AU QZGS : : เหมันต์ยามสารทฤดู 1 [ เยี่ยหลาน ]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  อี๋เยี่ยจือชิว x หลานเฉียวชุนเสวี่ย

Note:                      AU ที่จริงอี๋เยี่ยจือชิวควรจะเท่ๆแต่ทำไมออกมานิสัยพี่เยี่ยถึงปนๆมาด้วยหนอ

 

หิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้าช้าๆค่อยๆปกคลุมทับถมบนหลังคาเรือนน้อยกลางป่าราวกับต้องการให้เรือนหลังน้อยกลมกลืนซ่อนเร้นไปกับฉากหลังขาวโพลนของป่ายามเหมันตฤดู ในยามใกล้รุ่งทั่วทุกบริเวณล้วนเงียบสงัดมีเพียงสายลมหนาวพัดผ่านสร้างบรรยากาศหนาวเหน็บหวีดหวิวฟังดูน่าหวาดกลัว

แต่หากมองอีกมุม ที่นี่ก็เป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นดี…

เวลาเคลื่อนคล้อย แสงอรุณแรกสาดส่องให้ความอบอุ่นจางๆกับผืนป่า ทุกๆที่พลันราวกับตื่นจากห้วงความฝันอันเชื่องช้า แสงแดดส่องกระทบหิมะก่อเกิดประกายระยับพาให้คนที่กำลังนั่งรอคอยแสงแรกของตะวันอยู่ข้างหน้าต่างพลันขยับยิ้ม

“เช้าแล้วนะ หลานเหอ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดอย่างดีใจพลางลูบหัวนกชีคคาดินามหลานเหอนกจากแดนหนาวที่เกาะอยู่บนมือตัวเอง เจ้านกตัวน้อยไซหัวถูไถกับมือขาวเนียนคล้ายจะออดอ้อนเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากภูติเหมันต์หนุ่ม

“ก็ได้ๆ” หลานเฉียวชุนเสวี่ยขยับตัวลุกขึ้นพลางส่ายหัวเบาๆด้วยความอ่อนอกอ่อนใจราวกับรู้ความต้องการของเจ้าตัวน้อย หลานเหอร้องเสียงเล็กกางปีกพรึบโผล่บินไปบินมาวนรอบตัวภูติหนุ่มแถมยังแอบดันตัวเบาๆให้เร่งเดินไปทางประตู

ยามเมื่อเปิดม่านประตูออก สิ่งแรกที่ได้เห็นคือป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลน หากแต่แสงแดดที่สาดส่องกลับสดใสเกินจะเป็นแดดในฤดูหนาว หิมะใหม่ยังคงโปรยโปรยจากฟ้าไม่ขาดสายกระทบกับแสงตะวันก่อเกิดเป็นคล้ายคล้ายหยาดฝนดวงดาว

หลานเฉียวชุนเสวี่ยยื่นมืออกไปสัมผัสหิมะ ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะเดินออกจากเรือนหลังน้อยตรงไปยังแท่นหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกๆก้าวที่เดินผ่านล้วนทิ้งรอยเท้าจมลึกบ่งบอกถึงความหนาของหิมะที่ตกลงมาทับถม

เมื่อนั่งลงบนแท่นหินแล้วภูติเหมันต์ก็หยิบขลุ่ยหยกมรกตเลาเล็กสีเขียวอ่อนขึ้นมาจรดริมฝีปาก หลานเหอที่กำลังบินวนไปมาพลันบินมานั่งบนตักของเจ้าของอย่างสงบเสงี่ยม สายลมหนาวพัดมาคลอเคลียร่างโปร่งเพรียวพัดชายแขนเสื้อให้พลิ้วไหวราวลอยล่องอยู่ในสายธาร แสงอาทิตย์ทอแสงส่องเครื่องประดับผมลายไม้ใบสีส้มให้ดูโดดเด่นอยู่บนเรือนผมยาวสีฟ้ามัดรวบสูง

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหลับตาลงช้าๆ เสียงขลุ่ยเริ่มบรรเลงเพลงแว่วหวานดังก้องไปทั่วทั้งป่า ปลุกเอาความทรงจำเมื่อวันวานที่ชวนคิดคำนึงถึงให้กลับมาในห้วงความคิด

อี๋เยี่ยจือชิว… ท่านจากไปนานเท่าไหร่แล้วหนอ

เมื่อคืนนี้… คืนวาน… คืนก่อน… และคืนก่อนหน้านี้อีกนับไม่ถ้วน ข้าได้ฝันถึงท่านอีกแล้ว

…ท่านยังจำเรื่องราวของภูติเหมันต์ที่ท่านพบเจอใต้ต้นสนอย่างข้าได้อยู่หรือไม่?

