Gundam OO : : In My Heart [ Lockon x Tieria ]

 

Fan Fiction:           Mobile Suit Gundam OO

Pairing:                 ล็อกออน (นีล) x ทีเอเรีย

 

…มือกลทาบลงบนอกข้างซ้ายของตนเอง หุ่นยนต์รับรู้สึกสิ่งที่กำลังเต้นช้าๆอยู่ข้างใน ช่องที่เคยว่างกลวงในตอนนี้ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่แสนอบอุ่นอ่อนโยน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองผู้มอบ ’หัวใจ’ ให้ ‘หัวใจ’ ที่ได้มาก็พลันสั่นไหวเต้นระรัวยิ่งกว่าเดิม

“เท่านี้… นายก็ได้หัวใจแล้ว” มุมปากของคนๆนั้นขยับยิ้ม  มือของอีกฝ่ายยกขึ้นแตะแก้มเขาๆเบา ทั้งที่เขาไม่เคยมีความรู้สึกนึกคิดอะไร แต่ทำไมเมื่อหุ่นยนต์มองคนตรงหน้าใจตอนนี้…ร่างทั้งร่างกลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจนไม่ไหว

ร่างในอ้อมแขนเย็นเยือกขึ้นอย่างช้าๆพร้อมกับรอยเลือดตรงอกข้างซ้าย แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยิ้ม มือเปื้อนเลือดนั้นยังคงลูบปลอบแก้มเขาเบาๆเหมือนอย่างเคย

“ฉันจะรอ… วันที่นายมอบ ‘หัวใจ’ ของนายมาให้ฉัน”

มืออีกฝ่ายร่วงหล่น

“สักวัน… สักวันที่นายจะมอบ ‘ความรัก’ กลับมา”

…แม้วันนั้นฉันจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม

 

มือเรียววางทาบบนกระจก ดวงตาสีแดงมองภาพอวกาศที่เต็มไปแสงดาวตรงหน้าพลางนึกถึงเรื่องราวในตอนท้ายๆของหนังสือเรื่องหนึ่งที่คนๆนั้นเคยมอบให้

ล็อกออน สตราทอส…

รอยยิ้มบางๆพลันปรากฏบนใบหน้าเมื่อภาพใบหน้าคุ้นเคยเข้ามาในหัว

เขายอมรับนานแล้ว ยอมแพ้กับความรักที่ได้รับมาจากอีกฝ่าย ยอมที่จะมี ‘หัวใจ’ เพียงแค่เปิดใจยอมรับมันเท่านั้นก็พบว่ามันเป็นเรื่องง่ายดายเพียงเท่านี้อีก หากตอนนั้น… หากตอนนั้นเขายอมรับมันก็คงจะไม่เสียวันเวลาเหล่านั้นไป

เมื่อก่อนไม่เคยทันคิด แต่ตอนนี้พอนึกย้อนกลับก็พบว่าตัวเองได้รับอะไรมากมาย

หากนายยังอยู่ก็คงยิ้มออกมาแล้วพูดว่า นี่แหละมนุษย์ล่ะ สินะ

จะว่าไปแล้ววันที่นายมอบหนังสือให้มาดวงดาวก็คล้ายจะดูงดงามเหมือนวันนี้

วันนั้นพวกเขาเพิ่งกลับขึ้นอวกาศหลังจากไปปฏิบัติภารกิจที่เวด้ามอบหมายมา นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาลงไปที่โลก แม้จะพยายามเก็บอาการไว้ไม่แสดงออก แต่เขารู้ตัวดีว่าส่วนลึกในร่างกายตัวเองคล้ายแสดงปฏิกิริยาบางอย่าง เมื่อยานปโตเลไมออสขึ้นสู่อวกาศเขาก็รีบมาที่สถานที่ประจำ สถานที่ที่มองเห็นภาพอวกาศที่เต็มไปด้วยหมู่ดวงดาว ดวงดาวที่ส่องแสงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน

เพื่อย้ำเตือนตัวเอง อย่าหวั่นไหวไปกับภาพธรรมชาติที่สวยงามมาที่โลก เขามีหน้าที่ทำตามแผนการของอิโอเรีย เชนเบิร์ก ปฏิบัติตามคำสั่งของเวด้า มีชีวิตเพื่อเวด้า แค่เวด้าเท่านั้น

