่าเดิมมากขึ้นอีกในครั้งถัดๆมา

ร่างหลานเหอสั่นระริก ทุกๆการขยับเข้าออกแม้จะเชื่องช้าทว่าหนักแน่นสร้างความทรมานปนวาบหวิว อีกใจก็อยากให้คนด้านบนหยุด แต่อีกใจก็อยากให้การกินนี้ดำเนินต่อไป

ที่กระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่าตายเป็นเพราะการกินนั้นสร้างความปั่นป่วนจนร่างกายเกินรับไหวหรือไม่

เพราะการถูกกินแบบนี้มัน…

หลานเหอไม่อยากถูกกินจนตาย แต่ร่างกายก็สุขสมตอบสนองอีกฝ่ายอย่างควบคุมไม่ได้

“อึก!!” ช่องทางคับแคบอ่อนนุ่มอุ่นร้อนบีบรัดแก่นกายเยี่ยซิวแน่นจนเขาต้องขบกรามตัวเองห้ามไม่ให้ทำตามใจอยากเร่งจังหวะกระแทกเข้าไปสุดแรงอย่างใจคิด แมวหนุ่มจูบซับหยาดน้ำที่หางตาของกระต่ายด้านล่างพร้อมพูดปลอบประโลมให้อีกฝ่ายหายเกร็ง เสียงอ่อนโยนพูดกล่อมปลอบจวบจนร่างเล็กหายสั่นด้วยความเจ็บเปลี่ยนเป็นเสียงครางหวานหูเขาถึงได้ถอนหายใจ

“อ่ะ.. อือ!” หลานเหอบดเบียดร่างกายเข้าหา ทั้งในหัวทั้งในหูอื้ออึง สองมือปัดป่ายไปทั่ว ฝ่ามือเล็กสัมผัสผ่านแผ่นอกเยี่ยซิวโดยไม่รู้ตัวจุดไฟอารมณ์ให้เยี่ยซิวลุกพรึบโหมแรงกว่าเดิม แมวหนุ่มหลุดเสียงคำรามปรามมือซนเบาๆแต่อีกคนด้านล่างไม่สนใจเลย

ปลายเล็บกระต่ายน้อยจิกผิวแมวด้านบนระบายอารมณ์เสียวซ่าน แต่กลับจะทำให้ตัวเองเสียวซ่านมากขึ้นอีก

“เสี่ยวหลาน…” เยี่ยซิวขบกรามแน่น มือสวยยกขาเรียวขึ้นพาดบ่า โน้มตัวก้มจูบหน้าผากแดงซ่านของกระต่ายน้อย “ถ้าซุกซนไปทั่วได้อย่างนี้ งั้นเกอไม่เกรงใจแล้วนะ”

สิ้นคำ จังหวะเนิบช้าก็แปรเปลี่ยนเป็นโหมกระหน่ำ

“อ๊า! ยะ..อ่า ช้าหน่อย อ๊า..” ร่างกระต่ายน้อยบิดเร้าสะท้านหอบ ทั้งเสียงครางเสียงร้องห้ามปนกันไปมั่ว “อือ! ผะ..ผมไม่ไหวแล้ว”

“ไม่ไหวยังไงหืม?” เยี่ยซิวหยุดขยับตัว เลื่อนปลายนิ้วไปแตะส่วนที่เชื่อมต่อพวกเขาไว้ด้วยกันพลางยิ้มพราย “ตรงนี้ของเสี่ยวหลานยังโอบรัดเกอไม่ยอมปล่อยเลย ไม่ไหวตรงไหน”

“มัน… รู้สึกดีเกินไป” หลานเหอช้อนตามองตอบทั้งน้ำตานองหน้า ไม่รู้ว่าตัวเองร้องเพราะเจ็บหรือร้องเพราะไม่รู้จะจัดการความร้อนรุ่มนี้ยังไง “ถ้ารู้สึกดีมากกว่านี้ผมตายแน่ คะ..คุณบอกว่าจะไม่ให้ผมตายไม่ใช่หรือ”

หลานเหอน้ำตาร่วงเผาะ

ผึ่ง!! สติเยี่ยซิวขาดสะบั้น เส้นความอดทนกระจุยกระจาย

“อ๊า อ๊ะๆๆ”

ร่างสองร่างขยับเข้าหากันแทบจะรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานร้องกระชั้นตามจังหวะการรุกไล่ที่ทั้งรัวเร็วทั้งยาวนานจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ หลานเหอโอบมือกอดรัดร่างด้านบนจนแผ่นหลังอีกฝ่ายเป็นรอยแดง เรียวขาสั่นระริกอาบไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นที่ปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

แม้เขาจะเหนื่อยหอบจนแทบสลบแต่เยี่ยซิวก็ยังไม่ปล่อยเขา

ท่ามกลางความพร่ามัวร้อนแรงรุ่มร้อนของอารมณ์ ความคิดที่ว่ากระต่ายในเรื่องเล่าของชุนอี้เหล่าตายเพราะการกินนั้นสร้างความปั่นป่วนจนร่างกายเกินรับไหวหรือไม่ กลับเข้ามาในหัวหลานเหออีกครั้ง

“เสี่ยวหลานของเกออร่อยจัง…” เยี่ยซิวกระเสียงพร่าพร้อมขยับตัวสอดแทรกลึกเข้าอีก “ให้กินตลอดชีวิตก็ยังได้เลย”

ตาย… ตายแน่ๆ

หลานเหอโอดครวญในใจทั้งๆที่ร่างกายตอบสนองอีกฝ่าย

การที่กระต่ายในเรื่องเล่าตายเป็นเพราะร่างกายรับความสุขสมนี้ไม่ไหวแน่ๆ การถูกกินนี่ทำให้ตายได้แน่นอน

…รวมถึงเรื่องที่ห้ามไม่ให้อยู่ใกล้แมวเถื่อนเยี่ยซิวของซุนอี้เหล่าก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแน่นอนเหมือนกัน

 

[ QZGS ] BAIT ?? [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ

 

ช่วงนี้กลอรี่กำลังมีอีเว้นท์สวนสัตว์… ที่จริงมันก็ไม่ใช่อีเว้นท์ยิ่งใหญ่อะไร เป็นแค่กิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่จัดขึ้นเพื่อร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายเท่าอีเว้นท์อื่นๆของเกม

แต่อีเว้นท์เล็กๆน้อยๆไม่สำคัญอะไรเท่าไหร่นี้กลับทำเอาคนบางคนถึงกับอึ้งกิมกี่ไม่กล้าขยับตัวเกมเดินไปไหน…

หลานเหอมองตัวละครในเกมของตัวเองตาปริบๆด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก บนหน้าจอในตอนนี้คือหน้าต่างแสดงรูปแบบการแต่งตัวในปัจจุบันของตัวละครเกม  เขาพยายามหมุนซ้ายหมุนขวาคลิกตรงนู้นทีตรงนี้ทีเพื่อหาทางถอดหูยาวๆที่อยู่บนหัวตัวหลานเหอออก แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

บนหน้าจอยังคงเป็นภาพจอมยุทธ์ดาบผมยาวสีฟ้าที่หางม้าสะบัดไปสะบัดมาตามการหมุนตัวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหูยาวๆขนฟูนุ่มของกระต่ายที่เปลี่ยนสีสลับกันไปมาระหว่างสีขาวกับสีดำตามการคลิกเมาส์ของหลานเหอ

หลานเหออยากจะร้องไห้ สัตว์มีตั้งหลายชนิด แต่เขาดันสุ่มออกมาได้เป็นกระต่าย! นี่เทพแห่งความโชคร้ายสาปแช่งเขาอยู่หรือไง

อีเว้นท์สวนสัตว์ของกลอรี่คือเมื่อเริ่มเกมมาจะมีกล่องเป็นของขวัญส่งให้กับทุกคน เมื่อกดเปิดกล่อง ทางระบบก็จะสุ่มให้ว่าได้เป็นสัตว์ตัวไหน ซึ่งมีกว่าร้อยชนิดให้ผู้เล่นได้ลุ้น

มันจะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่มีเควสย่อยเพิ่มความสนุกให้กับอีเว้นท์คือกิจกรรมล่ากระต่ายกับแมว หากล่าได้ก็จะได้รับแต้มพิเศษไปแลกของขวัญกับนายพรานซึ้งเป็นNPCพิเศษของอีเว้นท์

กิจกรรมล่ากระต่ายกับแมวมีขึ้นเพื่อให้ผู้เล่นในเซิร์ฟเวอร์สิบซึ่งส่วนมากเป็นผู้เล่นใหม่ได้PKกับคนอื่นๆในเกม ดังนั้นสัตว์ที่ถูกล่าก็คือผู้เล่นที่สุ่มกล่องออกมาแล้วได้เป็นสัตว์สองชนิดนี้นั่นเอง

…และหลานเหอก็คือหนึ่งในนั้น

ยิ่งเขามองเลเวลกับของในช่องเก็บของของตัวเองก็ยิ่งคิดหนัก ถ้าตายตอนนี้คงหมดหวังจะลงดันที่วางแผนว่าจะไปกับพวกซี่โจวในวันพรุ่งนี้แน่ แถมถ้าเกิดPKตายแล้วของในตัวดรอปไป…

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ของในตัวเขามีแต่ท๊อปๆทั้งนั้น

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นทำให้หลานเหอรีบกดปิดหน้าต่างแสดงสถานะกลับเข้าสู่มุมมองจอเกมปกติ มือขวาขยับเมาส์เปลี่ยนมุมมองไปทั่วเพื่อมองหาเจ้าของเสียงอย่างไม่รีรอ เพราะตอนนี้เขาอยู่คนเดียวเนื่องจากวันนี้เข้าเกมช้าไปหน่อยพวกซี่โจวเลยกลับไปรอที่เมืองแล้ว ดังนั้นถ้ามีคนเข้ามารุมPKเพื่อล่ากระต่ายตอนนี้เขามีหวังแย่แน่ๆ

“คุณเองหรือ?” หลานเหอทักอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชื่อตัวละครคุ้นตาเดินเข้ามาใกล้ แต่อีกฝ่ายดูแปลกไปจากเดิมเพราะ…เหมือนจะเอาร่มออกมากาง?

เอ่อ… ร่มของจวินม่อเซี่ยวเป็นอาวุธไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันถึงสามารถกางไว้กันแดดกันฝนเหมือนร่มปกติได้ล่ะ?

“หืมๆ เสี่ยวหลานเป็นกระต่ายหรอกเหรอ?” เสียงจากจวินม่อเซี่ยวดังขึ้นเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าจอมยุทธ์ดาบ ในอีกฝั่งของจอเยี่ยซิวกลาดเมาส์ขึ้นลงมองหลานเหอสวมหูกระต่ายสีขาวตั้งแต่หัวจรดเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“น่ารักนิ” คำชมที่ทำเอาคนฟังหน้าหงิก แต่มุมปากที่คาบบุหรี่อยู่ของคนพูดกลับเผยอยิ้มนิดๆก่อนมือข้างที่กดใช้คำสั่งจะผละออกจากคีย์บอร์ดยกขึ้นไปหนุนหัวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่มของจวินม่อเซี่ยวหุบกลับไปอยู่สภาพตั้งต้นไม่ใช้งาน

หลานเหอจึงเห็นหูบนหัวที่คนจรใช้ร่มบังเอาไว้

บนหัวของจวินม่อเซี่ยวมีหูสีดำเล็กๆสองข้างขยับดุกดิกไปมา

“มะ..แมว? อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะหลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ มหาเทพเยี่ยชิวกลับถูกสุ่มให้อยู่ฝ่ายถูกล่า เท่านี้กิจกรรมนี้ก็ไม่ถูกจวินม่อเซี่ยวครองอันดับแล้วสินะ

จู่ๆหลานเหอก็เกิดปิ๊งไอเดีย ถ้าเอาข่าวนี้ไปบอกให้พวกกิลด์อื่นๆคงสนุกน่าดู พวกนั้นคงไล่PKจวินม่อเซี่ยวกันอุตลุด ส่วนพวกเขาหลานซีเก๋อก็นั่งดูชิลๆ ไม่ว่าเยี่ยชิวหรือกิลด์อื่นๆจะเป็นฝ่ายเสียหายก็ต่างเป็นผลดีกับพวกเขาทั้งนั้น

แต่ก่อนที่หลานเหอจะเอาความคิดไปปรึกษาซี่โจว จวินม่อเซี่ยวก็ส่งเสียงพูดขึ้นขัดคออย่างรู้ทัน

“เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน ถึงจวินม่อเซี่ยวจะเป็นแมวแต่คนเล่นก็ยังเป็นเกอนะ”

เสี่ยวหลานหน้าหงิก ก่อนจะหน้าหงิกกว่าเก่าเมื่ออีกฝ่ายพูดต่อ

“คิดดูเอาล่ะกัน ระหว่างมหาเทพเยี่ยชิวผู้เก่งกาจกับเสี่ยวหลานกระต่ายตัวน้อยฝ่ายไหนจะถูกกิลด์อื่นขย้ำกัน เหอะๆ”

เอ่อ… น่าจะเขานะ

หลานเหอพับไอเดียบันเจิดของตัวเองทิ้งไป ระหว่างเยี่ยชิวที่เป็นหัวกิลด์ซิงซินที่พึ่งเปิดใหม่ กับเขาที่เป็นหัวกิลด์ของหลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบ แถมอีกฝ่ายเป็นถึงมหาเทพมืออาชีพ ยังไงก็เก็บเขาง่ายกว่าอยู่แล้ว เผลอๆพวกนั้นอาจอารมณ์เสียที่จัดการเยี่ยชิวไม่ได้แล้วมาลงที่เขาอีกต่างหาก

แย่ๆ ผลลัพธ์นี้แย่เกินไป

“งั้นเราต่างคนต่างกันห้ามไปบอกใคร โอเคไหม?”

“แล้วเสี่ยวหลานจะออกเกมรึไง? ยังไงก็ต้องมีคนรู้ว่าหัวกิลด์หลานซีเก๋อเป็นกระต่าย เดี๋ยวก็ถูกรุมล่าหรอก”

“ผมจะไปหาซี่โจว” ยังไงช่วงสามวันนี้ก็อยู่ให้พี่น้องในกิลด์คอยคุ้มครองก็น่าจะปลอดภัย “อ๊า… ไม่ไหวๆให้พี่เหลียงอี้ชุนมาเซิร์ฟเวอร์สิบดีกว่า”

เขาพึมพำพูดกับตัวเองเบาๆ พวกซี่โจวกดพวกกิลด์อื่นๆไม่ไหวหรอก

“เหลียงอี้ชุนคือใคร?”

“หืม? อ้อ! เมื่อกี๊ผมไม่ได้ตั้งใจคุยกับคุณ เหลียงอี้ชุนก็คือหัวกิลด์ใหญ่ของหลานซีเก๋อ คุณก็เคยเจอเขาไม่ใช่เหรอ ตอนที่ชิงสถิติแผ่นดินแร่ร่อนกันไง”

“ชุนอี้เหล่า?”

“ใช่ๆ โทษทีลืมไปว่าเหลียงอี้ชุนคือชื่อจริง”

“อ้อ” เยี่ยซิวลากเสียงยาว ในใจรู้สึกคันยิบๆแปลกๆ ก่อนจะหลุดปากพูดต่อ “สนิทกันน่าดูสินะ”

“ก็แน่แหละ เขาดูแลผมมานี่นา” หลานเหอพูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ส่วนอีกฝั่งคิ้วกระตุกกึก เสี้ยวพริบตาเวิลด์แขนแนลพลันปรากฏข้อความหนึ่ง

จวินม่อเซี่ยว : หลานเหอ หัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเป็นกระต่าย

“เฮ้ย!! ” หานเหออุทานด้วยความตกใจ “คุณทำอะไรของคุณน่ะ! ”

“เกอรับปากคุณแล้วหรือว่าจะไม่บอกใคร?”

“…ยัง” แต่มันก็ไม่ควรบอกไม่ใช่เหรอ!