ครานั้นที่ได้พบท่านในแดนเหมันตฤดูหลานอวี่ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นแสงแดดกระทบกับเกล็ดหิมะ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นคนจากแดนสารทฤดู และจากนั้นก็เป็นยังครั้งแรกที่หัวใจข้าเต้นรัวยิ่งกว่าการได้เห็นประกายแสงจากเกล็ดหิมะ…

บทเพลงจากขลุ่ยหวานนุ่มหูหากใจคนเป่ากลับสั่นคลอนเปลี่ยนเพลงหวานให้กลายเป็นเศร้าจับใจ

…วันที่พบกับอี๋เยี่ยจือชิวครั้งแรก วันนั้นหลานเฉียวชุนเสวี่ยกำลังตะเวนเดินเล่นไปทั่วป่าแดนหนาว แม้จะอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่มาตั้งแต่เกิด แต่ทุกๆวันเขาก็ยังชอบที่จะออกตะเวนไปทั่วอยู่ดี โดยเฉพาะบริเวณเขตรอยต่อระหว่างแต่ละอาณาจักร

บนแผ่นดินนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมดหกอาณาจักร แต่ละอาณาจักรต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกันนั่นคือหนึ่งดินแดนหนึ่งฤดูกาล หลานเฉียวชุนเสวี่ยอยู่ในอาณาจักรหลานอวี่แดนเหมันตฤดู ข้างๆกันคืออาณาจักรซิงซินแดนสารทฤดู

หลานอวี่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนแทบไร้สีสันอื่น ซิงซินเต็มไปด้วยต้นไม้หลากสีสันกระทบกับแสงแดดอบอุ่นกำลังดี

ภูติเหมันต์ที่ยืนอยู่บนกิ่งสนขนาดใหญ่เหม่อมองออกไปยังดินแดนสารทฤดู แม้เขาจะอยากออกจากอาณาเขตหลานอวี่ไปเยือนซิงซินสักครั้งแต่เขาก็ทำไม่ได้ ว่ากันว่ามีเพียงผู้มีพลังสูงเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวข้ามเส้นกั้นแดน

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเป็นแค่ภูติน้อยตำแหน่งไม่ใหญ่ไม่โตมากนักในหลานอวี่มีหรือจะสามารถเดินผ่านกำแพงล่องหนนั่นได้ แถมลองแล้วยังโดนพลังดีดกลับจนเจ็บตัวนอนซมให้ชุนอี้เหล่าดูแลอีกเกือบเดือน

ภูติเหมันต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนกระโดดลงจากกิ่งสนลงมายืนบนพื้น สายตาสอดส่องหาเจ้านกตัวน้อยเพื่อนคู่ใจหลานเหอที่หนีไปบินเล่นตั้งแต่เขาโดดขึ้นไปยืนมองซิงซินบนกิ่งสนแล้ว

“หลานเหอ! ”

เพียงตะโกนเรียก หลานเหอก็บินร้องเสียงเล็กเข้ามาหา แต่พฤติกรรมนกน้อยที่จิกชายแขนเสื้อของเขาทำให้หลานเฉียนชุนเสวี่ยเลิกคิ้วอย่างงุนงง ร่างน้อยของหลานเหอพยายามออกแรงดึงเขาเหมือนกับจะให้เขาเดินไปที่ไหนสักที่อย่างไรอย่างนั้นเลย

ร่างโปร่งตัดสินใจเดินตามแรงดึงอันน้อยนิดของนกน้อย ลัดเลาะไปตามแนวป่า เมื่อมือเรียวปัดพุ่มไม้ที่สุ่มกันแน่นออกก็ต้องผงะกับภาพที่หลานเหอพามาเห็น…

นะ..นั่นมัน คนต่างแดน!?

ตรงหน้าบนพื้นกลางกองหิมะหลังพุ่มไม้มีร่างในชุดเกราะนอนฟุบอยู่ ผ้าคลุมสีแดงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหิมะขาวทำให้มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นพวกต่างแดน พวกเขาชาวหลานอวี่ไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าสีอื่นนอกจากสีขาวกับสีฟ้า

“หลานเหอ! ไปตามชุนอี้เหล่ามาเร็วเข้า! ” เสียงหวานกระโกนอย่างปกปิดความตะหนกไม่มิด ในหัวความคิดวิ่งวุ่นไปมา

คนๆนี้ผ่านเขตกั้นมาได้อย่างไร?