“นายนี่ชอบมาตรงนี้จังเลยนะ”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างหลัง ต่อให้ไม่หันไปมองทีเอเรียก็รู้อยู่ดีว่าเป็นใคร ชื่อของคนๆนั้นหลุดออกจากริมฝีปาก

“ล็อกออน สตราทอส”

“แม่นจริง” อีกฝ่ายหัวเราะพลางเดินมายืนข้างๆเขาพลางยื่นมืออกมาสองข้าง ข้างหนึ่งถือหนังสือเล่มหนึ่งส่งให้ หน้าปกเป็นรูปหุ่นยนต์โลหะรูปร่างมนุษย์กำลังประคองหัวใจส่องแสงสีแดงไว้กลางอกอย่างทะนุถนอม ส่วนอีกข้างนั้น…

กำลังถือภาพแสงออโรร่าที่เขาเห็นบนโลกเมื่อวันก่อน ในภาพคือภาพด้านข้างของตัวเขาเองที่กำลังยืนเหม่อมองแสงด้านบน ใบหน้าเขาคลี่ยิ้มบางๆ ดวงตาฉายประกายบางอย่างส่งผ่านออกมาอย่างชัดเจนแม้จะมองเห็นเพียงเลือนรางผ่านความมืด ราวกับว่าคนถ่ายตั้งใจเก็บบันทึกความรู้สึกนี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด

ทีเอเรียเอื้อมมือไปหยิบภาพจากอีกฝ่ายจากนั้นฉีกทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชิ้นส่วนของภาพกระจายลอยเคว้งตามภาวะไร้แรงโน้มถ่วงล้อมรอบใบหน้าที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนของคนสูงกว่า

ล็อกออนยิ้มค้างเล็กน้อยจ้องมองดวงตาสีแดงที่เต็มไปด้วยความเย็นชาก่อนจะหัวเราะออกมา “จริงๆเลย นายนี่นะ จะรับความใจดีนี้ไปหน่อยไม่ได้หรือไง เสียใจนะเนี่ย”

“ฉันไม่ต้องการ” ทีเอเรียพูดพลางหันหลังจะออกไป แต่เท้าเขาไม่ทันจะลอยตัวขึ้นร่างทั้งร่างพลันถูกอีกฝ่ายดึงตัวเข้าไปกอด

ใบหน้าของคนสูงกว่าโน้มลงมาก่อนริมฝีปากที่มักยิ้มอ่อนโยนจะทาบทับลงมาฉวยจังหวะที่เขาจะโวยวายล่วงล้ำแทรกลิ้นดึงดันเข้ามอบจุมพิตเอาแต่ใจให้ แต่ในการบังคับจูบนั้นกลับเจือด้วยอารมณ์หลากหลาย ทีเอเรียเบิกตากว้าง มือที่ถูกรวบสองมือหนารวบทั้งสองอ่อนแรงลง ร่างทั้งร่างคล้ายจะเอนอิงแนบชิดร่างล็อกออนในทั้งร่าง

“ทีเอเรีย ฉันรักนาย” ล็อกออนกระซิบข้างหูบอกความรู้สึกในใจให้คนในอ้อมกอดฟัง ริมฝีปากเลื่อนจูบแก้มของทีเอเรียเบาๆ “ไม่ว่ายังไงก็ตามแต่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันอยากให้นายรู้ว่ารักนาย”

เพี๊ยะ!!

ใบหน้าล็อกออนสะบัดตามแรงมือที่ทีเอเรียฟาดตบ ทีเอเรียเม้มปากแน่นก่อนจะทะยานตัวจากไป

ล็อกออนมองตามหลังของอีกฝ่ายที่เคลื่อนคัวไปแตะแท่งนำทางก่อนจะขยับห่างออกไปเรื่อยๆ มือหนายกมือแตะแก้มตรงที่ถูกตบแต่มุมปากกลับยกยิ้ม

จริงๆเลย ทำไมนายถึงไม่ซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองบ้างนะ ทีเอเรีย

ใบหน้าสวยหวานที่แดงซ่านด้วยความเขินอายตอนที่ตบหน้าเขานั้น… ไม่ว่ายังไงล็อกออนก็ไม่สามารถลืมมันได้จริงๆ

 