“นั่นสิ คุณจะมาว่าเกอไม่ได้นะ”

“…” หลานเหอน้ำตาแทบนองหน้า “ผมไม่คุยกับคุณแล้ว!”

แต่ยังไม่ทันจะขยับตัวหนี หน้าจอพลันแจ้งเตือนว่าจวินม่อเซี่ยวส่งคำเชิญเข้าปาร์ตี้มา หลานเหอเลิกคิ้วอย่างงๆ แถมยังไม่ทันจะกดปิดหน้าจอแจ้งเตือนอีกฝ่ายก็เล่นโจมตีใส่ทำเอาเขาตั้งการ์ดป้องกันไม่ทัน เลือดหลานเหอลดลงไปเกือบหนึ่งในห้าส่วนของหลอด

หลานเหอตาแทบถลน “คุณทำอะไรน่ะ!”

“เกอจะขย้ำกระต่าย”

น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบกลับมา เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง มือที่กำลังกดคีย์บอร์ดทั้งสกิลป้องกันทั้งสกิลโจมตีพลันร่วนไม่เป็นจังหวะ หลานเหอเค้นเสียงขณะสั่งให้ตัวละครขยับหนีการโจมตีจากจวินม่อเซี่ยวแต่ก็ไม่เป็นผล เลือดเขายังคงลดลงฮวบๆ “ตะ..แต่คุณก็เป็นแมวนะ”

“แมวก็ขย้ำกระต่ายได้”

เลวไปแล้ว!! หลานเหอกรีดร้องในใจ หน้าจอกระตุกวูบเปลี่ยนมุมมองกะทันหันเมื่อจวินม่อเซี่ยวใช้คำสั่งจับกุมจับต้นคอตัวหลานเหอแล้วกระชากมาชิดตัว จากมุมมองเด็กหนุ่มเห็นเพียงปลายดาบพาดเฉียงตำแหน่งจากบริเวณคอของเขาเท่านั้น

ฝีมือการPKของมหาเทพจะเทพเกินไปแล้ว! ปกติสู้กันมันต้องใช้คำสั่งย่อยเอาดาบจี้คอแบบนี้ด้วยหรือ!

“กระต่ายน้อยเสี่ยวหลาน เลือกเร็วๆจะเข้าปาร์ตี้กับเกอหรือจะถูกเกอขย้ำ หืมๆ”

มือหลานเหอคลิกตกลงเข้าปาร์ตี้อย่างจำนน น้ำตาไหลพรากๆกดดื่มยาฟื้นฟูเลือดพร้อมกับฟังเสียงหัวเราะเบาๆจากอีกฝ่าย

แมวหน้าไม่อาย ฮือ!!

“ตกลงคุณจะเอาไงว่ามา! ”

“แหมก็ไม่มีอะไรหรอก เกอแค่เปลี่ยนแผนนิดหน่อยแล้วอยากขอความร่วมมือจากเสี่ยวหลานเท่านั้นเอง” จวินม่อเซี่ยวเอากางร่มขึ้นบังหูแมวของตัวเอง ก่อนน้ำเสียงที่ปกปิดอารมณ์ดีอย่างยิ่งของตัวเองไม่มิดจะพูดต่อ “ตอนแรกว่าจะไปเก็บกระต่ายกับแมว แต่พอเห็นกระต่ายน้อยเสี่ยวหลานเข้าเลยคิดว่าถ้าเก็บพวกที่คิดมาเก็บเสี่ยวหลานน่าจะดีกว่า”

“คุณนี่มัน…” หลานเหอหมดคำพูด ใช่ว่าตอนแรกเขาจะไม่คิดเก็บพวกกระต่ายกับแมว แต่พอตัวเองถูกสุ่มเป็นกระต่ายถึงล้มเลิกความคิดไปเพราะนึกสงสารเพื่อนร่วมชะตากรรม

แต่มีพวกไม่คิดอย่างเขาหนึ่งนี่นะ แมวหน้าไม่อายตรงหน้านี่ไง!

“เอาน่า เสี่ยวหลานไม่ต้องคิดมากหรอก” เยี่ยซิวหัวเราะเบาๆ “ได้เกอเป็นคนคุ้มครองด้วย ได้ของที่ดรอปจากพวกนั้นด้วยไม่ดีหรือ อ้อ! สำหรับเสี่ยวหลานต้องบอกว่ากำจัดกำลังของกิลด์คู่แข่งด้วยสินะ แหมดูสิ ร่วมมือกับเกอดีจะตาย”

แต่มันหน้าไม่อายมาก!

แม้ความคิดนั่นจะก้องอยู่ในใจแต่หลานเหอก็ไม่ได้พูดออกไป เด็กหนุ่มกำลังตอบข้อความของพวกซี่โจวที่ส่งมาถามสถานการณ์หลังเห็นข้อความของจวินม่อเซี่ยวในเวิลด์แชนแนล หลังอธิบายจบซี่โจวก็บอกให้ตกลงร่วมมือกับจวินม่อเซี่ยว เพราะพวกเขาคงรับมือกับกิลด์อื่นๆทั้งหมดไม่ไหว

ถ้าเป็นอย่างตอนแรกที่ไม่มีใครรู้ว่าหลานเหอเป็นกระต่ายก็ยังพอจะซ่อนตัวได้บ้าง แต่นี่… แค่ดูข้อความจากกิลด์อื่นๆบนเวิลด์แชนแนลก็รู้แล้วว่ากระต่ายที่ฮอตที่สุดที่จะถูกไล่ล่าคือใคร

“จุ๊ๆ ทุกคนเงียบไว้ เจอกระต่ายน้อยเสี่ยวหลานแล้วล่ะ” เสียงคุ้นหูดังขึ้น หลานเหอขยับเมาส์หันไปเห็นพวกเชอเฉียนจื่อจากกิลด์จงเฉ่าถังกำลังเดินตรงมาเป็นกลุ่ม

“เหล่าหลานเอ๊ยเหล่าหลาน ฉันไม่ได้อยากจะรังแกนายหรอกนะ ต้องโทษที่นายดวงไม่ดีเถอะ” เชอเฉียนจื่อพูดอย่างอารมณ์ดีพลางขยับเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เหอะๆ ไม่ทันไหร่เหยื่อรายแรกก็เข้ามาติดกับดักถึงที่แบบไม่ต้องขยับเดินไปไหน

หลานเหอไว้อาลัยกับกิลด์ศัตรูพลางนึกว่าพวกเชอเฉียนจื่อนี่โชคร้ายเพราะมารุมเขากี่ครั้งแล้วน่อ

“จุ๊ๆ เสี่ยวหลานเงียบไว้ มีเหยื่อเข้ามาให้พวกเราเล่นแล้ว” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยแฝงอารมณ์คันไม้คันมือนิดๆดังมาพร้อมกับจวินม่อเซี่ยวที่เดินออกมาจากหลังต้นไม้ที่เข้าไปซ่อนตั้งแต่ได้ยินเสียงฝีเท้ากลุ่มใหญ่ขณะที่หลานเหอกำลังคุยกับซี่โจวอยู่

เชอเฉียนจื่อหน้าซีดเผือด

“แว๊กกกกก!!!!”

“เฮ้อ… เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน เกอก็ไม่ได้อยากจะรังแกพวกเขาหรอกนะ ต้องโทษที่พวกเขาดวงไม่ดีเอง”

“…”

 

สามวันหลังจากนั้น ชื่อที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งและสองของอีเว้นท์สวนสัตว์คือชื่อจวินม่อเซี่ยวแห่งกิลด์ซิงซินกับหลานเหอกิลด์แห่งหลานซีเก๋อตามลำดับ

หลานเหอคลิกดูสิ่งของที่ได้จาก NPC กับของที่ดรอปจากพวกผู้เล่นที่เข้ารุมPKเขาแล้วตายไปพร้อมดรอปของออกมาตาปริบๆ ถึงแม้หลานเหอจะไม่ได้มีส่วนร่วมล่ากระต่ายกับแมว แต่เนื่องจากอยู่ปาร์ตี้เดียวกับจวินม่อเซี่ยวเลยพลอยได้อานิสงค์ไปด้วย

หลังเหลือบไปดูอันดับรายชื่ออีกครั้ง เด็กหนุ่มก็หัวเราะแห้งๆ

มีที่ไหนกันพวกถูกล่ากลับขึ้นอันดับหนึ่งแซงผู้ล่า เหอะๆ

แถมยัง…

“เหล่าหลาน!! เอาไม้กวาดของฉันคืนมานะ!” เชอเฉียนจื่อส่งข้อความมาโวยวายใหญ่ทำเอาหลานเหอปวดหัว

“ขอโทษนะสหาย ก็บอกไปแล้วไงว่าไม้กวาดของนายคนที่ได้ไปคือจวินม่อเซี่ยวน่ะ อยากได้คืนก็ไปเจรจาที่เขาสิ”

ก็เพราะไปเจรจาแล้วไง! หลังจอ สีหน้าเชอเฉียนจื่อคับอกแค้นใจอย่างมาก! เงื่อนไขของจวินม่อเซียวคือห้ามเขาคุยกับหลานเหออีก

เชี่ย! วิธีกำจัดคู่แข่งของมหาเทพเยี่ยชิวจะร้ายกาจเกินไปแล้ว

แต่เขาทำไม่ได้หรอก เพราะงั้น…

“หลานเหอ นายต้องชดใช้ฉัน! เพราะนายๆๆๆ เพราะนายฉันถึงไม่ได้ไม้กวาดคืน ชดใช้มาๆๆๆ!!”

อ่า… นี่มันความผิดเขาหรือ?

หลานเหอรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

 

……………………………………………….

 

เยี่ยซิวดูวิดิโอที่เขากดอัดมาจากในกลอรี่ช่วงสามวันมานี้ไปอมยิ้มบางๆไป

ภาพบนจอคือจอมยุทธ์ดาบผมยาวสีฟ้ามัดผมหางม้าสูงที่บนหัวมีหูกระต่ายสีขาวปุยนุ่มเดินไปเดินมา ปลายผมสะบัดเบาๆตามการเคลื่อนไหวทำเอาหัวใจรู้สึกเหมือนถูกอะไรมาเกาคันยิบๆ ไหนจะหูขาวๆน่ารักนั่นอีก

หลังดูวิดิโอที่ตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยซิวก็เปิด QQ กดไปที่ชื่อใครบางคน

“เสี่ยวหลาน เกอมีวิดิโอดีๆมาให้ดูแหละ ถ้าไม่อยากให้เกอเอาไปเผยแพร่บอกชื่อจริงกับเบอร์โทรของคุณมาให้เกอเร็วเข้า”

 

 

 

 

____________________________________________________________________________________________

ดู https://www.youtube.com/watch?v=bbiSUwdr4J8&feature=share แล้วติดใจเสี่ยวหลานใส่หูกระต่ายมาก > <

 

[ QZGS ] สาเหตุของการทุบสถิติที่แผ่นดินเร่ร่อน [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ

Timeline:               ประมาณ บทที่ 3 เล่ม 3 (หลานซีเก๋อชิงสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อน)

Note:                      *** สปอยส์เล่ม3บางส่วน ***

 

“ให้เร่าอ้านฉุยหยางมาแทนคุณ เราทั้งห้าคนจะไปทำสถิติกันเอง” คำพูดของชุนอี้เหล่าดังก้องอยู่ในหัวของหลานเหอตั้งแต่แยกตัวออกมาจากอาณาจักรทวยเทพแล้วกลับเข้าล็อกอินไอดีเล็กที่เซิร์ฟเวอร์สิบ

ประโยคนี้มีความหมายแอบแฝงหรือเปล่า?

ชุนอี้เหล่าจะให้เขาลงจากตำแหน่งห้ายอดฝีมือของกิลด์หลานซีเก๋อหรือเปล่า?

หรือว่าตำแหน่งของหลานเฉียวชุนเสวี่ยในสายตาของพวกลูกกิลด์ที่อาณาจักรทวยเทพจะสั่นคลอนแล้ว…

ไม่หรอกมั้ง

หลานเหอลูบหน้าตัวเองแรงๆเรียกสติ แต่ความคิดฟุ้งซ่านก็ยังก่อกวนวุ่นวายในหัว ยิ่งคิดยิ่งสงสัยในตัวเอง หรือเขาจะไม่มีฝีมือพอกับการเป็นระดับผู้นำของกิลด์ ต้องถูกถอดออกแล้วให้เร่าอ้านฉุยหยางเข้ามาแล้วจริงๆ

…ไม่มีทาง!

ยังไงเขาก็ไม่มีทางยอมแพ้คนอวดดีจองหองอย่างหมอนั่นเด็ดขาด แค่แพ้ใน PK ครั้งนั้นก็ถูกเร่าอ้านฉุยหยางพูดเยาะเย้ยแทบทุกครั้งที่เจอหน้า หากต้องยกตำแหน่งให้ ไม่กลายเป็นว่าถูกกดหัวจมดินเลยเหรอ!

…แต่เขาก็ไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนี้อยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจาก ผลงานที่แทบเรียกได้ว่าอัปยศขั้นสูงสุดในเซิร์ฟเวอร์สิบ ชุนอี้เหล่าให้เขามาบุกเบิกเซิร์ฟเวอร์สิบเพื่อเสริมกำลังไปคานกับเร่าอ้านฉุยหยาง แต่กลายเป็นว่า เขาทำตัวเองให้เป็นเป้าโจมตีมากกว่าเดิม นับวันผลงานยิ่งแย่จนหมอนั่นจับเป็นประเด็นใส่ไฟสุมหัวคนอื่นๆในอาณาจักรทวยเทพ

ถ้าหาก… ถ้าหากไม่มีจวินม่อเซี่ยวสักคน

ถ้าหากจวินม่อเซี่ยวไม่เข้ามาเล่มเกม หรือไม่ก็ถ้าหากจวินม่อเซี่ยวไร้ฝีมือกว่านี้

ถ้าหาก… ถ้าหาก….

“นี่! อยู่หน้าจอรึเปล่า จะตายอยู่แล้วนะ!”

“อ๊ะ! โทษที” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นกระทันหันจากเฮดโฟนทำให้หลานเหอหลุดจากการใจลอยหันกลับเข้าไปสนใจหน้าจอเกม ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างผงะกับสถานการณ์ฉุกเฉินตรงหน้า เด็กหนุ่มรีบกดใช้น้ำยาฟื้นฟูHPที่เกือบแตะขีดเลือดแดงอย่างทันฉิวเฉียด

พอเซฟตัวเองเรียบร้อยหลานเหอรีบหันไปจัดการกับมอนเตอร์รอบตัว แต่ยังไม่ทันจะได้พรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดออกคำสั่ง เสียงปืนก็ดังรัว มอนเตอร์ที่กำลังรุมโจมตีเขาอยู่ดับสนิทในเสี้ยววินาที

“ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไรๆ” อีกฝายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ หลานเหอพลันนิ่ง ท่าทีเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง

น้ำเสียงไม่คุ้นหูนั่นทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้กำลังปาร์ตี้กับพวกซี่โจวอยู่ เพราะสลัดเรื่องที่ชุนอี้เหล่าพูดออกจากหัวไม่ได้เขาเลยเดินเตร็ดเตร่เก็บเลเวลคนเดียว

แล้วหมอนี่ใคร?

ไวเท่าความคิด หลานเหอขยับเมาส์เปลี่ยนมุมหันกลับไปมองด้านหลังตามทิศทางของปืนที่ดับชีพมอนเตอร์ แล้วต้องอ้าปากค้างตะลึงงันกับบุคคลที่มาช่วยชีวิต

จวินม่อเซี่ยว…

เชี่ย! แค่ก่อกวนเขาในสถิติดันเจี้ยนไม่พอ ยังมาก่อกวนกันต่อหน้าต่อตาอีกเหรอ นี่เขาจะดวงซวยไปถึงไหน!