ศัตรู? หรือแค่ผ่านทางมา? ตะ..แต่ยังไงก็ต้องรายงานชุนอี้เหล่าให้รู้

อันตราย!

หลานเฉียวชุนเสวี่ยหักกิ่งไม้ใกล้มือมาถือไว้ต่างดาบ ก่อนสั่งให้หลานเหอไปตามชุนอี้เหล่าอีกครั้ง แต่เจ้านกน้อยกลับไม่ฟังคำสั่งบินตรงไปเกาะบนตัวของคนต่างแดนบนพื้นพลางร้องเรียกเขาให้เข้าไปใกล้ แม้หลานเหอจะส่งเสียงดังป่านนี้แต่คนต่างแดนก็ไม่มีทีท่าจะขยับตัวเลยแม้แต่น้อย

เขาเอียงคอหน่อยๆ หรือว่าการผ่านเขตแดนจะทำให้คนตรงหน้าตายเสียแล้ว?

ไวเท่าความคิด ภูติเหมันต์ค่อยๆเข้าใกล้ร่างบนพื้นหิมะอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งถึงระยะที่กิ่งไม้ในมือจะยื่นถึงก็ออกแรงใช้ไม้เขี่ยร่างนั้นอย่างแรง

“ไม่รู้สึกตัวจริงๆด้วย”

แม้จะแน่ใจแล้ว แต่มือก็ยังไม่หยุดขยับ เขี่ยไปเขี่ยมาจมูกพลันได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาจางๆกับสายลม เขาขยับตัวเข้าใกล้พลางทรุดตัวคุกเข่าลงข้างร่างนั้นใช้ไม้แตะๆสำรวจร่างบนพื้นไปทั่ว ยืนมือออกไปพลิกร่างที่นอนคว่ำให้หงายตัวขึ้นเพื่อสำรวจเพิ่มเติม บนเกราะของอีกฝ่ายมีรอยเลือดอาบอยู่จนแดงฉานน่ากลัวว่าจะมาจากบาดแผลฉกรรจ์

มโนธรรมถูกปลุกให้ตื่น ถ้าหากคนๆนี้ยังไม่ตายแค่สลบไปเพราะบาดแผลเฉยๆแล้วเขาทิ้งอีกฝ่ายเพื่อไปเรียกชุนอี้เหล่ามา อีกฝ่ายจะตายเพราะเขาไม่สนใจไหมหนอ

ยังไงพิสูจน์ว่าตายหรือไม่ตายก่อนล่ะกัน

ตัดสินใจเสร็จสับ หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็โน้มตัวแนบหูบนแผ่นอกอีกฝ่ายหมายจะฟังเสียงเต้นของหัวใจ แต่เกราะที่หนาเกินไปทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย ภูติเหมันต์ขยับตัวขึ้นคิดจะยกนิ้วขึ้นอังจมูกใบหน้าคมคายตรวจสอบลมหายใจ แต่เพียงแค่ขยับตัวจู่ๆคนที่สลบอยู่ก็จับข้อมือเขาที่กำลังจะแตะบนปลายจมูกทันควัน

“ปะ..ปล่อยนะ! ”

หลานเฉียวชุนเวี่ยสะดุ้งสุดตัว ทว่าคนที่พึ่งลืมตาตื่นกลับคลี่ยิ้มบางๆขยับปากพูดเสียงแผ่วว่า “เจอแล้ว”

จากนั้นชั่วพริบตา ภูติเหมันต์ก็ถูกอีกฝ่ายรั้งตัวโน้มจรดริมฝีปากขึ้นทาบทามช่วงชิงเอาจุมพิตแรกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว สัมผัสละมุนอุ่นร้อนส่งผ่านสัมผัสผะแผ่วราวถูกปีกผีเสื้อสัมผัสตรงที่ถูกจูบทำให้หลานเฉียวชุนเสวี่ยอุ่นวาบไปทั้งร่าง

โดยที่ไม่มีใครสังเกต… อากาศบริเวณรอบๆทั้งคู่พลันอุ่นขึ้น หญ้าสีส้มแดงปรากฏบนพรมหิมะเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี หลานเหอร้องเสียงแหลมบินรอบต้นหญ้าอย่างอารมณ์ดี