วันต่อมาทีเอเรียก็พบว่าบนเตียงในห้องพักของตัวเองมีหนังสือเล่มหนึ่งกับภาพที่เขาเคยฉีกทิ้งวางเอาไว้อยู่ เขาขมวดคิ้วมองมันอย่างไม่ชอบใจ แม้อยากจะเอาไปทิ้งแต่พอได้มองภาพที่ถูกปะติดกันอย่างเอาใจใส่จนมองแทบไม่ออกมาว่าเคยถูกฉีกมาแล้วใบนั้น… เขาก็ไม่สามารถทิ้งมันไปได้

เก็บเอาไว้เป็นหลักฐานของการไปโลกครั้งแรกก็แล้วกัน

ทีเอเรียบอกกับตัวเองอย่างนั้นพร้อมกับเก็บของไว้เรื่อยมา

พอตอนนี้คิดแล้วก็อดหัวเราะกับการหาเหตุผลบ้าๆของตัวเองเหตุผลนั้นไม่ได้

เมื่อนึกย้อนดูแล้ว…

ล็อกออน นายรู้แต่แรกแล้วสินะว่าฉันไม่ใช่มนุษย์ แต่ถึงย่างนั้นก็ยังดึงดัน ยังพยายามส่งความรู้สึกผ่านหนังสือเรื่องนั้นมาให้ เพื่อบอกว่าต่อให้ฉันเป็นหุ่นยนต์ไร้หัวใจไร้ความรู้สึก ไม่ใช่มนุษย์ หรือเป็นอะไรก็ตาม นายก็ยังคงยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ว่านะ… ล็อกออน ในตอนนี้น่ะ…

“ผมน่ะ เป็นมนุษย์”

และหัวใจของผมก็มอบมันให้นาย ล็อกออน สตราทอส ไม่สิ นีล… นีล ดีแลนดี้ แค่นาย แค่นายเท่านั้นเพียงคนเดียว แม้ตอนนี้นายจะจากไปในที่ไกลแสนไกล แต่ในกลาง ’หัวใจ’ ที่ได้รับมานี้นายยังอยู่ในนี้เสมอ ความอบอุ่นของนาย ความอ่อนโยนของนาย

ผมจะโอบอุ้มส่วนหนึ่งของนายเอาไว้ และจะปกป้องเปลี่ยนแปลงโลกนี้อย่างที่นายต้องการ นั่นเป็นเหตุผลในการต่อสู้ของผม

“นำทางผมด้วยนะ…”

คนที่ผมรักสุดหัวใจ.

 

Advertisements

AU QZGS : : เพียงชั่วพริบตายามหิมะร่วงหล่น I [ หานจาง ]

Fan Fiction:      Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:            หานเหวินชิง x จางซินเจี๋ย

 

หนึ่งชีวิตนี้ คงมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาบ้ารั้นดึงดันไม่ยินยอมปล่อยวาง

หนึ่งชีวิตนี้ คงมีแค่ความรู้สึกอันไร้นามขานนี้เพียงความรู้สึกเดียวที่เขาอับจนหมดหนทางควบคุม

และหนึ่งชีวิตนี้ คงมีเพียงคนนี้แค่คนเดียวเท่านั้นที่เขาอยากพบก่อนจะสิ้นลมหายใจสุดท้าย

หากเป็นไปได้ขอแค่พบหน้าอีกสักครั้ง แค่อีกสักครั้ง ขอเวลาแค่สักชั่วอึดใจ…

 

ร่างในอาภรณ์ชุดไหมสีขาวฟ้าเงยหน้าขึ้นมองหิมะที่กำลังโปรยปรายจากท้องฟ้ามืดครึ้ม หิมะร่วงหล่นใส่ร่างกายสะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วนของจางซินเจี๋ย ชุดหมอหลวงสีขาวฟ้าที่เคยงดงามสะอาดตาในตอนนี้กลับเปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดแดงฉานจากบาดแผลตามร่างกาย

ร่างโปร่งเพรียวค่อยๆลากเท้าเดินไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา แต่ถึงหิมะจะหนาเพียงใดในสายตาพร่ามัวคู่นี้ก็ยังคงเห็นว่าใต้หิมะที่ทับถมนั้นมีกองเลือดเจิ่งนองเต็มไปหมด ยามจางซินเจี๋ยขยับตัวเดินหนึ่งก้าวชายอาภรณ์ก็คล้ายจะลากผ่านร่างไร้ชีวิตหนึ่งชีวิต เสียงคนเจ็บตามพื้นถนนโอดครวญกรีดร้องดังจนหูทั้งสองข้างอืออึง คล้ายมีคนเรียกหาชื่อท่านหมอจางท่านหมอจางไม่ขาดปาก แต่จางซินเจี๋ยก็ได้เพียงยิ้มขมขื่นพยายามหักใจไม่ไปตามเสียงเรียก