ไม่สิ หมอนี่พิงช่วยไม่ให้เขาตาย แต่…แต่ก็ทำให้เขาตายทั้งเป็น ตกที่นั่งลำบากในกิลด์หลานซีเก๋อ

เฮ้อ… ถ้าหากไม่มีจวินม่อเซี่ยวสักคน

“ใจลอยอีกแล้ว” จวินม่อเซี่ยวพูดด้วยเสียงเอื่อยๆ แต่หลานเหอฟังแล้วรู้สึกอีกฝ่ายดูรื่นเริงชอบกล แต่ด้วยความมองโลกในแง่ดี หลานเหอจึงคิดว่าตัวเองคงเผลอเอาอคติส่วนตัวไปมองจวินม่อเซี่ยวผิดๆมากกว่า เลยพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเป็นมิตรกลบเกลื่อนเพิ่มอีกนิด

“คุณมาทำอะไรตรงนี้”

“เก็บเลเวลไง”

เหอะ! ทำกิลด์ใหญ่สองกิลด์หัวปั่นจนต้องลากให้หัวหน้ากิลด์ออกโรง แต่ตัวเองมาเดินชิลตีมอนเตอร์เก็บเลเวลคนเดียว!

หลานเหออยากเอาหัวโขกคอมพิวเตอร์

“นี่พี่น้อง! อารมณ์ดีจังนะ!!”

“แน่อยู่แล้ว ก็พึ่งทำเฟิสต์คิลแม่มดเพลิงได้นี่นา”

“…” หลานเหอพิมพ์จุดพร้อมอีโมร้องไห้แทนคำพูด

“นานๆทีจะเจอกันต่อหน้า พูดไมค์ก็ได้”

“…” หลานเหอยังคงแจกจุด

“อารมณ์ไม่ดีเหรอ?”

“เปล่า” เด็กหนุ่มปฏิเสธอย่างร้อนตัว แถมมือยังเผลอปัดลงบนคีย์บอร์ดทำตัวหลานเหอกระตุกวูบก้าวเข้าระยะความเกลียดชังล่อมอนเตอร์ออกมาโจมตีอีก

“จุ๊ๆ เด็กไม่ดี โกหกไม่เนียนเลย” เยี่ยซิวหัวเราะเบาๆรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัวขณะรัวนิ้วบังคับให้จวินม่อเซี่ยวฆ่ามอนเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้พวกเขาพร้อมทั้งพูดหยอกจอมยุทธ์ดาบตรงหน้าต่อ “แล้วข้อเสนอไม่ชิงสถิตดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อน คุณจะตอบว่าไง ตกลงไหม?”

อ่า… เรื่องนี้

“…” หลานเหอแทบน้ำตานองหน้าขณะพิมพ์แจกจุดไร้คำพูด ยิ่งมองตัวเกมคนจรจวินม่อเซี่ยวฆ่ามอนเตอร์หลายตัวชิลๆอารมณ์เขายิ่งดิ่งลงเหว ความคิดด้านลบกลับเข้ามาในหัวทันที

“คุณว่าผมไร้ฝีมือรึเปล่า?” คำพูดหลุดจากปากโดยไม่ทันคิด

“หืม?”

“เปล่า คือว่า…” หลานเหอขยับตัวอย่างอึดอัด ละมือข้างหนึ่งจากคีย์บอร์ดแล้วนั่งเท้าคางมองหน้าจอ ก่อนตัดสินใจระบายออกมา

ตอนนี้จวินม่อเซี่ยวยังไม่สังกัดกิลด์ไหน ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร อีกทั้งตอนนี้เขารู้สึกว่าถ้าหากไม่ระบายกับใครสักคนคงจะจิตตก ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปทั้งวัน ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ๆ

ยังไงซะคนตรงหน้าก็เป็นต้นเหตุ รับผิดชอบด้วยการฟังเขาบ่นก็น่าจะสาสม!

แถมดูจากการที่จวินม่อเซียวตีมอนเตอร์โดยไม่ปล่อยให้มีตัวไหนโจมตีเขาสักนิด หมอนี่คงไม่ปล่อยให้เขาถูกมอนเตอร์ปลิดชีพตายอนาถขณะกำลังบ่นเรื่อยเปื่อยหรอก

หลังคิดเสร็จสับหลานเหอก็เตรียมระบายความกลัดกลุ้มออกทันที ระบายออกแล้วจะฮึดกลับไปช่วยกิลด์หลานซีเก๋อชิงสถิติต่อ แบบนี้มีประสิทธิภาพกว่าเห็นๆ

“ทีมชิงสถิติของหลานซีเก๋อครั้งนี้มีคนเล่นแทนตำแหน่งผม” หลานเหอพยายามพูดเรียบๆแต่น้ำเสียงกลับปกปิดความกังวลหดหู่ไม่มิด แถมยังเผลอลงน้ำหนักกับมือข้างที่อยู่บนคีย์บอร์ดขยับตัวไปล่อมอนเตอร์ออกมาให้จวินม่อเซียวตีเพิ่มอีกกลุ่ม แต่หลานเหอไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย เพราะในหัวปรากฏภาพเร่าอ้านฉุยหยางกำลังถากถางเขาอยู่

เยี่ยซิวเลิกคิ้วกับการล่อมอนเตอร์โดยไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร รัวนิ้วตีต่อพลางนั่งฟังเงียบๆ

“เขากำลังชิงตำแหน่งห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อกับไอดีใหญ่ผม แถมยังPK ชนะผมอีก แล้วก็ผลงานในเซิร์ฟเวอร์สิบของผมก็… เฮ้อ.. นั่นแหละ”

“ถ้าหากสถิติถูกพิชิตเพราะเขา คุณจะลำบากสินะ?”

“ก็ใช่” อันที่จริงหลานเหออยากพูดต่อว่า เพราะจวินม่อเซี่ยวนั่นแหละทำให้เขาตกที่นั่งลำบากที่สุด แต่เพื่อให้มีคนฟังเขาบ่นหลานเหอเลยตัดสินใจมองข้ามไป “แต่บางทีถ้าเป็นแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้ คุณคิดว่าผมควรยกไอดีนี้ให้เขาเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบดีไหม บางทีถ้าเป็นเขาสถานการณ์ของหลานซีเก๋ออาจจะดีกว่านี้”

“อย่าเลย ฉันขอโท-…”

“ฮะ? คุณพูดว่าอะไรนะ?” ปลายเสียงขาดหายจนหลานเหอต้องถามย้ำ

“เปล่าไม่มีอะไร” เยี่ยซิวบอกปัดเต็มเสียงผิดกลับประโยคก่อนหน้าที่พูดงึมงำในคอจนหลานเหอได้ยินไม่ชัด “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“หืม…? จัดการ…? เดี๋ยวๆ จะจัดการอะไร ผมแค่บ่นให้คุณฟังเฉยๆ” หลานเหอสะดุ้งวาบ ยืดตัวมองจอเต็มตัว หน้าจอเห็นจวินม่อเซี่ยวที่ตีมอนเตอร์จนตายหมดแล้วพลันขยับเข้าใกล้จนชิดตรงหน้าเขา จากนั้นอีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบาๆ

แล้วน้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาราวกับถูกเจ้าตัวมาพูดกระซิบอยู่ข้างหูโดยตรงก็ดังขึ้น

“เรื่องนี้ฉันรับผิดชอบเอง ไม่ต้องห่วงนะ เสี่ยวหลาน”

พูดจบอีกฝ่ายก็ขยับตัวจากไป ทิ้งให้หลานเหอนั่งอึ้งกระพริบตาปริบๆมองแผ่นหลังคนจรที่จากไปจนลับหายจากสายตา

ข้างแก้มเด็กหนุ่มร้อนผ่าวอย่างแปลกประหลาดกับน้ำเสียงนุ่มนวลชวนจั๊กจี้ผิดวิสัยนั่น…

หัวใจพลันอุ่นวาบราวกับถูกลูบหัวโดยตรง

นี่มัน… บ้าเกินไปแล้ว

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่หัวใจก็ยังเต้นรัวแปลกๆไม่เป็นจังหวะอยู่ดี…

นานทีเดียวกว่าหลานเหอจะสังเกตเห็นข้อความที่ส่งมาจากจวินม่อเซี่ยว เมื่อเปิดอ่านอารมณ์สั่นไหวที่เกิดขึ้นวูบใหญ่ก็หายไปเปลี่ยนเป็นโมโหแทบกระอักเลือด

‘สถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเดี๋ยวฉันจะเป็นคนชิงเอง ไม่ต้องห่วงนะ’

เชี่ย! คนนิสัยไม่ดี! เขาไม่ได้บ่นให้ฟังเพื่อให้จวินม่อเซี่ยวกลับไปท้าชิงสถิติกับกิลด์หลานซีเก๋อของเขานะ หมอนั่นเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า!? ถ้าจวินม่อเซี่ยวกลับไปชิงสถิติก็เท่ากับที่เขาทำมามันสูญเปล่าทั้งหมดน่ะสิ!

“นี่คุณกลับมาก่อน!” หลานเหอตะโกนก้องเริ่มขยับนิ้วสั่งบังคับให้ตัวเองวิ่งตามหลังไป

รั้ง! ต้องรั้งตัวไว้อย่าให้จวินม่อเซียวไปดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเด็ดขาด!

แต่อีกฝ่ายจากไปนานแล้ว วิ่งตามไปก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

หลานเหอเปิดหน้าต่างสหายรีบส่งข้อความไปห้ามแต่กลับได้รับคำตอบที่ทำเอาแทบร้องไห้

‘ช้าไปแล้ว วางแผนเรียบร้อยแล้ว’

อีโมยิ้มกว้างสวมแว่นกันแดดสีดำตามหลังข้อความนั่นช่างดาเมจสูงทำร้ายใจจริงๆ

หลานเหอเอาหัวโขกคีย์บอร์ด

ไม่หรอกมั้ง… สถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนที่พวกซุนอี้เหล่ากำลังจะเพิ่มสถิติคงไม่ล้มเหลวเพราะเขาหรอกมั้ง

ไม่หรอกมั้ง… จวินม่อเซี่ยวคงไม่ทำตัวมีจิตอาสาทำลายสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนทั้งๆที่ไม่มีคนจ้างหรอก

…ใช่ไหม?

หลานเหอปลอบใจตัวเองอย่างเงียบงัน

 

………………………..

 

อีกฝั่งห่างจากหลานเหอที่กำลังวิ่งตามหลังคนบางคนออกมาไกล

จวินม่อเซี่ยวหยุดยืนนิ่ง เยี่ยซิวเปิดหน้าต่างสหายกดเรียกระดมปาร์ตี้พิชิตสถิติดันเจี้ยนไปสูบบุหรี่ไป

‘ฉันขอโทษ’

ประโยคที่หยุดชะงักไปกลางคันของเขาขณะกำลังพูดกับหลานเหอ… หลังจากเห็นท่าทางของจอมยุทธ์ดาบแล้ว เยี่ยซิวก็รู้สึกตัวว่าครั้งนี้ตนเองแกล้งหนักมือไปจริงๆ

ตอนแรกเขาชิงสถิติให้พวกกิลด์เหยี่ยหลุนแล้วเห็นว่าหลานเหอใจแข็งไม่ยอมทักมาเหมือนปกติ เลยแอบหนักมือกับรายการของที่มอบให้กิลด์ป้าซี่สยงถูเพื่อให้เยี่ยตู้หานถานร้อนรนจนไปถามเอากับหลานเหอ จากนั้นหลานเหอก็คงจะทักมาเหมือนปกติ

แต่กลับไม่…

หลานเหอชิงสถิติกลับมาโดยไม่มีข้อความทักหาเขาสักคำ เขาเลยชิงเฟิร์สคิลบอสแม็ปแม่มดเพลิง และแล้วในที่สุดข้อความแจ้งเตือนจากหลานเหอก็มา เยี่ยซิวรีบเปิดรีบตอบหลานเหอก่อนข้อความของคนอื่นๆที่ส่งมาแทบล้นจอ

พูดคุยอย่างอวดๆตัวนิดหน่อย จากนั้นอีกฝ่ายก็ออฟไลน์หายไปเลย…

ประโยคที่พิมพ์คุยกันคราวนั้นน่าจะสร้างปัญหาให้

อืม… เขากล้าทำกล้ารับ ในเมื่อสร้างปัญหาให้อีกฝ่าย เขาก็จะแก้ปัญหาให้เอง

“แค่ไม่ให้ทีมพิชิตดันเจี้ยนของหลานซีเก๋อรอบนี้ทำสถิติสูงสุด ตัวปัญหาของหลานเหอก็ไม่สามารถเป็นปัญหาให้หลานเหอได้สินะ”

เยี่ยซิวยิ้มกว้าง ขยี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยแล้วละมือมารัวนิ้วพิมพ์ข้อความเรียกระดมสมาชิกอีกรอบ

เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน เกอใจดีขนาดนี้ ต้องอยู่กับเกอที่เซิร์ฟเวอร์สิบนานๆสิ จะยกไอดีให้คนอื่นมั่วซั่วได้ไง เด็กนิสัยไม่ดี.

 

 

_______________________________________________________________________________

สัมผัสได้ว่าช่วงเวลานี้ของเรื่องต้องมีซัมติ่ง 555+

Gundam Seed Destiny : : Untill You… [Shin x Athrun]

Fan Fiction: Mobile Suit Gundam Seed Destiny [ Cross Omegaverse]

Pairing:  shin x athrun

Note: ฟิคตามรีเควสของคุณ SweeT’y   หัวข้อ : เรท

  • ไม่มีสงครามระหว่างซาฟท์และกองทัพโลก

 

โคมไฟถูกหรี่จนเหลือเพียงแสงสลัวๆมองแทบไม่เห็นบริเวณอื่นของห้องนอกจากเตียงสีขาวสะอาดตาที่ตอนนี้มีร่างๆหนึ่งนอนอยู่ ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ด้วยแรงดึงทึ้งจากเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินที่ร่างกายกำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน ใบหน้าหวานแดงก่ำ ตามไรผมมีเหงื่อซึมออกไม่หยุดบ่งบอกถึงอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งขึ้นสูง

ไม่ไกลนักบนพื้นข้างเตียงคือกระบอกฉีดยาและแคปซูลที่ถูกเปิดแล้วสองแคปซูล

ยาสำหรับระงับอาการของโอเมก้า

อัสรันแข็งใจลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มือสั่นระริกยกขึ้นจิกรอยกัดตรงคออย่างแรงจนเลือดซิบเพื่อหวังให้มันหยุดปลุกความร้อนรุ่มที่กระจายไปทั่วร่างเสียที แต่สัมผัสนั้นกลับสร้างความวาบหวิวจนริมฝีปากที่ขบแน่นต้องหลุดเสียงคราง

“อือ… อ๊ะ…”

ดวงตาสีเขียวปิดลงอย่างเคลิบเคลิ้ม มือเรียวเลื่อนจากลำคอไล่ลงสัมผัสแผ่นอกโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวลูบไล้ผิวกายผ่านเสื้อเชิ้ตที่ถูกดึงจนกระดุมหลุดแทบเผยให้เห็นยอดอกที่ชูชันด้วยแรงอารมณ์

“อื้อ!”

ปลายนิ้วพลันสะกิดโดนจุดอ่อนไหวของตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว ความปวดหนึบแล่นปราดดึงเอาสติกลับมา โอเมก้าหนุ่มผวาพาตัวเองลงจากเตียงพยายามคุมสติเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า แต่แล้วขาทั้งคู่ก็พลัดอ่อนเปลี้ยหมดแรงล้มลงกองกับพื้น

ราวกับกำลังตกอยู่ในเปลวเพลิง

ระ..ร้อน… ทรมาน ช่วย… ช่วยที…

ดวงตาสีเขียวปิดแน่นข่มอารมณ์ ใบหน้าคนๆหนึ่งลอยเข้ามาในห้วงความร้อนรุ่ม เขายกมือขึ้นขบกัดเรียกสติที่กำลังหลุดลอย พยายามลบภาพคนๆนั้นออกไปจากหัว

เลือดสีแดงไหลจากบาดแผลตามมือออกมาตามไรฟัน  ความมืดสนิทเริ่มคุกคามกดให้ดวงตาสีเขียวปิดสนิท พร้อมๆกับที่ประตูห้องถูกเปิดออกและความอุ่นร้อนก็ตรงเข้าโอบร่างกายอย่างอ่อนโยน

อัสรันพยายามฝืนร่างกายลืมตามองคนที่กำลังโอบกอดตัวเองแน่น แต่แล้วเงารางๆของอีกฝ่ายก็หายไปพร้อมกับสติของเขา

“คุณอัสรัน!!”