แต่แล้วเมื่อจูบละมุนสิ้นสุด หิมะก็โปรยปรายลงทับถมต้นหญ้าแปลกสีเหล่านั้นให้จมใต้สีขาวโพลนอย่างเงียบงัน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ ลมหายใจคล้ายขาดห้วงลง ปลายนิ้วยกขึ้นแตะตรงริมฝีปากตัวเองลูบไปมาโดยไม่รู้ตัวพลางจับจ้องคนที่สลบไปอีกครั้งตรงหน้าอย่างไม่วางตา

แม้ภายนอกภูติเหมันต์จะยังดูสงบ แต่ในหัวคล้ายกับถูกเวทมนตร์ชุดใหญ่ระเบิดบึ้มไปนานแล้ว

มะ..เมื่อกี๊เขาถูกจูบหรือเปล่า ตะ..แต่ว่า

“จะ..เจ้า! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ! ” เขาตะโกนก้อง แต่จะเอาอะไรกับคนที่สลบไปแล้ว ใบหน้าคมคายนั่นยังคงปิดเปลือกตาสนิท ไม่รับรู้ถึงความว้าวุ่นกระวนกระวายของเขาจากการกระทำที่ทั้งอุกอาจและบังอาจนั่นเลยแม้แต่น้อย

จวบจนท้ายที่สุด หลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ถอนหายใจยาว ลุกขึ้นลากเอาร่างคนต่างแดนที่หมดสติไปตามพื้นหิมะทำตามความตั้งใจในส่วนมโนธรรมที่ว่าหากคนๆนี้ยังไม่ตายจะพาไปรักษาตัวก่อนค่อยไปบอกชุนอี้เหล่า

เฮ้อ… ที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจะลากตัวอีกฝ่ายไปกับพื้นหรอกนะ แต่คนๆนี้หนักเกินไปจนเขาจะแบกไหวต่างหาก อีกอย่างลากไปกับพื้นแบบนี้ก็สะดวกดี… สะดวกดีเฉยๆ

การแก้แค้นเล็กๆน้อยอย่างเผลอทำให้คนสลบชนกิ่งไม้หรือก้อนหินก้อนเล็กๆน้อยๆบ้างเขาไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด

จริงๆนะ

ภูติเหมันต์ฮัมเพลงเบาๆคลอไปกับเสียงนกน้อยคู่ใจออกแรงกระชากร่างในชุดเกราะลากไปตามพื้น จุดหมายคือบ้านเล็กหลังน้อยฐานลับของเขากลางป่าริมชายแดน

…สามวันหลังจากนั้น จากที่ทุกๆวันหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะไปยืนดูแสงอาทิตย์กระทบใบไม้ของแดนซิงซินบนกิ่งสนก็เปลี่ยนมาคอยดูแลคนเจ็บในบ้านเรือนน้อย ฐานลับส่วนตัวที่ชุนอี้เหล่าสร้างไว้ให้เพื่อเผื่อใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน… ซึ่งไม่เคยฉุกเฉินสักครั้งจนกระทั่งเขาได้พบกับคนต่างแดนในชุดเกราะนี่

มือขาวเนียนลูบชุดเกราะส่วนอกที่เขาถอดออกจากร่างคนต่างแดนอย่างสนอดสนใจ เพื่อการรักษาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอดชุดเกราะหนักๆนี่ออก และเพื่อการระมัดระวังเผื่อว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาชุดเกราะเหล่านี้ออกมาพิจารณา

อืม… ถึงจะดูหนักๆ แต่ก็ยังมีความอบอุ่นขนาดอยู่ในแดนหิมะเกราะนี่ก็ยังอุ่นมืออยู่เลย

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเคาะเกราะดังก้องๆ ปลุกคนที่กำลังหลับใหลบนเตียงด้านหลังให้ฟื้นตื่น

“เกราะของข้ามันน่าสนใจมากหนักหรือ?” เสียงแหบแห้งจากการขาดน้ำเปรยขึ้นเบาๆแต่ก็ทำเอาภูติเหมันต์สะดุ้งโหยงผุดตัวลุกยืนกระถดตัวเองถอยห่างจากเตียงนอนที่มีคนเจ็บนอนอยู่อย่างรวดเร็ว

ท่าทางราวกระต่ายตื่นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆหลุดจากลำคอคนมองซึ่งโดนกรรมตามสนองทันทีเนื่องจากคอแห้งจนสำลัก

“แค่กๆ ขอน้ำหน่อยได้ไหม?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบรินน้ำให้ เสร็จแล้วก็พุ่งตัวกลับมายืนริมประตูกอดเกราะแนบอกราวกับจะซ่อนตัวเองใต้เกราะเหมือนเดิม

ยิ่งมองดวงตากลมโตที่กระพริบปริบๆบวกกับท่าทางของคนแดนหนาวที่ราวกับจะพุ่งตัวออกจากบ้านไปทุกเมื่อหากเขาขยับตัว คนเจ็บยิ่งอยากหัวเราะ หลังกินน้ำแล้วเขาก็แนะนำตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล

“ข้าชื่ออี๋เยี่ยจือชิว… แม่ทัพของซิงซิน”

“จะ..เจ้ามาจากซิงซิน?”