ใช่ว่าเขาไร้หัวใจไร้เมตตา แต่เป็นเพราะตาคู่นี้พร่ามัวจนมองแทบไม่เห็นแล้ว มือคู่นี้ถูกบีบทับจนกระดูกแหลกไม่อาจรักษาใครได้อีก โพรงจมูกแสบร้อนไร้ความสามารถในการแยกแยะกลิ่น และไม่เกินสองชั่วยาม ร่างกายนี้ก็คงไม่สามารถเรียกได้ว่ามีชีวิต

ทุกย่างก้าวล้วนทำให้แผลบนร่างปริแตกเหมือนร่างกำลังถูกแยกเป็นเสี่ยงๆแต่แม้จะเจ็บแค่ไหนจางซินเจี๋ยก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆทีละก้าวทีละก้าว จุดมุ่งหมายคือหน้าประตูวังหลวงเพื่อทำหน้าที่สุดท้ายให้สำเร็จ

เขาต้องไปเปิดประตูหน้าเพื่อให้ทัพกบฏทัพหลักเข้ามาในวังหลวงให้ได้

ใช่ กบฏ ถึงตอนนี้จะชื่อว่าเป็นกบฏแต่หากผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไป กบฏก็จะเปลี่ยนเป็นผู้กอบกู้บ้านเมือง

แคว้นที่เขาอยู่นั้นราชวงศ์เน่าเฟะจักรพรรดิไร้ทำนองครองธรรม ประชาชนเดือดร้อนทุกย่อมหญ้า เสียงคร่ำครวญกรีดร้องของผู้คนไร้ผู้มีอำนาจเหลียวแล ดังนั้นเขากับพรรคพวกผู้มีใจถักดีต่อแคว้นเลยจับมือกันก่อกบฏ

ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก่อนวันเคลื่อนย้ายกองกำลังไปตั้งหลักนอกเมืองเพื่อลอบเข้าโจมตีเมืองหลวง จักรพรรดิชั่วกลับไหวตัวทันกักทัพสนับสนุนที่ออกไปสมทับกับทัพหลักไม่ทันไว้ในตัวเมือง

จากนั้นค่ำคืนนองเลือดก็เกิดขึ้น ทุกย่อมหญ้าทุกย่างก้าวต่างเต็มไปด้วยการเขนฆ่า เลือดของเหล่ากบฏผู้ภักดีต่อแผ่นดินเกิดไหลนองพื้น จางซินเจี๋ยในฐานะที่เป็นผู้นำหลักของทัพสนับสนุนถูกองค์จักรพรรดิทรมานอยู่ในตำหนักจนร่างกายถึงขีดสุดทานทนไม่ไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่านานสามวันสามคืน ยังดีที่วันนี้ทางทัพหลักส่งคนลอบมาเปิดประตูวังหลวงและมาช่วยเขา แต่คนผู้นั้นก็ถูกเหล่าทหารฆ่าตายทันทีที่ส่งจางซินเจี๋ยพ้นสายตาองค์จักรพรรดิ ดังนั้นหน้าที่ไปเปิดประตูวังหลวงจึงตกมาที่เขา

ที่สำคัญกว่าเปิดประตูวังหลวง นั่นคือเขาต้องไปพบหานเหวินชิงผู้เป็นแม่ทัพของทัพหลักให้ได้ มิใช่เพราะหน้าที่ แค่ขอได้พบหน้าอีกสักครั้ง ขอเวลาแค่สักชั่วอึดใจ…

ราวกับภาพร่างแข็งแกร่งคุ้นตาปรากฏอยู่ไม่ไกล จางซินเจี๋ยเลยขยับยิ้มบางๆ เลือดแดงก่ำไหลรินจากริมฝีปากแต่ดวงตาของหมอหลวงกลับทอประกายด้วยความสุข ตรงที่เขาอยู่ยังห่างไกลจากประตูหน้าวังอีกเยอะ แต่คล้ายในหัวจะเห็นภาพผู้เป็นสหายสนิทกำลังขี่ม้าด้วยท่าทางองอาจอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงทอประกายมุ่งมั่นดุดันเหมือนเช่นทุกที