เสียงคุ้นหูตะโกนเรียกอย่างตื่นตะหนกคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน

…………………………………………………..

 

สามเดือนก่อน

แพลนท์ , ฐานทัพประจำเมืองหลวง กองทัพซาฟท์

ภายในพื้นที่ส่วนเก็บโมบิลสูทและโมบิลอาเมอร์ของยานมิเนอร์วาในขณะนี้เต็มไปด้วยลูกเรือที่เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งเรียกรวมพลที่กัปตันยานสั่งการมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

ชิน อาสึกะ ในชุดทหารของซาฟท์กลอกตาอย่างเบื่อๆ กัปตันทาเรียไม่ได้สั่งให้ทุกคนอยู่ในระเบียบมากนักดังนั้นลูกเรือเกือบทุกคนจึงส่งเสียงพูดคุยจอแจกันไม่หยุดหลังจากได้พักผ่อนยาวนานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆเพื่อเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจฝึกซ่อมรบร่วมกับออร์บที่โลกเป็นเวลาสามเดือน

น่าเบื่อชะมัด

เด็กหนุ่มอ้าปากหาวหวอดๆพลางมองไปยังกัปตันสาวที่ก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูลในจอมิเตอร์พกพาอย่างไม่มีทีท่าจะบอกถึงเหตุผลที่สั่งรวมพลกะทันหัน รู้งี้เขารอขึ้นยานพร้อมเรย์ในตอนเย็นซะก็ดีหรอก

เพราะหมายกำหนดออกยานคือวันพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงมีบางคนที่ไม่ได้มาเข้าแถวเนื่องจากจะขึ้นประจำยานในตอนเย็น และเพื่อนของเขาเรย์ ซา บาร์เรล ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยให้เหตุผลว่า อยากอยู่กับท่านผู้แทนดูแลนเดิลให้นานที่สุดก่อนจะไปที่โลก

พวกเห็นคนรักดีกว่าเพื่อนนี่น่าโมโหจริงๆ

ดวงตาสีแดงหันมองไปรอบๆ จังหวะเดียวกับที่โมบิลสูทเครื่องหนึ่งบินเข้ามาในยาน แรงสั่นสะเทือนมีเพียงเล็กน้อยในจังหวะที่เครื่องลงจอดทำให้ชินขยับยิ้มนึกชื่นชมฝีมือของนักบิน การบังคับเครื่องให้ลงจอดอย่างนุ่มนวลนั้นเป็นไปได้ยากหากไม่มีฝีมือพอ

คนๆนี้ไม่เลว

ชินตั้งเป้าหมายว่าหากมีโอกาสจะขออีกฝ่ายท้าประลองทันที

“อะแฮ่ม!”

จู่ๆกัปตันทาเรียก็ละสายตาจากจอมอนิเตอร์แล้วกระแอมไอขึ้นเพื่อเรียกความสงบ ทว่าสายตาทุกคนกลับจับจ้องไปยังโมบิลสูทเครื่องสีแดงที่พึ่งดับเครื่องเป็นตาเดียวไม่สนใจหญิงสาวผู้เป็นกัปตันเลยแม้แต่น้อย

“จัสติสกันดั้ม!! นั่นอัสรัน ซาล่านิ!” เสียงใครสักคนดังขึ้น ตามด้วยเสียงอื่นๆอีกเป็นขบวน จากนั้นความสงบก็ถูกทำลาย เสียงอุทานและเสียงกรี๊ดเบาๆดังขึ้นเมื่อเห็นนักบินลงจากเครื่องแล้วเดินตรงมาที่จุดรวมพล จนกัปตันทาเรียต้องกระแอมไออีกครั้งเพื่อเรียกความสงบ

กัปตันสาวออกคำสั่งให้ทุกคนทำความเคารพเมื่อเด็กหนุ่มผมน้ำเงินเดินมาหยุดยืนหน้าแถวลูกเรือ หญิงสาวแจ้งว่าอีกฝ่ายจะมาประจำการในฐานะนักบินตำแหน่งเฟทประจำยานมิเนอร์วาเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ก่อนจะให้ผู้มาใหม่เอ่ยถึงภารกิจ

อัสรันสั่งให้ทุกคนเอามือลง เริ่มอธิบายถึงภารกิจบนโลกของยานมิเนอร์วาอย่างคราวๆพร้อมเปิดข้อมูลในจอมอนิเตอร์ที่ถือมาด้วยให้ลูกเรือทุกคนดู รายละเอียดภารกิจถูกขยายเป็นโฮโลแกรมขนาดใหญ่ มือเรียวชี้อธิบายอย่างคล่องแคล่วเรียกให้ทุกคนมองตาม

สายตาชินหยุดนิ่งมองร่างโปร่งเพรียวในชุดทหารซาฟท์ที่มีสัญลักษณ์หน่วยเฟทกลัดตรงหน้าอกอย่างไม่วางตา ท่าทางอธิบายอย่างเอาจริงเอาจังไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ แต่เป็นกลิ่นหอมแปลกๆต่างหาก

กลิ่นหอมประหลาดที่ทั้งหอมทั้งหวานและยังเย้ายวนลอยแตะจมูกชวนให้รู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งร่าง เขาได้กลิ่นนี้ตั้งแต่คอทพิทจัสติสเปิดออก และรุนแรงมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งเมตร

นี่มันผิดปกติ…

ใบหน้าเด็กหนุ่มซีดเผือด มือทั้งสองข้างกำแน่นพยายามคุมสติเพ่งมองช่องว่างตรงปกเสื้อของอัสรันที่ถูกเจ้าตัวติดกระดุมสูงปิดคอตามแบบฉบับการแต่งกายที่ถูกต้องของทหารซาฟท์

“นี่ๆ รู้หรือเปล่าว่าเขาน่ะเป็นโอเมก้าคนเดียวที่เป็นนักบินของซาฟท์”

เสียงลูกเรือสาวคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆจากด้านหลังทำให้ชินหันไปมองด้วยความตกใจ

“โอเมก้าเป็นพวกอ่อนแอไม่ใช่เหรอ” เด็กสาวผมสีแดงนาม ลูน่ามาเรีย ฮอว์ค ที่ยืนอยู่ข้างๆคนพูดโน้มตัวเข้าไปกระซิบถามหญิงสาวอย่างสงสัย “แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นแหละ?”

“จุ๊ๆ ฟังแล้วเงียบเอาไว้เลยนะ เธอก็รู้ใช่ไหมว่า ท่านประธานลักซ์ ไคล์น กับ ผบ.คิระน่ะเป็นอัลฟ่าทั้งคู่”

นัยน์ตาของลูน่ามาเรียยังมีแววสงสัย ทำให้อีกคนเอ่ยอย่างรู้ดีด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“ก็เพราะว่าเป็นอัลฟ่าทั้งคู่เลยไม่เกิดอารมณ์น่ะสิ เลยต้องหาโอเมก้ามาแทรกกลาง เขาเลยอาศัยความเป็นโอเมก้าไต่เต้าจากตำแหน่งนั้นจนได้เป็นนักบินหน่วยเฟทไงล่ะ” ลูกเรือสาวรีบพูดต่อด้วยความสนุก “ว่ากันว่าปลอกคอของคุณอัสรันไม่ได้มีไว้กันอัลฟ่ามากัดหรอก แต่กันความลับแตกว่าถูกกัดไปแล้วต่างหาก คิกคิก”

หญิงสาวหัวเราะร่วน ลูน่ามาเรียกระพริบตาปริบๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่ชินขมวดคิ้วแน่น

“ตรงนั้นน่ะเงียบกันได้แล้ว”

กัปตันทาเรียพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิทำให้หญิงสาวสองคนรู้สึกตัวว่าตอนนี้ทุกคนกำลังมองพวกเธอเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของเรื่องผู้ถูกนินทา อัสรันมองตรงมาด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร ลูน่ามาเรียรีบก้มหน้างุดหลบสายตาด้วยความอับอาย ใบหน้าเด็กสาวซีดเผือดด้วยความกลัว เนื่องจากอัสรันเป็นถึงหน่วยเฟทที่สามารถสั่งลงโทษเธอได้

แต่แล้วชั่ววินาทีอกสั่นขวัญแขวนก็ผ่านไป เมื่อเฟทหนุ่มสั่งแยกย้ายแถวและขอตัวไปที่ห้องพักส่วนตัวประจำยาน

“ฟู่…” ลูน่ามาเรียถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะที่ทุกคนต่างพากันไปพักผ่อน ก่อนสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อมีมือหนามาแตะบนไหล่ แต่เมื่อหันไปเห็นเป็นเพื่อนหนุ่มก็บ่นใส่

“โถ่ ชิน อย่าทำให้ตกใจสิ”

“เธอว่าเรื่องที่คนนั้นบอกเป็นความจริงรึเปล่า” ชินถามเสียงเรียบพยายามกดความรู้สึกขุ่นเคืองแปลกๆแต่มือกลับเผลอบีบบ่าลูน่ามาเรียแน่นจนอีกฝ่ายนิ่วหน้า
“จะไปรู้เหรอ” หญิงสาวสะบัดตัวออกแล้วนวดไหล่ตัวเองเพื่อคลายความเจ็บพลางบ่นอุบอิบ น่ากลัวว่าบ่าเธอจะเป็นรอยช้ำม่วงคล้ำ ให้ตายเถอะ หมอนี่มือหนักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“แล้วเธอได้กลิ่นฟีโรโมนจากเขาหรือเปล่า”

“หือ?”

“เห็นเขาว่ากันว่าถ้าโอเมก้าถูกกัดแล้วจะไม่ส่งฟีโรโมนออกมาน่ะ ได้ยินมาเฉยๆจริงหรือไม่จริงฉันไม่รู้หรอก” เด็กหนุ่มพูดเร็วจนลิ้นรัว เมื่อได้รับสายตาที่ส่อแววสงสัยจากเพื่อนสาว “เธอเป็นอัลฟ่า แล้วเธอได้กลิ่นจากเขาหรือเปล่า”

“นายก็เป็น..”

“ฉันเป็นเบต้านะ!” ชินพูดขัดเสียงเข้ม ก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงติดจะหงุดหงิด “อย่าลืมสิว่าฉันเป็นเบต้า ตอบมาได้แล้วว่าเธอได้กลิ่นหรือเปล่า”

แค่ได้กลิ่นหรือไม่ได้กลิ่น คำถามง่ายๆจะเล่นตัวทำไมก็ไม่รู้

ชินขมวดคิ้วขณะรอฟังคำตอบจากเด็กสาวที่ทำท่าทางครุ่นคิด เด็กหนุ่มเคาะปลายเท้ากับพื้นเพื่อลดอาการร้อนใจและกระวนกระวายแปลกๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเสียงเคาะเท้าเป็นจังหวะดังรัวเช่นเดียวกับเสียงหัวใจของเขาที่เต้นแรงตั้งแต่ครั้งวินาทีที่สบตากับอัสรัน ซาล่าในตอนคอทพิทของจัสติสถูกเปิดออก

เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินผู้มีนัยน์ตาสีเขียวราวมรกตเนื้อดี ผิวขาวละเอียดดั่งหิมะ และริมฝีปากน่าจุมพิตเหมือนกุหลาบแรกแย้ม ราวเชื้อเชิญให้ครอบครอง…

ชินสั่นหัวตัวเองรัวๆไล่ภาพอัสรันออกจากหัว แต่แล้วกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ทั้งยั่วยวนทั้งชวนให้เคลิบเคลิ้มก็ทำให้เขานึกถึงร่างโปร่งเพรียวอยู่ดี

หอม… หอมมาก ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้กลิ่นไหนหอมยวนใจขนาดนี้มาก่อน

พลันจมูกได้กลิ่นหอมนั้นอีกครั้ง ชินสูดหายใจลึกกอบโกยโดยไม่รู้ตัว

“ฉันว่าฉันไม่ได้กลิ่นนะ” ในที่สุดหลังนึกตรองอยู่นานสองนานลูน่ามาเรียก็พูดขึ้น เด็กสาวย่นจมูกเมื่อนึกถึงทฤษฎีของชิน “แต่คุณอัสรันดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้นนะ ข้อมูลนายมั่วแล้วล่ะชิน”

“เธอว่าไงนะ” เด็กหนุ่มที่กำลังเคลิ้มพูดเสียงเบา ได้ยินคล้าย ไม่อะไรสักอย่างแล้วก็ชื่อตัวเอง

หอมจัง…

ลูน่ามาเรียชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ชิน “ฉันไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนจากตัวคุณอัสรัน! แล้วฉันคิดว่าข้อมูลที่นายรู้มามันมั่วมาก!”

เด็กสาวกระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายก่อนเดินหนี เด็กหนุ่มที่เจอเสียงดังเรียกสติกระพริบตาปริบๆจากนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดแน่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่เพื่อนสาวพูด

ไม่ได้กลิ่นงั้นเหรอ ทำไมถึงไม่ได้กลิ่นล่ะ ในเมื่อ…

มันหอมซะขนาดนั้น

 

โลก , ฐานทัพซาฟท์ประจำสาธารณรัฐออร์บ

หลังจากวันนั้นจนผ่านมาเกือบสัปดาห์ ชินก็ไม่ได้กลิ่นหอมประหลาดจากตัวอัสรันอีก ถึงแม้จะตั้งใจเดินสวนในระยะประชิดบ่อยๆหรือนั่งกินข้าวโต๊ะข้างๆ กระทั่งแกล้งเซล้มใส่แล้วเผลอดึงกระดุมเสื้อหลุดจนเห็นปลอกคอของอีกฝ่ายเขาก็ไม่ได้กลิ่นใดๆ

จะว่าไปแล้ว ใบหน้าตื่นๆของคุณอัสรันตอนที่ปลอกคอโผล่ออกมาให้เห็นทั้งเส้นก็ตลกจนอดหัวเราะไม่ได้ ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างแล้วกระพริบปริบๆดูน่ารักเหลือเกินในสายตาเขา

“เฮ้อ…”

ให้ตายเถอะ คิดถึงกลิ่นหอมๆนั่นชะมัด

“นี่ชิน นายกำลังฝึกซิมูเลชั่นอยู่นะ ช่วยมีสมาธิหน่อยได้ไหม” เรย์พูดขึ้นหลังละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วมาเห็นคนฝึกบินที่เหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มือเรียวเคาะไปที่หุ่นยนต์สีแดงบนหน้าจอฝึกที่กำลังยิงบีมไรเฟิลมา “ถึงจัสติสของคุณอัสรันจะฝีมือร้ายกาจมากก็เถอะ แต่นายควรตอบโต้บ้างนะ”

ปี๊ป……. ปี๊ป ปี๊ป ปี๊ป ปี๊ป

ไม่ทันขาดคำ เสียงสัญญาณยุติการฝึกก็ดังขึ้น พร้อมแสดงผลการต่อสู้ที่เรียกได้ว่าห่วยแตกไม่มีชิ้นดี

ชินยิ้มแห้งๆ ขณะที่เรย์ขมวดคิ้วก้มหน้าก้มตากรอกข้อมูลการฝึกซิมูเลชั่นของชินกับจัสติสจากจอคอมพิวเตอร์ลงมอนิเตอร์พกพา หลังส่งผลไปยังส่วนกลางเรียบร้อยแล้วชินก็ได้รับสายตาดุๆเป็นรางวัลทันที

“ทำไมฝึกสู้กับจัสติสทีไรนายเหม่อทุกที” เรย์ถามเพื่อนสนิทอย่างจ้องจับผิด

คุณอัสรันอุตส่าห์มอบข้อมูลการต่อสู้ของจัสติสให้กับยานมิเนอร์วาเพื่อให้นักบินนำมาฝึกซิมูเลชั่น แต่แทนที่ชินจะตั้งใจฝึกดันเอาแต่เหม่อเวลาเห็นจัสติส แถมการต่อสู้แต่ละครั้งเดสทินี่ยังพังแหลกขณะที่คู่ต่อสู้ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ยังดีที่จัสติสไม่จัดการที่คอทพิท คะแนนติดลบเนื่องจากนักบินตายเลยไม่มี

“ขอโทษนะ” ชินพูดเสียงอ่อย “ฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อยเกี่ยวกับคุณอัสรันน่ะ”

“เรื่องที่เขาเป็นโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ใช่ไหม”

“นายรู้ได้ไง” เขามองเพื่อนอย่างทึ่งๆ อีกฝ่ายเลิกคิ้วมุมปากขยับยิ้มขำๆเชิงถามว่า แล้วนายคิดว่าฉัน เรย์ ซา บาร์เรล คนนี้เป็นใครกัน

ชินหัวเราะออกมาเบาๆ นั่นสินะ เขาลืมไปเลยว่าเรย์เป็นเบต้าโคออดิเนเตอร์ที่เป็นคู่ของอัลฟ่าโคออดิเนเตอร์ท่านผู้แทนดูแลนเดิล แถมยังเป็นสหายที่รู้ใจเขาไปหมดว่าเขาคิดอะไรอยู่

“อีกอย่างคุณอัสรันก็ไม่ได้ปิดบังข้อมูลสักหน่อยว่าตัวเองเป็นโอเมก้า สุ่มชาวแพลนท์มาถามคนสองคนก็รู้แล้ว หรือนายไม่รู้จริงๆ?”