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้า

“ศัตรูรึ? เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไง ซิงซินเป็นดินแดนแบบไหนกัน พระอาทิตย์ที่นั้นสวยมากกว่ามองจากที่นี่นไหม? ไม่สิๆ! เจ้ามาหลานอวี่ทำไม จะก่อสงครามงั้นเหรอ!?” ภูติเหมันต์ถามรัวแถมยังสลับความสำคัญกันมั่ว หลานเฉียวชุนเสวี่ยพูดจบก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าอย่างไรชอบกลเลยเงียบครู่หนึ่ง

เอาเรื่องไปบอกชุนอี้เหล่าดีไหมนะ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่ได้บอกชุนอี้เหล่าเรื่องคนต่างแดนนี่เลย

ตะ..แต่ก็อยากรู้ว่าหากต้องการข้ามแดนจะต้องทำยังไงด้วย

เอาไงดีๆ

ปลายนิ้วเคาะเกราะดังก้องๆเป็นจังหวะพลางใช้ความคิด แม้เจ้าตัวพยายามปกปิดความรู้สึก แต่สีหน้าลังเลแล้วลังเลเล่ากลับอยู่ในสายตาของอีกคนโดยตลอด แม่ทัพแดนสารทฤดูคลี่ยิ้มบางๆปนเอ็นดูหลายส่วนขณะมองร่างโปร่งริมประตู

แม้อี๋เยี่ยจือชิวอยากจะเอ่ยหยอกอีกฝ่าย แต่เขาก็นิ่งเงียบแล้วมองคนๆนั้น

ในที่สุดก็ได้เจอ…

“เจ้าข้ามแดนมาได้ยังไงกัน?” ในที่สุดหลานเฉียวชุนเสวี่ยก็ตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าคำถามไหนสำคัญที่สุด หลอกเอาข้อมูลเสร็จค่อยส่งให้ชุนอี้เหล่า อืม! ความคิดนี้ยอดเยี่ยมที่สุด!

ดวงตากลมโตมองคนต่างแดนอย่างรอคอย

อี๋เยี่ยจือชิวคล้ายเห็นหางกระต่ายสั่นดุกดิกอยู่ด้านหลังอย่างไรอย่างนั้น ท่านแม่ทัพพยายามกลั้นยิ้มสุดความสามารถตีหน้านิ่งพูดเสียงเบา

“มานี่สิ” ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมขยับห่างจากประตู จนเขาต้องพูดขึ้นอีกรอบ “เสียงข้าแห้งขนาดนี้เจ้าคงไม่ใจร้ายให้ข้าตะโกนหรอกใช่ไหม? แค่กๆ”

นอกจากปลายประโยคจะหรี่เสียงลงเบาจนแทบใจหายอี๋เยี่ยจือชิวยังไอโขลกจนตัวโยนเพิ่มความน่าสงสาร คนฟังรีบขยับตัวเข้ามาดูแลให้คนเจ็บนอนลงกับเตียงด้วยอารามตกใจ กว่าหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะรู้ว่านี่เป็นกับดักก็ตอนที่เขากำลังจะผละตัวออกอีกฝ่ายกลับพลิกตัวกระชากเขาให้ล้มนอนบนเตียงทั้งยังขึ้นทาบทับบนร่างกักกันไม่ให้เขาขยับตัวหนี

ระยะห่างทั้งคู่เรียกได้ว่าแทบไม่มีช่องว่าง คนหลงกลอ้าปากค้าง

“เจ้ามัน!” คำด่ามากมายวิ่งวุ่นเต็มหัวภูติหนุ่มเต็มไปหมด ทั้งสับปลับ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง หน้าไม่อาย ไม่ๆ ต้องแรงกว่านี่ “เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!”