เหมือนดังเช่นครั้งแรกที่พบกัน เสี้ยวพริบตาที่ได้เห็นดวงตาคู่นั้นก็ได้ทำให้ใจที่เคยสงบเงียบมานานของเขาพลันสั่นไหว

จางซินเจี๋ยกัดฟันแน่นลากขาที่เริ่มอ่อนแรงเดินเกาะกำแพงไปเรื่อยๆพลางหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ภาพของคนที่ทำเขาหลุดการควบคุมครั้งแล้วครั้งเล่าปรากฏขึ้นในหัว ภาพหานเหวินชิงที่กำลังมองตรงไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ภาพหานเหวินชิงที่กำลังขยับยิ้มมุมปากบางๆ ภาพที่อีกฝ่ายแบกเขาขึ้นขี่หลังเดินไปตามท้องถนน ราวกับภาพเหล่านั้นมีมนตราขับไล่ความเจ็บปวดออกไป จางซินเจี๋ยเลยนึกถึงขุดคุ้ยความทรงจำเหล่านั้นออกมาให้ได้มากที่สุด

ครั้งแรกที่พบกัน… สำหรับหานเหวินชิงแล้วคงไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสักเท่าไหร่

ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ตามท่านพ่อผู้เป็นหมอหลวงเข้ามารักษาอดีตองค์จักรพรรดิ ท่านพ่อสั่งให้เขานั่งรออยู่ศาลาตรงริมสระบัวเพียงผู้เดียวก่อนจะรีบจากไปเพื่อรักษาพระอาการ

ยามนั้นดอกบัวในสระกำลังบานสะพรั่งชูช่อสวยเผยแย้มกลีบกระทบกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ณ ริมขอบสระมีดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่ง จางซินเจี๋ยมองมันอย่างนึกชื่นชม

ท่านแม่ของเขาชอบดอกบัวยิ่งนัก

ร่างเล็กนึกถึงมารดาผู้อ่อนโยนที่เสียชีวิตไปแล้วของตนเอง ยิ่งมองดอกบัวก็ยิ่งรู้สึกโดนบัวดอกน้อยล่อลวงกวักมือเรียกให้เขาเด็ดจากช่อเพื่อนำไปมอบให้ท่านแม่ที่หน้าป้ายวิญญาณ

เด็กน้อยจางซินเจี๋ยสูดหายใจลึกหันซ้ายหันขวาไม่พบเห็นผู้ใด รอยยิ้มบางๆพลันเผยขึ้นบนเรียวปาก ร่างเล็กวิ่งออกจากศาลาไปแบกเอาท่อนไม้ยาวที่เห็นอยู่ไม่ไกลมาจากนั้นใช้ท่อนไม้เกี่ยวเอากอดอกบัวให้เข้ามาใกล้ เดิมทีจางซินเจี๋ยคิดว่าความยาวของท่อนไม้น่าจะพอๆกับระยะห่างของดอกบัว แต่เมื่อลองทำจริงๆจนแล้วจนรอดก็ยังเหลือช่องว่างนิดหน่อย

เด็กหนุ่มขยับปลายเท้าเข้าชิดริมสระเรื่อยๆ ในใจคิดเพียงว่าอีกนิดเดียว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น

“ระวัง!”

เสียงร้องดังลั่นมาจากด้านหลังทำเอาจางซินเจี๋ยตกใจหมุนตัวกลับไปมองทว่าขาข้างหนึ่งกลับลื้นร่างเล็กเอนไปด้านหลังราวจะร่วงลง พลันมือร้อนข้างหนึ่งเอื้อมมาเกี่ยวเอวเขาไว้ไม่ให้หล่นลงสระพร้อมกับๆที่ท่อนไม้ในมือเขาเหวี่ยงไปโดนหัวคนตรงหน้าพอดี แม้จะโดนไม้ฟาดอย่างแรงแต่เจ้าของมือก็ยังโอบเอวเข้าไว้แน่นพลางดึงเข้าแนบชิดจนจางซินเจี๋ยพ้นจากขอบสระ

พลัก!!