“เปล่าๆ รู้สิรู้” ปฏิเสธเสียงสั่น เพราะเขาพึ่งรู้ว่ามีโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ก็วันนัดร่วมพลนั่นแหละ “ฉันแค่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับโอเมก้าเท่าไหร่”

“จะเอาข้อมูลไหมล่ะ เดี๋ยวฉันส่งให้” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลงมือโอนย้ายข้อมูลจากจอมิเตอร์พกพาของตัวเองส่งออนไลน์ให้ชินโดยไม่รอคำตอบ

บนใบหน้าเรย์ปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัยซะจนชินร้อนๆหนาวๆก่อนเฉไฉขอตัวไปนอนอ่านข้อมูลบนเตียงเพื่อหลบสายตาที่มองมาอย่างรู้ทัน

“พรุ่งนี้ต้องไปฝึกกับทหารออร์บแต่เช้า อย่าอ่านข้อมูลจนตื่นสายล่ะ”

และสามวันให้หลัง ด้วยความช่วยเหลือของเรย์ผู้รู้ทันก็ทำให้ชินได้รับการฝึกซ้อมพิเศษจาก อัสรัน ซาล่า เนื่องจากผลการฝึกซ้อมซิมูเลชั่นตกต่ำจนไม่สามารถให้ทำการขึ้นขับโมบิลสูทได้ (เรย์เลือกส่งผลการซิมูเลชั่นของชินเฉพาะรอบที่สู้กับจัสติส)

“ทำไมคุณถึงเป็นโอเมก้าล่ะ”

ยามเย็นหลังฝึกซ้อมพิเศษเสร็จชินก็เอ่ยถามขึ้น หลังอยู่ด้วยกันทุกวันจนเกือบเดือนก็ทำให้เขาตัดสินใจถามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้มากที่สุด ดวงตาสีแดงมองคนข้างๆที่ยืนพิงกำแพงเหม่อมองไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า ด้วยกลัวว่าอีกคนจะเข้าใจผิดเลยรีบพูดเสริมอย่างร้อนรน

“ผมหมายถึงว่า คุณน่ะเป็นโคออดิเนเตอร์ แล้วแบบพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกตัวเองเป็นอัลฟ่า”

นานทีเดียวกว่าอัสรันจะเบือนหน้าจากท้องทะเลหันมามองเขา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร “ก็เพราะโคออดิเนเตอร์ส่วนมากเป็นอัลฟ่าไงล่ะ”

วูบหนึ่งดวงตาสีเขียวของอีกฝ่ายมีความโศกเศร้าพาดผ่านแต่ก็หายไปในไม่กี่วินาทีจนชินคิดว่าตัวเองตาฝาด

เมื่อเฟทหนุ่มหันกลับไปมองทะเลอีกครั้ง ชินก็ใคร่ครวญคำพูดเรียบๆนั่น

โคออดิเนเตอร์ไม่เหมือนพวกเนเชอรัลหรือพวกเกิดตามวิธีปกติที่ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นอัลฟ่า เบต้า หรือโอเมก้า โคออดิเนเตอร์ทุกคนเมื่อตอนอยู่ในครรภ์มารดาจะได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมให้มีความเป็นอัลฟ่ามากที่สุด ดังนั้นประชากรส่วนใหญ่ของแพนซ์จึงเป็นอัลฟ่า หากเป็นอัลฟ่าไม่ได้ก็จะเป็นเบต้าที่มีความเป็นอัลฟ่าสูงเมื่อเทียบกับเนเชอรัล

แต่ถ้าหากมีโอเมก้าที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมจนมีความเป็นโอเมก้าแท้เพียงหนึ่่งเดียวขึ้นมาแล้วล่ะก็…

ผู้ใดครอบครองโคออดิเนเตอร์โอเมก้าผู้นั้นครอบครองโคออดิเนเตอร์ทั้งหมด

“ฉันล้อเล่นน่ะ” อัสรันหัวเราะเบาๆเมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มมีหน้าตาจริงจังเคร่งเครียดจนเผลอยกมือขึ้นขยี้หัวสีดำอัตโนมัติแล้วคลี่ยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย”

ชินจ้องมองใบหน้าโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะหายลับไปกับขอบฟ้าส่องกระทบกับรอยยิ้มบางๆนั่นทำให้พร่าเลือนสั่นไหวคล้ายยิ้มคล้ายร้องไห้

ไวเท่าความคิด เขาดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด แรงขัดขืนเบาๆเกิดขึ้นชั่วครู่ก่อนจะนิ่งไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์

กลิ่นหอมอ่อนๆลอยฟุ้งแตะจมูก ดวงตาสีแดงมองปลอกคอของอัสรันที่โผล่พ้นขอบปกเสื้อให้เห็นบางส่วน ในหัวทวนข้อมูลที่เรย์ส่งให้

…พรุ่งนี้แล้วสินะ

และวันรุ่งขึ้น อัสรัน ซ่าล่าก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง กัปตันยานทาเรียออกคำสั่งไม่ให้ใครไปรบกวนเฟทหนุ่ม กลิ่นหอมหวานเย้ายวนอ่อนๆที่ลอยฟุ้งออกมาจากห้องของโอเมก้าโคออดิเนเตอร์ทำให้ทุกคนรู้ว่า ถึงช่วงเวลาฮีท

ระยะฮีลของโอเมก้าจะเกิดขึ้นทุกเดือน เดือนละเจ็ดวันไม่ขาดไม่เกิน แถมมาตรงเวลาทุกเดือน ดังนั้นโอเมก้าทุกคนจะรู้ว่าช่วงเวลานี้ต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเวลาที่ร่างกายปล่อยฟีโรโมนออกมามากที่สุดเพื่อเรียกร้องให้อัลฟ่าหรือโอเมก้ามาร่วมสัมพันธ์กับตน

แต่เพราะปัจจุบันมีการสร้างยาฉีดระงับอาการฮีทของโอเมก้าไม่ให้ปล่อยฟีโรโมนมากเกินไป ดังนั้นหากไม่ใช่พวกที่มีฟีโรโมนสูงเกินปกติก็สามารถดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนเดิมได้ แถมหลังช่วงฮีทหนึ่งวันฟีโรโมนในร่างกายยังลดระดับเทียบเท่าเบต้าอีกด้วย

นั่นคือข้อมูลเฉพาะกับโอเมก้าเนเชอรัลเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย อัสรันเลยต้องอยู่แต่ในห้อง

 

ชินนั่งจิ้มไส้กรอกใส่ปากอย่างเหม่อๆ เด็กหนุ่มอยู่ในห้องอาหารพร้อมกับลูกเรือยานมิเนอร์ว่าไม่กี่คนที่พึ่งกลับมาจากการซ้อมรบกับทหารออร์บ

เขาไม่ได้เจออัสรันมาเจ็ดวันแล้ว และวันนี้ก็เข้าสู่วันที่แปดซึ่งตามข้อมูลที่เรย์ให้มา วันนี้เป็นวันที่โอเมก้าหยุดปล่อยฟีโรโมน

…แต่อัสรันก็ยังไม่ออกจากห้อง

โอ๊ย! หงุดหงิด!

ชินโขกหัวตัวเองกับโต๊ะอาหารและฟุบหน้าอยู่หน้านั้น เรียกให้เรย์ที่นั่งกินสเต็กอยู่ฝั่งตรงข้ามไปคุยวิดิโอคอลกับผู้แทนดูแรนเดิลไปหันมาให้ความสนใจผู้เป็นเพื่อนในที่สุด เด็กหนุ่มผมยาวรีบเอ่ยลาคนรักและปิดจอสื่อสาร จากนั้นสะกิดชินให้เงยหน้าขึ้นมามอง

“อะไร”

น้ำเสียงซังกะตายที่ถามกลับมาทำให้เรย์นึกขำ เบต้าหนุ่มเรียกแสดงผลเมนูอาหารก่อนจะกดเลือกข้าวต้มกับน้ำส้ม หน้าจอแสดงเวลาถอยหลังเป็นวินาทีและเมื่อหมดเวลาอาหารทั้งสองอย่างก็โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะ

“อยากเจอก็ไปหาเขาสิ พาสเวิร์ดผ่านประตูห้องพักก็มี” น้ำเสียงติดหัวเราะพูดแนะนำ “ถ้าเขาถามก็บอกว่าเอาอาหารเย็นมาให้ วันนี้วันที่แปดแล้วไม่เป็นไรหรอก”

เนื่องจากฝึกพิเศษของอัสรันมียิงปืน ต่อสู้ตัวต่อตัว สลับกับฝึกซิมูเลชั่น ดังนั้นชินเลยได้พาสเวิร์ดห้องพักของเฟทหนุ่ม

ดวงตาสีแดงวาบวับ ชินผุดตัวลุกขึ้นแท็คมือเรย์ที่ยื่นมาหาอย่างรู้ใจ “ขอบคุณที่แนะนำ ไปล่ะนะ”

พูดจบก็รีบลุกขึ้นถือถาดอาหารเดินตัวปลิวขึ้นไปด้านบนส่วนห้องพัก

เมื่อถึงหน้าห้องของอัสรันเขาอดขมวดคิ้วอย่างสงสัยไม่ได้ เพราะถ้าตามข้อมูลแล้ววันนี้อัสรันจะไม่มีฟีโรโมน แต่นี่กลิ่นหอมยั่วยวนปลุกอารมณ์วาบวามกลับลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ

เหมือนวันนั้นไม่มีผิด

ชินสูดหายใจลึก พยายามกดอารมณ์ที่ถูกปลุกขึ้นก่อนจะใส่พาสเวิร์ดลงเครื่องข้างประตู

เมื่อเข้าไปในห้อง ก็พบว่าคนผมสีน้ำเงินกำลังฝึกซีมูเลชั่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ท่าทางเอาจริงเอาจังจนคิดว่ารอให้ฝึกเสร็จแล้วค่อยทักทายดีกว่า เมื่อวางถาดที่ใส่ข้าวต้มกับน้ำส้มลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งมองร่างเพรียวในชุดเชิ้ตลำลองเงียบๆ

กลิ่นหอมปลุกอารมณ์อับอวลทั่วห้องพาร่างกายให้เคลิบเคลิ้ม ลำคอพลันแห้งผาก

ครั้งแรกที่เขาสนใจเฟทหนุ่มที่พึ่งมาประจำการก็เพราะกลิ่นนี้ พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นโอเมก้าก็เกิดความสนใจใคร่รู้ เพราะโคออดิเนเตอร์ไม่เคยมีโอเมก้า ตอนแรกเขาคิดว่าอัสรันอาจจะตั้งใจปกปิดตัวตน หรือไม่ก็ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า…

เหมือนกับเขา

เหตุการณ์ในอดีตที่มายุเกือบถูกอัลฟ่าคนอื่นข่มขืน ทำให้ชินรู้สึกเกลียดความเป็นอัลฟ่าในตัวเอง และเพื่อไม่ให้น้องสาวกลัวเลยต้องบอกกับทุกคนว่าตัวเองเป็นเบต้า

แต่แล้วเมื่ออยู่กับอัสรันมากๆเขาก็รับรู้ด้วยตัวเองว่าฝ่ายนั้นเป็นโอเมก้าขนานแท้

ในขณะที่ความเป็นอัลฟ่าในตัวเขาถูกปลุกขึ้นเรื่อยๆ

จากแค่สนใจเป็นอยากรู้จัก พอได้รู้จักแล้วอยากใกล้ชิด

…อาศัยชื่อเบต้าบังหน้า แอบใกล้ชิด แอบเนียนสัมผัสผิวกาย แอบสูดกลิ่นหอม แอบลวงเอาความไว้ใจเชื่อใจของอัสรันที่ไม่ให้ความสนิทกับอัลฟ่าคนไหนในยานมิเนอร์วา

อัสรันบอกว่า กลัวเวลาอัลฟ่ามาอยู่ใกล้ๆ เพราะตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์

…ไม่เป็นไร ผมเป็นเบต้า อยู่กับคุณได้ไม่มีปัญหาหรอก แต่สุดท้ายกลับกดความรู้สึกแทบตายไม่ให้สติกระเจิดกระเจิงยามใกล้ชิด

อัสรันบอกว่า อัลฟ่าบางคนก็ประสาทสัมผัสดีเกินไป ขนาดฉีดยาทุกวันยังได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าอีก ดังนั้นทุกคนเลยห้ามไม่ให้เข้าใกล้อัลฟ่าที่ท่าทางแข็งแกร่งเกินหนึ่งเมตร

…ไม่เป็นไร ผมเป็นเบต้า ว่าพลางแกล้งดึงร่างเพรียวในชุดทหารมากอดหมุนไปหมุนมา ดูสิคุณอัสรันอยู่ใกล้ขนาดนี้ยังไม่ได้กลิ่นเลย แต่ในความรู้สึกกลับพลุกพล่านกลับถึงห้องพักต้องจัดการตัวเองเสียหลายรอบ

อัสรันบอกว่า ดีนะที่ชินเป็นเบต้า เพราะเบต้าไม่น่ากลัว

…นั้นสินะ ดีที่เป็นเบต้า

ดีที่มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นอัลฟ่า และคนพวกนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นอัลฟ่าที่กำลังหมายตาโอเมก้าโคออดิเนเตอร์เพียงคนเดียวของซาฟท์อยู่!