อ๊ากกก! มันควรจะแรงกว่านี้สิ! แถมอีกฝ่ายยังหัวเราะขบขันไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของเขาอีก

หลานเฉียวชุนเสวี่ยแทบน้ำตานองหน้า

“ภูติเหมันต์ของหลานอวี่… หลานเฉียวชุนเสวี่ย เจ้าอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าข้าข้ามแดนมาได้อย่างไร” คนพูดจงใจพรู่ลมหายใจร้อนระอุใส่คนด้านล่าง กลิ่นอากาศอบอุ่นจางๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปสำหรับภูติเหมันต์ของอี๋เยี่ยจือชิวทำเอาหลานเหอเหมือนถูกดูดสติความนึกคิด

คล้ายล่องลอย… คล้ายสมองขาวโพลน.. คล้ายร่างทั้งร่างจมอยู่ภายในความอบอุ่นอันบางเบาของคนด้านบน

แต่เดี๋ยวนะ!

“เจ้ารู้ชื่อข้า!? ”

“ชื่อของภูติเพียงตนเดียวประจำแดนเหมันต์ไม่ว่าใครก็ต่างรู้มิใช่หรือ”

คนนอกแดนรู้หรือไม่รู้หลานเฉียวชุนเสวี่ยไม่รู้ แต่ภายในหลานอวี่ ตำแหน่งของเขามันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร น่าสงสัย แต่…

“อยู่ใกล้ขนาดนี้พอใจเจ้ารึยัง! บอกมาได้แล้วว่าเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!? ” เสียงหวานตวาดใส่ แม้อ้อมกอดคนตรงหน้าจะอบอุ่นดี.. ตะ..แต่อาการบ้าๆแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อสักครู่นี่เขาไม่ชอบเลยสักนิด แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะแต่ก็ร้ายกาจเกินไป

ไม่ดีๆ

“อยากรู้จริงๆหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ ขยับยิ้มบางเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวเล็กๆตรงมุมปาก วาดฝันว่าตนเองจะได้ออกไปเก็บใบไม้สีแดงกลับมาเล่นกับหลานเหอสักใบสองใบ

แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว

รอยยิ้มภูติเหมันต์ขยับกว้างขึ้น เผยเขี้ยวเล็กสองข้างมากกว่าเดิมจนคนมองรู้สึกเหมือนถูกแมวมาข่วนเกายิบๆที่หัวใจ แทนคำตอบของคำถาม แม่ทัพหนุ่มโน้มตัวลงประทับจุมพิตบนเรียวปากที่กำลังแย้มยิ้ม

เนิ่นนาน… คล้ายเวลาหยุดเดิน…

หลานเฉียวชุนเสวี่ยเบิกตากว้างอย่างความตกใจ ปลายลิ้นถูกคนปล้นจูบเกี่ยวกวัดจนแทบลืมหายใจ รสจูบผะแผ่วทะนุถนอมแต่ก็ร้อนอบอุ่นละมุน มือเนียนที่ผลักบ่าคนด้านบนหมดแรงดันจนคล้ายวางแปะเพื่อโอบรั้งคออีกฝ่ายไว้

จุมพิตดำเนินเนิ่นนานคล้ายต้องการเติมเต็มความโหยหาคำนึง จนหลานเฉียวชุนเสวี่ยคิดว่าตัวเองอาจหมดลมหายใจอี๋เยี่ยจือชิวถึงค่อยๆผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง

“จะ..เจ้า!”

ก่อนที่ภูติเหมันต์จะตะโกนไปมากกว่านั้น แม่ทัพหนุ่มรีบพูดดักขึ้น “นี่ไงคำตอบของคำถามจริงๆที่เจ้าอยากจะรู้ จริงๆก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือว่าข้าจะมาได้ยังไง เจ้าอยากรู้ว่าเจ้าจะออกจากแดนหลานอวี่ได้ยังไงมากกว่า ถูกไหม?”

ก็จริง… แต่ว่า “ข้าต้องการคำตอบไม่ได้ต้องการ จะ..จูบของเจ้า!” หลานเฉียวชุนเสวี่ยเช็ดปากตัวเองไปมาจนแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าขาวขึ้นสีเรื่อแดงคล้ายผลไม้สุกฉ่ำหวานชวนให้กัดชิม

“ก็จูบจากข้าไงคือคำตอบ”

“เจ้ามันคนนิสัยไม่ดี!!” เสียวหวานตะโกนด่า แต่ก็เหมือนเดิมคนถูกว่าไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวทำหน้าจริงจังราวกับการจุมพิตนั่นไม่ใช่การปล้นจูบหน้าด้านๆ