ร่างเล็กทิ้งท่อนไม้ในมือลงพื้น ดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอาบเลือดของอีกฝ่ายที่ดูอายุมากกว่าไม่กี่ปีอย่างร้อนรน “เจ็บหรือไม่ ข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ ทะ..ท่านเจ็บมากหรือไม่”

ดวงตาดุดันของคนตรงหน้ามาตรงมาอย่างตำหนิ “เจ้าทำอะไรของเจ้า”

น้ำเสียงดุดันแม้ไม่ได้ตวาดว่าทำเอาจางซินเจี๋ยใจเสียก้มหัวปลกๆขอโทษคนโตกว่าอย่างตะหนก ยิ่งเห็นพื้นหญ้าเต็มไปด้วยเลือดที่หยดมาจากขยับของอีกฝ่ายร่างเล็กก็ยิ่งหน้าเสีย “ข้าขอโทษที่ทำท่านบาดเจ็บ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ข้าหมายถึงเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าจะหล่นลงไปในสระอยู่แล้ว” หานเหวินชิงถอนหายใจเบาๆพลางอธิบาย ปกติแล้วเขามักจะไม่อธิบายสิ่งที่เขาคิดอยู่ทำให้ผู้อื่นมักเข้าใจผิด อย่างเช่นเด็กตรงหน้านี้ก็คงเข้าใจว่าเขาโมโหที่ตัวเองบาดเจ็บ

ตอนแรกว่าจะจากไปทั้งๆแบบนี้ แต่พอเห็นร่างเล็กหน้าซีดชื้นเหงื่อก็อดปากไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ข้าไม่ได้โกรธเจ้า แผลนี่ไม่ได้หนักหนา เงยหน้าขึ้นมาแล้วดูมันดีๆ”

จางซินเจี๋ยเงยหน้ามอง ดวงตาสองคู่สบกันพลันคล้ายห้วงเวลาหลุดหมุน ผ่านไปชั่วครู่ใหญ่จางซินเจี๋ยจึงละสายตาเสขึ้นไปมองแผลบนขมับอีกฝ่าย

แผลแม้จะไม่ใหญ่มาก แต่เลือดก็ออกมาไม่ใช่น้อย

“ข้ารักษาแผลให้ท่านดีไหม” จางซินเจี๋ยพูดขณะเขย่งตัวให้สูงขึ้นเพื่อจะได้ดูแผลชัดๆ

“เป็นหมอหรือ?”

“เปล่า แต่พ่อข้าเป็นหมอ ตกลงให้ข้ารักษานะ?” จางซินเจี๋ยพูดพลางยิ้มสดใส แสงแดดอ่อนๆกระทบกับรอยยิ้มนั้นพาเอาหานเหวินชิงเหม่อมอง… มองจนลืมปฎิเสธ

รู้ตัวอีกทีร่างเล็กที่ตอนแรกเขานึกว่าเป็นขันทีรับใช้ในวังหลวงก็วิ่งจากไปและกลับมาพร้อมกับใบเขียวๆอะไรสักใบ ก่อนจะจูงมือเขาไปนั่งในศาลา

จางซินเจี๋ยหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาซับเลือดออกจากขมับอีกฝ่าย จากนั้นขยี้สมุนไพรสีเขียวในมือแล้วโป๊ะลงบนแผล แล้วค่อยเอาผ้าเช็ดหน้าอีกผืนทาบไว้ มือเล็กกดผ้าให้สมุนไพรแนบลงบนแผลเบาๆราวกลัวจะเจ็บ “หากข้ากดมือหนักไปท่านรีบบอกเลยนะ ประคบไว้ไม่เกินชั่วยามแผลก็สมานแล้ว”

หานเหวินชิงมองดวงหน้าเล็กตรงหน้าที่ยังคงยืนประคบแผลให้เขาอยู่ แม้ในใจจะนึกสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายไม่ให้เขากดแผลเองแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปาก ท่าทางมุ่งมั่นจดจ้องไปที่แผลบนขมับของเขานั้นทำให้หานเหวินชิงนึกเอ็นดู

“ข้าชื่อหานเหวินชิง เป็นบุตรคนโตของแม่ทัพหาน แล้วท่านคือ?”