“เป็นอะไร นั่งเงียบเชียว”

รู้ตัวอีกทีคนที่นั่งอยู่หน้าจอก็ย้ายตัวเองมานั่งเก้าอี้ข้างๆ ชินมองคนผมสีน้ำเงินซึ่งกำลังแบ่งข้าวต้มเป็นสองชามอย่างเลื่อนลอย

วันนี้อัสรันไม่ใส่ปลอกคอ เผยให้เห็นลำคอขาวไร้ตำหนิ ไร้รอยกัด แถมตัวยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเชิ้ตตัวบางแนบสนิทกับผิวกาย กลิ่นยั่วยวนของฟีโรโมนรวมกับกลิ่นเหงื่อหอมเย็นของโอเมก้าทำให้ชินรู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังตื่นเต้นร้อนผะผ่าวจนต้องกลืนน้ำลายอย่างกระหาย

ข่าวลือนั่นไม่เป็นความจริง อัสรันไม่ได้เป็นของ ผบ.คิระ

ความคิดนี้สร้างความดีใจ จนอดคาดหวังไม่ได้ ชินรีบย้ายสายตาจากลำคอขาวที่ไร้เครื่องป้องกันไปยังหน้าจอที่กำลังแสดงผลซีมูเลชั่นอยู่

ผลคือแพ้ คู่ต่อสู้คือฟรีด้อมกันดั้ม คนขับคือคิระ ยามาโตะ

คะแนนเกือบจะเรียกได้ว่าเสมอ แต่ที่สำคัญคือ…

ข้อมูลการต่อสู้ของฟรีด้อมไม่เคยมอบให้ใคร ไม่มีแม้กระทั่งในข้อมูลกลางของกองทัพซาฟท์

“นายอยากลองสู้กับฟรีด้อมเหรอ?” อัสรันถามพลางเลื่อนชามข้าวต้มอีกชามให้นักเรียนฝึกพิเศษ “เดี๋ยวขออนุญาตคิระให้ไหม” เฟทหนุ่มเอ่ยต่ออย่างใจดี โดยไม่ได้รู้เลยว่าน้ำเสียงที่เอ่ยถึงชื่อคิระที่ดูสนิทสนมอยู่หลายส่วนทำให้คนฟังหงุดหงิด

พลัก!!

ตุ๊บ!!

รู้ตัวอีกทีชินก็ผลักอัสรันลงกับพื้น โน้มตัวขึ้นทาบทับเงาบดบังร่างโอเมก้าหนุ่มจนมิดราวจะกลืนกินให้จมหายไปในร่างของตน ท่ามกลางอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นสติพล่าเลือน เขาเห็นดวงตาสีเขียวด้านล่างมองกลับมาอย่างสงสัย

ไร้แววหวาดระแวง

ชินหัวเราะแผ่วเบา ซุกหน้าเข้ากับลำคอขาวแล้วอ้าปากกัดผิวนุ่มจนเป็นรอยฟัน

“อ๊ะ!!”

อัสรันสะท้านเฮือก อารมณ์วาบวามจากรอยกัดแผ่ซ่านไปทั้งร่างราวกับกำลังบ่งบอกว่าร่างนี้ถูกตีตราว่าตนไม่ใช่เจ้าของมันอีกต่อไป ริมฝีปากร้อนดูดเม้มลำคอขาวที่แต่งแต้มด้วยเลือดสีแดง ไล่เลียดูดกลืนทุกหยดไม่ให้หล่นลงพื้น ปลายนิ้วเลื่อนลงต่ำปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มเผยให้เห็นแผ่นอกแบนราบกล้ามเนื้อหน้าท้องบางๆชวนให้แตะต้องลูบไล้ สัมผัสจากนิ้วที่ซุกซนไปทั่วทำให้โอเมก้าหนุ่มสั่นสะท้าน

“ยะ..อย่า อื้อ!”

เสียงร้องห้ามถูกดูดกลืนด้วยริมฝีปากที่ลงมาประกบตักตวงเอาทั้งเสียงทั้งความหวาน แถมยังพรากเอาความนึกคิดที่เหลืออยู่ให้ลอยคว้าง แรงขัดขืนหายไปเมื่อได้รับสัมผัสอ่อนโยน ชินเลื่อนมือลงต่ำสอดมือเข้าไปในส่วนลับใต้กางเกงของคนด้านล่าง

ลิ้นร้อนด้านบนเคล้าคลอเอาใจ ส่วนมือข้างล่างกลับดึงรั้งปลุกอารมณ์จนโอเมก้าหนุ่มเกร็งเครียดด้วยแรงอารมณ์

ทั้งคู่เข้าสู่สภาวะฮีท

ความร้อนรุ่มในร่างกายฉุดพรากเอาสตินึกคิดที่มีอยู่ไปจนเกือบหมด มีเพียงความต้องการของร่างกายเท่านั้นที่สั่งการ

ชินถอนริมฝีปากออกแล้วเลื่อนขึ้นไปซับน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาสีเขียวที่มองมาอย่างปวดร้าว ร่างของอัสรันอ่อนเปลี้ยเป็นผลมาจากการถูกกัดตีตราความเป็นคู่ครองที่ต้นคอ

โอเมก้าไม่สามารถขัดขืนคู่ของตัวเองได้ แม้จะไม่ยินยอมก็ขัดขืนไม่ได้

เฟทหนุ่มพยายามดึงสติของตนกลับมาไม่ให้ตกอยู่ในภาวะฮีท แต่ความสับสนกึ่งลอยคว้างกึ่งรับรู้ทำให้เขาเจ็บ เด็กที่ตนเชื่อใจกำลังข่มขืนตัวเอง แถมยังโกหกว่าเป็นเบต้าทำให้เขายินยอมปลดช่องว่างอย่างไม่คิดระแวง

ตั้งแต่ริมฝีปากนั้นตีตราลงบนต้นคอ ความจริงก็กระแทกหน้าเขาอย่างจัง

ขัดขืนเบต้าสำหรับอัสรันแล้วมันง่าย แต่การขัดขืนอัลฟ่าที่ออร่าแข็งแกร่งแถมยังเป็นเจ้าของรอยกัดบนต้นคอสำหรับเขามันแทบเป็นไปไม่ได้ ยีนโอเมก้าในตัวร่ำร้องให้เขาปล่อยสติ ทำตามสัญชาตญาณ ในขณะที่ความเป็นโคออดิเนเตอร์ฉุดรั้งร่างกายให้ยังมีความนึกคิดอยู่

สองด้านตีกันจนเขาทรมาน ด้านหนึ่งยินยอมพร้อมใจ แต่อีกด้านกลับต่อต้านขัดขืน

“ผมขอโทษ”

ชินกระซิบข้างหูอัสรันแผ่วเบาด้วยความสำนึกผิด แต่มือกลับปลดกางเกงอีกฝ่ายและดึงเรียวขาให้เข้ามาแนบชิดบนตักมากยิ่งขึ้น ปลายนิ้วลูบไปช่องทางด้านหลังที่มีสารคัดหลั่งของโอเมก้าล้นปริ่มออกมา ก่อนส่งนิ้วเข้าเบิกทางหมุนวนจนอีกคนหวีดร้องผวาตัวขึ้นมากอดเขาแน่น

“อ๊ะ อ๊า!! …. อึก! ยะ… อ๊า!”

อัสรันกอดอัลฟ่าหนุ่มแน่น ใบหน้าซุกที่ต้นคออีกฝ่ายแขนสองข้างเกี่ยวกระวัดแผ่นหลังแนบแน่นยามเมื่อจำนวนนิ้วเพิ่มขึ้นทีละนิ้วละนิ้วและบดคลึงผิวอ่อนนุ่มด้านในจนเสียวซ่านไปทั่ว

ชินจูบขมับปลอบประโลมร่างสั่นระริก กลิ่นหอมหวานเย้ายวนปลุกอารมณ์ฟุ้งจากร่างบนตักจนเขาแทบคุมสติไม่อยู่ ยีนอัลฟ่าในตัวเรียกร้องให้เลิกเตรียมพร้อมและแทรกกายเข้าไปในช่องทางที่รัดตอดนิ้วของเขาซะเดี๋ยวนี้

แต่เหตุผลที่เขาไม่ทำคือไม่อยากเห็นอัสรันร้องไห้

มือข้างที่เหลือลูบไล้ผิวกายแดงเรื่อ ริมฝีปากร้อนชื้นไล่ลิ้มชิมซอกคอขาวดูดเม้มสร้างรอยรักจนร่างเพรียวบิดเร้า เมื่อถูกรุกรานไปเสียทุกส่วนในที่สุดหยาดน้ำสีขาวก็ผุดจากแก่นกายที่ชูชันออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องที่เสียดสีกัน

“อ๊ะ…อ๊า…” อัสรันสูดหายใจลึก ความอึดอัดจากจุดอ่อนไหวยังคงอยู่ ทั้งที่ปลดปล่อยแล้วความต้องการกลับมากขึ้นกว่าเดิม

สะโพกบางเสียดสีเข้าหาความร้อนผ่าวทั้งยังขยับเอวรับนิ้วไปที่สอดส่ายไปมา ดวงตาสีเขียวช้อนมองอัลฟ่าหนุ่มอย่างเว้าวอน ท่าทางยั่วยวนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวของอีกคนทำเอาชินทนไม่ไหวถอนนิ้วทั้งสามออกแล้วแทรกกายเข้าช่องทางร้อนทีละน้อย

“อื้อ!” สิ่งแข็งขืนที่ดุนดันเข้ามาพาร่างที่ถูกรุกล้ำสะบัดเร้าแอ่นเกร็ง ขณะที่อีกคนยังใจเย็นขยับเข้าออกช้าๆจนกระทั่งสามารถเข้าไปได้ทั้งหมด

“คุณอัสรัน“ ความควบแน่นแถมตอดรัดทำเอาชินครางด้วยความสุขสม เอ่ยกระซิบข้างหูอีกคนอย่างร้องขอ “คุณช่วยเรียกชื่อผมได้ไหม”

อัลฟ่าหนุ่มดันร่างเพรียวลงนอนกับพื้นทั้งที่ยังเชื่อมต่อกันอยู่ แรงเสียดสีทำเอาอัสรันสะท้านเฮือกจิกปลายนิ้วลงกับพื้นพรมจนขึ้นข้อขาว ชินคว้ามือสองข้างขึ้นจุมพิตก่อนรั้งให้โอบคอตน ให้ระบายความอึดอัดลงบนแผ่นหลัง ริมฝีปากไล่พรมจูบใบหน้าที่พราวไปด้วยเหงื่อของอัสรันอย่างปลอบประโลม  “เรียกชื่อผม”

“อ๊า.. อือ!”

คนด้านบนขยับตัวให้เข้าไปลึกมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น เสียงร้องครางหวานหูบ่งบอกความเสียวซ่านปนสุขสมพาให้อารมณ์ร้อนพุ่งสูง โอเมก้าหนุ่มจิกปลายนิ้วลงบนแผ่นหลังเพื่อระบายความอึดอัด ใบหน้าเชิดขึ้นเผยให้เห็นลำคอขาวที่มีรอยฟันขบและแต่งแต้มด้วยรอยจูบแดงเรื่อ

“อ๊ะ… อ๊ะ… ยะ..อย่าพึ่ง อ๊า…”

สัมผัสเชื่องช้าบาดลึกเปลี่ยนเป็นร้อนแรงทารุณวาบหวิวแทบขาดใจ อัลฟ่าหนุ่มแทรกกายเข้าไปในความอุ่นร้อนอย่างโหยหาขณะที่สะโพกบางก็บดเบียดตอบรับตามสัญชาตญาณ สองมือปัดป่ายสัมผัสร่างกายของกันและกันพาอารมณ์ที่พุ่งสูงให้สูงขึ้นอีก

คนนี้ๆเป็นของเขาแล้ว…

ชินขยับปลายลิ้นเลื่อนไปยังริมฝีปากที่ส่งเสียครางไม่หยุดมอบจูบร้อนแรงเต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนเลื่อนริมฝีปากไปที่ต้นคอ

…เป็นโอเมก้าของเขาเพียงคนเดียว

ทาบทับริมฝีปากที่รอยกัดแรกที่ส่งกลิ่นหอมหวานยั่วยวนแล้วขบแรงจนเลือดสีแดงสดไหลรินลงตามรอยแผล ฝังแน่นรอยประทับตราที่จะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ตราบเท่าที่ร่างกายไม่แหลกสลาย

ชินขยับตัวปลดปล่อยสัญชาตญาณ แทรกลึก กัดกินจนอีกฝ่ายแทบขาดใจ ราวผู้ล่ากำลังขบเม้มเนื้ออ่อนนุ่มของกระต่าย กัดลิ้มชิมรสทีละส่วนละส่วนสร้างรอยแดงดุจเลือดที่กำลังย้อมขนสีขาว

จนร่างกระต่ายแต่งแต้มไปด้วยรอยประทับตราแสดงว่าเป็นของๆผู้ล่านี้เพียงผู้เดียว…

แม้ตอนนี้เสียงครางหวานหูจะไม่ได้เรียกชื่อเขา แต่ก็ยังเป็นของเขา

 

ตุ๊บ!

ชินฟุบหน้าลงกับจอซีมูเลชั่น เด็กหนุ่มอยากจะโขกหัวตัวเองแรงๆกับเครื่องนั่นซะให้รู้แล้วรู้รอด เสียงสัญญาณจบการฝึกดังลั่นไปทั่วทำให้เพื่อนร่วมห้องที่กำลังคุยกับคนรักผ่านจอมิเตอร์พกพาบนเตียงหันมาตำหนิให้ปิดเสียงซะ

“เรย์ ฉันกำลังจะตาย” ชินบ่นเสียงแหบโหย ดวงตาสีแดงมองจัสติสกันดั้มบนจอแต่ในหัวกลับนึกถึงตัวนักบิน

หลังจากวันนั้นตลอดหนึ่งเดือนมานี่อัสรันก็ไม่เข้าใกล้เขาอีกเลย อีกฝ่ายยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างดี เวลาเป็นหัวหน้าทีมนักบินก็สั่งการเขาเหมือนปกติ แต่เวลาอื่นโอเมก้าหนุ่มไม่เคยอยู่ใกล้เขาเกินกว่าสามเมตร

แถมช่วงนี้ลูน่ามาเรียกับเมย์รินยังตามติดอีกฝ่ายแจจนแทบเป็นเงาตามตัว เสียงหัวเราะหยอกล้ออัสรันของสองสาวนั่นทำเอาเขาหงุดหงิดโมโหแทบตาย… แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ไม่มีสิทธิ์… ทั้งๆที่อัสรันเป็นโอเมก้าของเขาแท้ๆ แค่เดินเข้าไปในโซนสามเมตรแค่ก้าวเดียว รังสีความเป็นปรปักษ์ก็ถูกส่งมาจนเขาปวดร้าวไปหมด

“พรุ่งนี้คุณอัสรันก็เข้าสู่ช่วงฮีทแล้วใช่ไหม” เรย์โพล่งขึ้นมาอย่างพึ่งนึกขึ้นได้หลังบอกลาและตัดการสื่อสารกับผู้แทนดูแรนเดิลแล้ว เบต้าหนุ่มขมวดคิ้วแน่นก่อนตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆเพื่อนสนิทที่เครื่องซีมูเลชั่นทำให้ชินผุดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นๆ

นัยน์สีฟ้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงอย่างแฝงความคาดคั้นแบบปิดไม่มิด เรย์ยื่นมือจับใบหน้าชินไม่ให้หันไปทางอื่นก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“บอกฉันมา วันนั้นที่ไปห้องคุณอัสรันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“ไม่มีอะไรนิ” หน้าชินซีดเผือดพยายามเบือนหน้าหันหนีไปทางอื่น เพราะเขาไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับเรย์ และไม่อยากจะบอกกับใครคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออัสรัน

“โอ๊ย!!”