อี๋เยี่ยจือชิวขยับตัวลุกขึ้นนั่งปล่อยร่างเล็กกว่าให้เป็นอิสระ หลานเฉียวชุนเสวี่ยรีบกระถดพาตัวเองไปติดเตียงอีกฝั่ง ณ จุดที่ห่างไกลจากคนปล้นจูบมากที่สุดทันที แม้หางตาของแม่ทัพหนุ่มจะเห็นกิริยาชวนขันนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หัวเราะ ยังคงยื่นมือไปคว้าเอาเกราะส่วนอกของตัวเองมา กดกลไกที่ถูกซ่อนเอาไว้ในเกราะหยิบเอาของเล็กๆสิ่งหนึ่งที่ซ่อนใต้กลไกนั้นออกมา

เครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงอันหนึ่ง

ภูติเหมันต์มองสิ่งของในมืออี๋เยี่ยจือชิวอย่างสงสัย ก่อนจะสะดุ้งเฮือกขยับตัวหนีกระถดไปอีกมุมเตียงอย่างรวดเร็วเมื่อคนสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ แต่หนีไปไกลแค่ไหนเตียงก็เล็กนิดเดียว มือสวยที่อบอุ่นกว่าคว้าข้อมือหลานเฉียวชุ่นเสวี่ยเอาไว้แน่น

ขยับเข้าหาอย่างเชื่องช้า แต่พอถึงตัวกลับต้อนภูติน้อยจนจมมุม คนถูกต้อนหลับตาปี๋

อี๋เยี่ยจือชิวเสียบเครื่องประดับผมในมือตัวเองลงบนเรือนผมสีฟ้าบริเวณเครื่องรวบผมของอีกฝ่าย

ประทับจูบลงบนนั้น เคลื่อนตัวลงกระซิบข้างหูแดงก่ำ แล้วผละออกมามองหลานเฉียวชุนเสวี่ยที่มีเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงประดับอยู่บนหัว

“ที่เจ้าพูดเมื่อกี๊นี่เป็นความจริงรึ?” ภูติเหมันต์ลืมตาน้ำเสียงปกปิดความดีใจไม่มิด อีกฝ่ายบอกว่าจูบจากคนแดนซิงซินจะสามารถพาคนอื่นข้ามกำแพงกั้นไปแดนสารทฤดูได้ “พิสูจน์สิ”

ภูติหนุ่มเอ่ยต่ออย่างระแวง ชาวเมืองหลานอวี่ไม่เห็นจะมีพลังวิเศษแบบนั้นเลย ทำไมซิงซินถึงมีได้เล่า! ไม่ยุติธรรม!

อี๋เยี่ยจือชิวพยักหน้ารับคำท้าพยายามตีสีหน้าให้เป็นปรกติไม่ผุดรอยยิ้มพราย เอื้อมมือหมายจะคว้ามือขาวเนียนของอีกฝ่ายขึ้นมาจูงแต่ดูเหมือนถูกรู้ทันเมื่อฝ่ายนั้นไหวตัวลุกยืนไม่ยอมให้แตะต้อง

แม่ทัพหนุ่มถอนแอบหายใจเบาๆด้วยความเสียดาย ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากเรือนหลังเล็กไปยืนกลางหิมะที่ยังคงโปรบปรายลงมาไม่ขาดสาย

ด้วยการรักษาของเจ้าของเรือนทำให้บาดแผลฉกรรจ์ถูกรักษาจนหายดี แถมเขาก็เป็นพวกแผลหายเร็วอยู่แล้วดังนั้นร่างกายจึงไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น

จวบจนร่างโปร่งเพรียวเดินเต๊าะเตะคล้ายลังล้าลังเลมาหยุดยืนตรงหน้า อี๋เยี่ยจือชิวถึงเอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้ง

“ห้ามหลับตา มองข้า… หมายถึงมองข้างหลังข้าดีๆ” เขาเอื้อมมือโอบเอวคนตรงหน้ามาแนบชิด อีกฝ่ายสะดุ้งคล้ายจะขยับหนีแต่ในที่สุดก็ฝืนใจอยู่นิ่งๆในอ้อมกอดคนโตกว่า ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงบนหน้าผากภูติเหมันต์ช้าๆไล่เรื่อยลงปลายจมูก ข้างแก้ม ปลายคาง ทุกๆที่ที่ความอุ่นร้อนเคลื่อนผ่านหลานเฉียวชุนเสวี่ยรู้สึกว่าจุมพิตนั้นราวกับฝากฝังห้วงความโหยหาคิดถึงของคนตรงหน้าเอาไว้