อัลฟ่าหนุ่มร้องลั่นเมื่อถูกเพื่อนสนิทบีบแก้มอย่างแรง อีกฝ่ายเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆที่ฟังดูสยองเมื่อมือทั้งคู่ยังบีบแน่นอยู่ “ไม่ตอบก็อยู่มันอย่างนี้แหละ ห้ามโกหกด้วย นายก็รู้ว่าฉันจะจับได้”

นานกว่าสิบนาทีกับการเจ็บปวดและถูกมองด้วยสายตาคาดคั้น

ในที่สุดชินก็ยอมแพ้พูดเสียงอ่อย เมื่อเรย์บอกว่าไม่งั้นจะไปถามคุณอัสรันเอง

“นายอย่าไปบอกคนอื่นนะ” ชินสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า ดวงตาสีแดงมองเรย์อย่างจริงจังก่อนจะบอกเรื่องในวันนั้นออกไป

ใบหน้าหวานของเรย์ซีดเผือด นานทีเดียวกว่าจะเอ่ยประโยคแรกหลังฟังเรื่องทั้งหมด

“งั้นข่าวลือเรื่อง ผบ.คิระกัดเขาแล้วก็ไม่เป็นความจริงน่ะสิ”

ชินมองอีกฝ่ายตาขวาง เรย์เลยบ่นอุบว่าก็เห็นชาวบ้านเขาลือกันแบบนั้น สงสัย ผบ.คิระอยากจะปกป้องเพื่อนสนิทเลยปล่อยข่าวลือออกมา

“นายต้องไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลยชิน! ”

“เขาไม่อยากเจอฉัน จะให้ไปทำไม” ชินมองเพื่อนด้วยความสงสัยแต่น้ำเสียงปิดความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด “พรุ่งนี้ก็เข้าสู่ช่วงฮีทของเขาแล้วด้วย”

“ก็เพราะเป็นช่วงนั้นไง” เรย์โชว์ข้อความในจอมิเตอร์พกพาให้ดู ก่อนพูดต่ออย่างเคร่งเครียด “ไปซะ ต่อให้เขาเอาปืนยิงนาย นายก็ต้องไป”

…โอเมก้าที่มีคู่ เมื่อเข้าสู่ระยะเวลาฮีทจะเรียกร้องหาคู่ของตัวเองเท่านั้น หากไม่ได้รับการร่วมสัมพันธ์ทางกายกับคู่ของตน ร่างกายโอเมก้าอาจช็อกหมดสติและเกิดโอเวอร์ฮีท…

 

…………………………………………………..

 

เมื่ออัสรันได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบแต่ความมืด จากสัมผัสทำให้โอเมก้าหนุ่มรู้ว่ามีผ้าคาดปิดดวงตาเขาไว้ และตนกำลังนอนอยู่บนเตียงนอน สองมือถูกรวบด้วยกุญแจหลักดึงขึ้นไปติดกับหัวเตียงด้านบน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตระหนกคือสัมผัสผ่าวร้อนจากรอยกัดใต้ปลอกที่บ่งบอกว่าคู่ของเขาอยู่ไม่ไกล

“นายต้องการอะไร” เอ่ยถามเสียงเรียบแต่กลับฟังดูโกรธเกลียดจนตัวเองยังกลัว

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงความอ่อนแอของโอเมก้า เพียงแค่อยู่ใกล้อัลฟ่าที่เป็นคู่ก็ราวถูกสูบเรี่ยวแรงทั้งหมด เกลียด… เกลียดความอ่อนแอ เกลียดรอยกัดนี่!

แต่ที่เด่นชัดกว่าความเกลียดคือความเสียใจที่ชินหลอกเขา!

“ผมขอโทษ” น้ำเสียงรู้สึกผิดดังขึ้นพร้อมกับเตียงที่ยวบลง ไออุ่นจากร่างกายทาบทับลงแล้วรั้งไว้ตัวเขาไว้ในอ้อมแขน “ผมขอโทษ”

เสียงกระซิบข้างฟังดูเว้าวอน แต่กลับปลุกปั้นความร้อนผ่าวจากรอยกัดให้ลามไปทั่วทั้งตัว

นิ้วเย็นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาช้าๆพลางกดย้ำปลายนิ้วสัมผัสผิวกายดุนดึงให้อุณหภูมิขึ้นสูง ก่อนจะได้ร้องห้ามริมฝีปากก็ถูกปิดด้วยจุมพิตเร่าร้อนพาสติลอยไปไกล

สัมผัสด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ผ่าวร้อนราวกับอยู่ในเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง

…ภายนอกผ้าที่ปิดบดบังการมองเห็นของอัสรัน ดวงตาสีแดงมองร่างที่บิดเร้าอยู่ข้างล่างตนด้วยความยินดี สัมผัสอุ่นร้อน การตอดรัด รวมทั้งเสียงครางหวาน

ทั้งหมดนี่เป็นของเขา…

ชินขยับยิ้ม

อัสรัน… ผมขอโทษที่ผมห้ามสัญชาตญาณของอัลฟ่าไม่ได้ แต่ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำเลยแม้แต่น้อย ผมเคยเกลียดการเป็นอัลฟ่า แต่เมื่อพบคุณผมกลับดีใจที่ตัวเองเป็นอัลฟ่า

เพราะมันทำให้ผมได้ครอบครองคุณ

 

 

____________________________________________________________________________

ขอสารภาพว่าครอส Omegaverse เพราะว่านึกภาพชินกดอัสรันไม่ออกขอรับ! (//โดนบีมแคนน่อนของเดสตินี่เก็บ) แบบพอนึกถึงการต่อสู้ตัวต่อตัวของชินกับอัสรัน… ถ้าไม่สมยอมหรือถูกบังคับหนักคงยาก แค่กๆ

//ขุดจากเด็กดีมาแปะในนี้

 

 

 

Fate Zero : : ใต้ฟ้าที่เป็นสีจาง [ Rider x Waver ]

Fan Fiction:      Fate Zero

Pairing:            ไรเดอร์[อเล็กซานเดอร์] x เวเวอร์

 

เวเวอร์หยิบหนังสือเล่มหนาเตอะออกจากชั้นหนังสือ ริมฝีปากบางขยับยิ้มพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตรงริมหน้าต่างที่เปิดกระจกกว้างปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆจากด้านนอกเข้ามาให้ความอบอุ่นและให้แสงสีทองร่ำไรจากดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ สายลมพัดผ่านเข้ามาในห้องไล้เรือนผมยาวสีเขียวเข้มให้พลิ้วไหว บ่งบอกว่าในตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเวเวอร์เหมือนในวันวาน แต่เป็นลอร์ดเอลเมลลอยที่สอง

กาลเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีมากแล้ว นับตั้งแต่สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์คราวนั้น…

มือเรียวพลิกเปิดหน้าหนังสือเล่มหนาความด้วยเศร้าโศกโหยหาที่อัดแน่นอยู่เต็มอก หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำราเวทย์ ไม่ใช่บันทึกมนตรา ไม่มีความสำคัญอะไร เป็นเพียงแค่บันทึกอัตชีวประวัติของบุคคลหนึ่งเท่านั้น

แค่เท่านั้นเอง…

หากในยามที่เปิดอ่าน ยามที่ปลายนิ้วลูบไล้สัมผัสชื่อใครบางคนบนหน้ากระดาษ ยามนั้นราวกับหนังสือเล่มนี้ได้ปลดผนึกพาเขาเข้าไปในความทรงจำที่ราวกับภาพฝันอันไกลโพ้น

แม้จะแสนเศร้า แต่ก็ยังแฝงด้วยความสุข

ถ้าเวเวอร์สามารถย้อนอดีตกลับไปได้อีกครั้ง เขาก็เลือกที่จะขโมยโบราณวัตถุสำหรับอัญเชิญกษัตริย์ผู้พิชิตจากเคย์เนสและเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์อีก เพื่อจะได้เจอเขาคนนั้น เพื่อพบไรเดอร์ เพื่อมอบชีวิตให้กับราชาเพียงหนึ่งเดียวของเขา เพื่อเอ่ยสัตย์สาบานว่าจะมอบชีวิตให้

หนังสือบนโต๊ะถูกพลิกเอื่อยๆจนกระทั่งหยุดลงในหน้าที่มีเพียงภาพวาดหน้าผาสูงชันริมทะเลสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ภาพจินตนาการของโอเชียนัสที่อเล็กซานเดอร์ปรารถนาจะได้เห็น

ดวงตาสีเขียวเข้มหลุบลงต่ำก่อนปิดลงช้าๆ ความฝันเลือนรางที่ฝันเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว แม้ฝันนั้นจะเลือนรางแค่ไหน แต่ความรู้สึกยามพบกับไรเดอร์อีกครั้งในคววามฝันนั้น แม้ตื่นแล้วยังแจ่มชัดในความรู้สึก

มุมปากชายหนุ่มขยับยิ้มบางเบาขณะปล่อยตัวเองให้จมสู่ห้วงความรู้สึก

ในความฝัน เขายืนอยู่ริมหน้าผาสูงชัน ด้านล่างคือหาดทรายขาวที่มีคลื่นทะเลซัดสาดเข้าฝั่งเป็นระลอกๆ ไอแดดจากดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าร้อนแรงเสียจนรู้สึกแสบผิว กลิ่นไอทะเลก็เหมือนจริง จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองเผลอหลุดเข้ามาในมิติเวทย์ของใครหรือเปล่า

กระทั่งเห็นใครบางคนเดินตรงมาภายใต้ท้องฟ้าสีจาง

ไรเดอร์ที่กำลังยิ้มร่า

อ่า… นี่คงเป็นความฝันสินะ

เวเวอร์กลอกตามองท้องฟ้าสีจางซีดด้านบน แดดแรงขนาดนี้แต่สีท้องฟ้ายังซีดจาง คิดยังไงๆก็เป็นความฝันชัดๆ นักเวทย์หนุ่มถอนหายใจเบาๆขณะที่ร่างใหญ่ยักษ์ของไรเดอร์เดินมาถึงตัวเขาพอดี

“ไงเจ้าหนู โตขึ้นมากแล้วนิ”

อีกฝ่ายทักเสียงดังลั่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดวงตาคมกริบเป็นประกายดั่งเปลวเพลิงที่มองตรงมาทำให้ใจเวเวอร์ไหวสะท้าน ความรู้สึกตีกันยุ่งเหยิงจนไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกไหนก่อนดี

ทั้งดีใจ ทั้งโหยหา กังวล อยากวิ่งเข้าไปหาร่างนั้น หรือปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝันเพื่อจะได้ไม่เจ็บปวดกับการพบเจอที่ไม่เป็นความจริง

จนร่างใต้ชุดคลุมสีแดงเพลิงนั้นเข้ามาใกล้จนเงาทาบทับบนร่างเขา เวเวอร์ก็รับรู้ถึงความจริงบางอย่าง

นี่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว แถมเขาก็โตขึ้นมาก แต่ทำไม… ทำไมถึงไม่พ้นเงาร่างนี้สักที!

ตัวตนใหญ่ยักษ์ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของไรเดอร์ทำเอาจอมเวทย์หนุ่มเบ้ปากอดที่จะตวาดใส่ด้วยความหงุดหงิดไม่ได้

“นี่เป็นความฝันของฉัน ห้ามมาทำวางกล้ามนะ!”

คนตัวเล็กกว่าทุบแผ่นอกแกร่งรัวราวกับกลับไปเป็นเด็กชายตัวน้อยแสนเอาแต่ใจอีกครั้ง

เป็นแค่ความฝันไม่ใช่ความจริงแท้ๆ ห้ามมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขานะ!

มือเรียวทุบรัวๆลงแผ่นอกคนโตกว่าพลางบ่นไม่หยุดทำเอาอีกคนกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะดึงสติกลับมาและหัวเราะร่วนอย่างขบขัน

เวเวอร์ยิ่งอารมณ์เสียบ่นหนักเข้าไปอีก

แต่ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งยุ ไรเดอร์หัวเราะก้องรีบจับร่างผอมโปร่งของเขายกหมุนไปหมุนมาทันทีทำอย่างกับว่าเขายังเป็นเด็กชายตัวกระเปี๊ยก เวเวอร์ตาลายมองใบหน้าที่ฉายแววมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดของกษัตริย์ผู้พิชิต พอเห็นรอยยิ้มกว้างใต้เคราสีแดงแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากกระชากยังไงชอบกล

แต่หยาดน้ำที่คลออยู่ในดวงตากลับบดบังจนมองเคราที่อยากกระชากแทบไม่เห็น

ไม่นะ… เขาไม่ได้อยากร้องไห้สักหน่อย

หยาดน้ำตาอุ่นหยดแหมะร่วงเป็นสายใส่ใบหน้าของกษัตริย์ผู้พิชิตพาเอารอยยิ้มกว้างขี้แกล้งเลือนหายเหลือเพียงความเอ็นดู ไรเดอร์อุ้มร่างโปร่งแนบอกด้วยแขนเพียงข้างเดียวพลางยื่นมืออีกข้างเช็ดน้ำตาที่ไหลรินบนดวงหน้าจอมเวทย์หนุ่มอย่างอ่อนโยน

“โตป่านนี้แล้วยังขี้แยอีกรึเจ้าหนู” เสียงทุ่มเอ่ยกระเซ้าแหย่คนในอ้อมแขนอย่างนุ่มหูพยายามเบนความสนใจเรียกให้เวเวอร์หันมาค้อนขวับใส่ จอมเวทย์หนุ่มพยายามสูดหายใจกลั้นเสียงสะอื้นพลางซบหน้าลงกับบ่าแกร่ง ฝ่ามือกำเสื้อคลุมของไรเดอร์แน่น

“ฉัน…ฉันคิดถึงนาย” เวเวอร์กระซิบเสียงอู้อี้ขาดห้วง ขณะที่อีกฝ่ายลูบผมเขาเบาๆ

กลิ่นไออุ่นจากร่างที่กำลังโอบกอดตนอยู่ทำให้จิตใจที่ปั่นป่วนด้วยคลื่นความรู้สึกสงบ เวเวอร์รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน เป็นเพียงแค่การพบเจอที่ไม่เป็นจริง เมื่อลืมตาตื่นในยามเช้า ความจริงที่ว่าไรเดอร์ไม่มีตัวตนอยู่เคียงข้างก็จะกลับมากระแทกหน้าเขาอีกครั้ง

แต่คิดถึงเหลือเกิน ดีใจเหลือเกิน

แม้จะเป็นความฝัน แต่การได้พบไรเดอร์ ได้รู้ว่าอีกฝ่ายยังสบายดี ยังมีรอยยิ้มกว้าง ยังคงเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่เหมือนในวันวานยามเคียงข้างเขา เพียงเท่านี้ก็ดีเกินพอ

ยังจำเวเวอร์ เวลเว็ท คนนี้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ความฝันก็ไม่เป็นไร

แม้รู้ว่าไม่มีทาง แต่อยากคิดอยากหลอกตัวเองว่านี่คือความจริง เขาได้พบกับไรเดอร์อีกครั้งจริงๆ ได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนแกร่งนี้อีกครั้ง ได้ฟังเสียงของไรเดอร์… เสียงที่เขาไม่ได้คิดไปเองคนเดียวยามหลับตานึกถึงเรื่องราวในอดีต

จอมเวทย์หนุ่มผุดยิ้มจางๆ หลับตาซึมซับช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด…

“ไปเล่นน้ำกันเถอะ!”

“หะ? เหวอ!!!” เวเวอร์สะดุ้งร้องเสียงหลงอย่างตกใจ เมื่อคนที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่กระโจนลงจากหน้าผาในพริบตาถัดมา เสียงหวีดร้องของจอมเวทย์หนุ่มดังลั่นแข่งกับเสียงหัวเราะของไรเดอร์ ชายหนุ่มหลับตาปี๊เกาะคออีกฝ่ายสุดแรง สายลมตีปะทะหน้าจนลืมตาไม่ได้

แม้จะเป็นฝันแต่ความรู้สึกตกจากหน้าผานี่มันช่างสมจริงเกินไปแล้ว!

“ปะ..ปล่อยคอข้า”  ไรเดอร์พูดพลางหัวเราะร่วนพยายามแกะมือเวเวอร์ออกจากคอตนเอง แต่ร่างเล็กไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังเกาะเขาแน่นเป็นลูกลิงไม่ยอมปล่อยมือแถมส่ายหัวงุดๆทั้งๆที่ไม่ลืมตาแสดงท่าทางปฏิเสธอย่างเห็นได้ชัด

กษัตริย์ผู้มาจากอดีตเกาหัวแกรกๆ

แล้วนี่จะเล่นน้ำกันยังไง?