จวบจนริมฝีปากร้อนเคลื่อนลงมาแตะเรียวปากเขาแผ่วเบาราวผีเสื้อ หิมะที่โปรยปรายรอบๆพลันลอยค้าง สงอาทิตย์แดนหนาวที่เคยทอดแสงหม่นๆแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นนิดหน่อยส่อกระทบเกล็ดหิมะจนราวกับอยู่ท่ามกลางหยาดฝนดวงดาวระยิบระยับ

ปลายหางตาหลานเฉียวชุนเสวี่ยเห็นภาพเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจุมพิตที่เพียงแตะสัมผัสเบาๆจะรุ่มร้อนละมุนจนเขาไม่สามารถละสายตาไปไหนได้นอกจากทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับจุมพิตนี้

ใบหน้าหวานปิดเปลือกตาลงโดยไม่รู้ตัวคล้ายอยากซึมซับช่วงเวลานี้ให้เนิ่นนาน อี๋เยี่ยจือชิวแตะฝ่ามือร่างเล็กแผ่วเบาด้วยความลังเล ก่อนจะกอบกุมมือขาวเนียนเอาไว้ในที่สุด

…ต้นหญ้าสีส้มแดงผลิหน่อก่อเกิดบนแดนหิมะท่ามกลางสีขาวโพลนอีกครั้ง

“กี๊ดดๆ” เสียงแหลมเล็กของหลานเหอดังขึ้นหลังจากบินมาถึงบริเวณอาณาเขตของเรือนหลังน้อยฐานลับของหลานเฉียวชุนเสวี่ย

เสียงนกน้อยเรียกเอาสองคนที่จมอยู่ในห้วงจุมพิตรู้สึกตัวผละออกจากกัน หลานเฉียวชุนเสวี่ยหน้าแดงฉ่า รีบดึงมือตัวเองออกจากมืออีกฝ่ายแล้วละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งก่อนวิ่งออกไปรับหลานเหอที่กำลังบินลงมาจากฟ้า มือที่เริ่มกลับมาเย็นเยือกยื่นออกไปรับนกตัวน้อยให้บินมาเกาะ

สงบใจไว้ๆ

หลานเฉียวชุนเสวี่ยบอกในใจตัวเองซ้ำๆ แต่สายตาที่มองหลานเหอพลันละมุนอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว

อี๋เยี่ยจือชิวมองภาพภูติเหมันต์ที่กำลังกลบเกลือนความเขินอายด้วยการคุยกับนกตัวน้อย มุมปากท่านแม่ทัพขยับยิ้ม ยิ่งมองเครื่องประดับผมรูปใบไม้สีส้มแดงที่อยู่บนเรือนผมอีกฝ่ายมุมปากเขาก็ยิ่งขยับกว้างขึ้น

ในที่สุดก็ได้เจอ… ในที่สุดก็ได้มอบมันให้กับเจ้า หลานเฉียวของข้า

“อ๊ะ! ถ้าหากจุมพิตจากชาวเมืองซิงซินสามารถทำให้คนแดนอื่นสามารถข้ามไปแดนสารทฤดูได้ แล้วเครื่องประดับผมที่เจ้าให้ข้ามามีพลังอะไรหรือ?”

หลานเฉียวชุนเสวี่ยตะโกนถามเจ้าของเครื่องประดับผมเมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“คือเรื่องนั้น…” อี๋เยี่ยจือชิวเหงื่อตก “เครื่องประดับผมนั่นมัน… มันทำให้พลังจุมพิตของคนแดนซิงซินแข็งแกร่งขึ้น”

ข้ออ้างแบบนี้… พอไหวไหมนะ

ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรจนได้ฉายาว่าเทพสงครามกำมือชื้นเหงื่อของตัวเองแน่น

 

 

 

_____________________________________________________________________________________________________________________________

ขอบคุณรูปงามๆสุดแสนดีต่อใจของคุณ @Ichi_ichigo15  ค่ะ ไอเดียของตอนนี้คือภาพนี้ อาจแต่งได้ไม่ดี เซ็ตติ้งไม่ตรง ต้องขออภัยด้วยค่ะ

// ทั้งหมดแค่อยากให้พี่(อี๋)เยี่ย(จือชิว)ได้เห็นน้องภาพนี้เฉยๆ …น้องหลานดีงามเหลือเกิน #กุมใจ

123

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s