ร่างสูงถอนหายใจ ก่อนไรเดอร์จะกระชับแขนโอบอุ้มเวเวอร์ให้แน่นขึ้นแล้วเดินลงทะเลไปทั้งๆอย่างนั้น เมื่อน้ำทะเลอยู่ในระดับเอวของเขา เวเวอร์ก็ยอมแกะตัวเองออกมามองดูรอบๆพร้อมทำท่าทางโล่งอกที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่

ดูทำเข้า!

ไรเดอร์หัวเราะเบาๆค่อยๆปล่อยให้เวเวอร์ลงยืนด้วยตัวเอง จากนั้นก่อนที่จอมเวทย์หนุ่มจะตั้งตัวติด มือใหญ่ก็รีบกวักน้ำทะเลสาดใส่จนร่างเล็กเปียกปอนไปทั้งตัวพร้อมกับหัวเราะดังก้องอย่างอารมณ์ดี

“ถ้ายังไม่โจมตีกลับ เจ้าจะแพ้สงครามนี้นะ” คนโตกว่าพูดหยอกล้อพลางสาดน้ำใส่ ทำเอาคนถูกแกล้งตาเขียวปั๊ดหันมาโจมตีกลับทุกวิธีที่ตัวเองจะคิดออก ทั้งดึงชายเสื้อคลุมไรเดอร์ไว้ไม่ให้หลบหนี ทั้งกระโจนเข้าหา แกล้งขัดขา จนในที่สุดร่างของคนโตกว่าก็เปียกปอนไปทั้งตัว

เวเวอร์หัวเราะเสียงใสแข่งกับเสียงของไรเดอร์ ผลัดกันโวยวายผลัดกันวิ่งหนีวิ่งไล่ ภายในท้องฟ้าสีจาง ท้องทะเลไร้ผู้คน มีเพียงพวกเขาสองคนและความสุขที่ลอยอบอวลจนปัดเป่าความรู้สึกกังวล เศร้าเสียใจทั้งหมดที่เคยรู้สึกมา

หากนี้คือความฝัน ก็คงเป็นความฝันที่ไม่อยากตื่นไปชั่วชีวิต

พวกเขาทั้งคู่พากันเล่นน้ำจนกระทั่งอาทิตย์คล้อยต่ำเคลื่อนย้ายตัวเองจากกลางฟ้ามาค่อยๆจรดขอบฟ้า

เวเวอร์มองร่างยักษ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ดวงตาสีเขียวเข้มมีเพียงภาพกษัตริย์ผู้พิชิตที่ยืนยิ้มกว้างท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นและผืนน้ำกว้างใหญ่ ร่างโปร่งขยับเข้าไปหาอีกฝ่ายราวต้องมนต์สะกดทั้งๆที่ยังเหนื่อยหอบจากการเล่นน้ำอย่างไม่รู้สึกตัว

ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นแตะแก้มสากแผ่วเบา พร้อมๆกับที่มือหนาวางทาบทับบนมือเขาอีกที กอบกุมมือเขาให้แนบข้างแก้มตัวเองอย่างอาวรณ์

จอมเวทย์หนุ่มช้อนตามองคนสูงกว่า กระซิบถามเสียงละมุนจนตัวเองยังนึกแปลกใจ

“นายสบายดีไหม?”

“อืม”

“มีคนหาเหล้าให้ดื่ม หาหนังสือให้อ่าน หาเกมให้เล่นหรือเปล่า”

ไรเดอร์เลิกคิ้วก่อนถามกลับ “เห็นข้าเป็นเด็กรึไงเจ้าหนู”

“ใช่ นายมันเด็กโข่งจอมวางอำนาจเอาแต่ใจชัดๆเลย” จอมเวทย์หนุ่มรับคำเสียงใส ใบหน้าเชิดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากไรเดอร์อีกยกใหญ่

พลันรอยยิ้มกว้างขี้เล่นของไรเดอร์แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนกษัตริย์จากอดีตโน้มตัวลงมาใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจร้อนระอุคลอเคลียผิวหน้า

เวเวอร์ก้มหน้างุดแต่อีกฝ่ายกลับจับคางเขาเชยขึ้นให้จ้องมองดวงตาสีเพลิง ความนัยน์ที่ส่งผ่านนัยน์ตาคู่นั้นทำเอาชายหนุ่มหน้าร้อนผ่าว

“ข้าสบายดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีมาสเตอร์คนอื่นนอกจากเจ้าด้วย”เสียงนุ่มเอ่ยช้าๆราวสลักลึกในใจคนฟัง เวเวอร์หน้าแดงก่ำตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก

“มะ..ไม่ได้ถามเรื่องนั้นซะหน่อย”

“แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้นี่”

ปลายจมูกกษัตริย์ผู้พิชิตจรดลงบนแก้มนุ่มเรื่อแดงก่อนจะทาบทับริมฝีปากบนเรียวปากได้รูปของจอมเวทย์ผู้กำลังเขินอาย ปลายลิ้นร้อนตวัดกวัดเกี่ยวจนเวเวอร์ต้องตอบรับจุมพิตอย่างเงอะงะ

สัมผัสละมุนหวานพาให้เคลิบเคลิ้มจนรู้สึกเหมือนลอยล่องอยู่บนท้องฟ้า ผีเสื้อนับพันนับหมื่นกระพือปีกในท้อง สมองอื้ออึงด้วยแสงสีขาวโพลนนวลตา เนิ่นนานกว่ารสจูบจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงดูดกลืนจนร่างเวเวอร์แทบทรงตัวไม่อยู่ต้องเกาะแขนแกร่งที่ยืนมาโอบเอวเขาเอาไว้

แสงอาทิตย์ค่อยๆเลื่อนลงต่ำจนลับขอบฟ้าพร้อมๆกับร่างโปร่งในอ้อมแขนของไรเดอร์จางหายไปทีละน้อยจนเหลือเพียงความว่างเปล่า

ดวงตาคมร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงมองท้องทะเลไร้ผู้คนตรงหน้าตนเองเงียบๆ ก่อนลดแขนที่ไม่มีร่างของจอมเวทย์หนุ่มลงช้าๆอย่างอาวรณ์

“ข้ารอเจ้าอยู่นะ เวเวอร์” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังจากกษัตริย์ผู้พิชิตราวกับวอนสายลมให้ส่งผ่านข้อความนี้ไปถึงคนไกล

ข้าจะรอเจ้ามาหา ไม่ว่าจะเนิ่นนานแค่ไหน…

 

ภายใต้ห้องนอนขนาดใหญ่ บนเตียงสี่เสาที่ล้อมรอบด้วยผืนผ้าแพรชั้นดีสีแดง กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ค่อยๆผุดตัวลุกขึ้นนั่งพิงหมอนอิงขนาดใหญ่ ความฝันที่พึ่งตื่นจากมายังคงแจ่มชัดไม่มีสิ่งใดตกหล่นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งความรู้สึกยามได้พบกับเด็กหนุ่มผู้เคยเป็นมาสเตอร์ของตัวเอง น้ำหนักตัวของอีกฝ่ายยามโอบอุ้มขึ้นแนบอก รวมถึงจุมพิตหวานล้ำจากริมฝีปากที่จูบตอบกลับมาไร้เดียงสา

เป็นความฝันที่ช่างเหมือนจริงเหลือเกิน

ข้าหวังว่าเจ้าจะสบายดี และมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข

สักวัน… สักวันเมื่อเจ้ามายังกองทัพของข้า วันนั้นพวกเราจะได้พบกันอีก และครั้งนี้จะไม่มีการแยกจากกันไปไหนอีกแล้ว

ข้ารับใช้ของข้า… มาสเตอร์ของข้า… หัวใจของข้า…

“รีบโตเป็นจอมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่แล้วมาหาข้าเร็วๆล่ะเจ้าหนู”

ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหว สั่งให้คนร่ายมนต์พาตัวเองเข้าไปป่วนความฝันเจ้าอีก… เวเวอร์ เวลเว็ท

 

Batman : : Why so serious? [Joker x Batman]

Fan Fiction: Batman

Pairing: โจ๊กเกอร์ x แบทแมน

 

 

เกร๊ง! เกร๊ง! เกร๊ง! เกร๊ง!

เสียงนาฬิกาภายในห้องร้องบอกเวลาทันทีที่เข็มสั้นชี้ไปที่เลขสิบและเข็มยาวชี้เลขสิบสอง และเมื่อเสียงสุดท้ายจบลง กระจกหน้าต่างก็ถูกกระแทกจนแตกพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษแห่งรัตติกาล

…แบทแมนไม่เคยมาสาย ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

แสงจากดวงจันทร์ครึ่งดวงบนฟ้าส่องลงกระทบกับร่างผู้บุกรุกที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง คุณที่นั่งรออีกฝ่ายอยู่ในเงามืดนอกเขตที่ดวงจันทร์ส่องถึงขยับยิ้มขบขัน ขณะใช้ดวงตาสีเขียวจ้องมองฝันร้ายแห่งก็อตแธมในชุดตัวเก่ง

ผ้าม่านที่พริ้วไหวตามจังหวะของสายลมยามราตรี แสงจันทร์ที่ทำให้เศษกระจกบนพื้นดูราวกับอัญมณี…

ทั้งหมดนี้ทำให้คู่ปรับตลอดกาลของคุณดูงดงาม และทำให้คุณเกิดความรู้สึกอยากปลุกอสุรกายที่บ้าคลั่งใต้ท่าทีนิ่งเฉยนั่นให้ออกมาฉาบร่างกายด้วยสีโลหิต

อ่า… หากได้กอดร่างนั้นขณะที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดจะน่าสนุกแค่ไหนนะ

ความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้เสียงหัวเราะหลุดจากลำคออย่างกลั้นไม่อยู่ แถมยังทำให้ร่างใต้แสงจันทร์นั้นเลิกจ้องมองนิ่งๆและขยับเดินมานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับคุณ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากาก แต่คุณก็รู้ดีว่าคนตรงหน้าคงกำลังขมวดคิ้วกับเสียงหัวเราะของคุณอยู่

ก็แน่แหละ คุณกับเขาเล่นเกมไล่ล่านี้มากี่ปีแล้ว

คุณเทไวน์เลิศรสที่เลือกสรรมาอย่างดีให้กับเขา และนั่งฉีกยิ้มกว้างรออย่างเงียบสงบผิดวิสัย ถึงคืนนี้คุณจะเป็นคนนัด แต่เขาเป็นแขกและคุณไม่อยากเสียมารยาทเลยยกหน้าที่เปิดประเด็นให้เขา…

โอเค คุณแค่อยากให้เขาทักเรื่องชุดที่คุณใส่มาเท่านั้นแหละ คืนนี้คุณใส่ชุดสูทที่ถูกตัดเย็บมาอย่างดี เส้นผมสีเขียวแสบตาถูกเช็ตมาอย่างพอเหมาะ ไม่มีวันไหนที่คุณจะพิถีพิถันมากเท่าคืนนี้อีกแล้ว และเขาก็คงเหมือนกัน ชุดที่ซ่อนเกราะกับอาวุธมากมายในคืนนี้ของเขาทำให้คุณรู้สึกเป็นคนพิเศษ

ต้องมีแค่คุณเท่านั้นที่ทำให้เขาเตรียมตัวเองมาขนาดนี้ ต้องมีแค่คุณเท่านั้น หากมีวายร้ายคนไหนทำให้เขาต้องเตรียมตัวมาพบมากกว่าคุณแล้วล่ะก็… เจ้าชายแห่งอาชญากรรมอย่างคุณคงอดไม่ได้ที่จะไปสั่งสอนแน่นอน

จะว่าไปแล้ว… เมืองข้างๆนี่ก็มีเข้าข่ายอยู่คนหนึ่งนี่นะ

คุณหุบยิ้มอัตโนมัติเมื่อใบหน้าแสนน่าเกลียดใบหน้าหนึ่งลอยเข้ามา ทว่า… จู่ๆคู่เดทในคื่นนี้ของคุณก็เริ่มเปิดประเด็น

คำว่าคู่เดทที่ผุดขึ้นในหัวทำเอาคุณขยับยิ้มกว้างขณะฟังเขาพูด สลัดเจ้าบิ๊กบลูแสนน่าเกลียดนั่นทิ้งไปจากหัวทันที

บลาๆๆ คุณนั่งคลึงแก้วไวน์ฟังเขาเงียบๆ แต่เขาพูดว่าอะไรบ้างคุณไม่ได้ใส่ใจหรือให้มันเข้าไปในสมองคุณเลยแม้แต่นิด ประเด็นที่อีกฝ่ายจะมาสรุปในวันนี้ ยังไงคุณก็หาข้อสรุปมาอยู่แล้ว

…และแน่นอนเขาย่อมต้องเห็นด้วย

คุณเขย่าแก้วไวน์ไปมาเพื่อให้กลิ่นหอมหวานยั่วยวนลอยฟุ้งในอากาศพลางฟังเสียงเขาไปเรื่อยๆ แอบนึกรำคาญกล่องเปลี่ยนเสียงอยู่บ้าง ทำไมเขาต้องติดเครื่องแปลงเสียงด้วย ไม่มีใครนึกอยากรู้หรอกว่าแบทแมนคือใคร ที่น่าสนใจคือตัวแบทแมนต่างหาก แบทแมนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่ ไม่ใช่ใครสักคนในเมืองก็อตแธม ไม่ใช่ตัวตนใครสักคนที่แบทแมนสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขา

คุณเคยถามผู้ช่วยสักคนของคุณที่ตอนนี้ไม่ได้รับหน้าที่แล้ว ว่าทำไมพวกนั้นถึงต้องอยากรู้ด้วยว่าตัวจริงของแบทแมนว่าคือใคร ผู้ช่วยหันมามองหน้าคุณด้วยความประหลาดใจตอบว่า ใครๆเขาก็อยากรู้หมดนั้นแหละ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่อยากรู้

จบคำตอบ คุณเลยให้รางวัลผู้ช่วยแสนฉลาดคนนั้นด้วยแก๊สหัวเราะ คุณนี่ช่างใจดีจริงๆ

หลังจากเหม่อไปไกล ในที่สุดคุณก็รู้ตัวว่าแบทซี่พูดจบแล้ว ที่จริงเขาก็พูดไม่มาก แต่หนนี้แอบเสริมเหตุผลที่เขาควรไปมอบตัวโดยดี…

ซึ่งมันตลกมากในความคิดของคุณ

ระหว่างเราจะให้มีจุดจบแบบไหนงั้นเหรอ… คุณหัวเราะออกมาก่อนลุกขึ้นเดินไปหาคู่ปรับของตัวเอง ด้วยกฎของคืนนี้ที่ว่าจะไม่มีต่อสู้ ไม่ทีการใช้อาวุธ ดังนั้นนอกจากร่างกายที่เกร็งขึ้นอย่างระแวดระวังของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้ว แบทซี่ของคุณก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเพิ่มอีก คุณเลยก้มลงกระซิบข้างหูเขา

” Why so serious? ”

ฉับพลันในเสี้ยวนาที คุณก็แอบโฉบไปจูบปากของร่างใต้หน้ากาก ก่อนจะกระโดดหนีไปทางหน้าต่างที่แตกในวินาทีต่อมาพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

…ทำไมจะต้องไปหาจุดสิ้นสุดระหว่างเรา ฉันฆ่านาย หรือ นายฆ่าฉัน ตัวเลือกพวกนั้นช่างมันสิ

เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างเรา คนนอกพวกนั้นจะคิดยังไงทำไมแบทซี่ที่รักของเขาจะต้องไปใส่ใจด้วย

จริงไหม?

ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

 

 

 

_________________________________________________________________

แต่งนานแล้ว เลยเอามาลงนี้บ้าง พล็อตเรื่องมาจากดูตัวอย่าง batman the killing joke แล้วอยากถ่ายทอดในมุมมองโจ๊กเกอร์(แต่เนื้อหาไม่ได้ยกมาจากตัวอนิเมชั่นนะขอรับ คอมมิคคิลลิ่งโจ๊กเกอร์ดาร์กมากๆ แต่อันนี้ใสๆ)