“ข้าเป็นบุตรของท่านหมอหลวงจาง ข้าชื่อจางซินเจี๋ย”

แสงแดดอ่อนๆสาดส่องกระทบร่างของเด็กสองคนในศาลา จางซินเจี๋ยยืนประคบแผลให้หานเหวินชิงจนเกือบครบชั่วยาม แต่ก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาหมอหลวงจางที่รักษาพระอาหารขององค์จักรพรรดิเรียบร้อยแล้วก็ออกมาเสียก่อน

เมื่อพบว่าบุตรคนโตของแม่ทัพพิทักษ์เมืองหลวงหานมีบาดแผลเพราะบุตรชายตนทำเอาหมอหลวงจางลมแทบจับ ยิ่งพบว่าสมุนไพรที่จางซินเจี๋ยใช้นั้นรักษาแค่แผลแต่ไม่ได้คลอบคลุมไปถึงการไม่ทำให้ไม่เป็นรอยแผลยิ่งปวดหัว

หมอหลวงจางขมวดคิ้วมองจางซินเจี๋ยอย่างคาดโทษพร้อมกับเอ่ยปากดุ

“ลูกผู้ชายมีแผลเป็นนิดหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอันใด” หานเหวินชิงพูดขึ้นมาแสดงเจตนาไม่ถือโทษกับความผิดพลาดของร่างเล็ก แต่ประโยคนี้กลับทำเอาจางซินเจี๋ยน้ำตาคลอ

การมีแผลเป็นบนใบหน้าแม้จะนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าเสียโฉมแล้ว อีกทั้งหญิงสาวในเมืองต่างก็พากันหลงใหลบุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลางดงาม นี่เขาทำให้ผู้มีพระคุณหาหญิงสาวดีงามไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ ทั้งๆที่ควรต่อว่าเขาแรงๆแต่อีกฝ่ายกลับปลอบใจเขาเช่นนี้…

“ข้าจะหาวิธีรักษาท่านให้ได้ หานเหวินชิง ท่านไม่ต้องกังวล!”

ร่างเล็กประกาศปนิธานอย่างมุ่งมั่น ผลลัพธ์ที่ผิดไปจากความตั้งใจของตัวเองทำให้หานเหวินชิงเบิกตากว้าง เมื่อกี๊เขาเพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือว่าไม่เป็นอะไร

“ข้าไม่ติดใจเรื่องแผลเป็นจริงๆ”

“แต่ว่า..”

“ถ้าอยากชดเชยให้ข้านัก มิสู้ท่านไปเป็นยอดหมอฝีมือดีคอยรักษาข้าเวลาข้าบาดเจ็บจากสนามรบมิดีกว่าหรือ”

นับจากวันนั้น จางซินเจี๋ยก็ตั้งตั้งปณิธานว่าจะเป็นหมอหลวงที่เก่งที่สุดให้จงได้ วันเวลาล่วงเลยหลายปีพ้นผ่าน เด็กสองคนที่พบกันโดยบังเอิญก็กลายเป็นสหายสนิทพร้อมๆกับที่ต้นอ่อนต้นน้อยๆของความรู้สึกรู้สึกหนึ่งเริ่มออกหน่อผลิใบเบ่งบานในในของจางซินเจี๋ย

ทว่ากว่าจางซินเจี๋ยจะรู้ตัวว่าต้นไม้แห่งความรู้สึกในใจนั้นคืออะไรก็กลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเอ่ยปากพูดคำนั้นออกไปแม้เพียงสักครึ่งคำ

มือเรียวขาวกรีดนิ้วบนสายกู่เจิงบรรเลงเพลงขับกล่อมแม่ทัพใหญ่ที่กำลังนั่งจิบสุราพลางจ้องมามาตรงหน้า จางซินเจี๋ยขยับนิ้วด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่ใบหน้ากลับผ่าวร้อนเบาๆ ใบหน้าหมอหนุ่มก้มงุดพยายามซ่อนแก้มระเรื่อแดงให้พ้นจากสายตาของหานเหวินชิง เสียงกังวานสดใสของกู่เจิงก้องดังทั่วห้องที่มีเพียงพวกเขาสองคน

แสงจันทร์สาดส่องจากหน้าต่างกระทบกับร่างโปร่งที่ขยับพลิ้วบรรเลงเพลง แสงนวลอาบไล้เรือนผมสลวยทาบทับใบหน้านวลส่องเรียวนิ้วของจางซินเจี๋ยเกิดเป็นภาพงดงาม หานเหวินชิงขยับยิ้มชูจอกสุรายกดื่มคล้ายดื่มให้คนตรงหน้าพลางเอ่ยปากชมเมื่อเสียงสายสุดท้ายดีดทิ้งเสียงแผ่วลง “ยอดเยี่ยมนัก”

“ฟังทุกครั้งท่านก็พูดเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่เบื่อหรือไร” จางซินเจี๋ยหลุดยิ้มขบขัน แม้ภายนอกหมอหนุ่มจะยังคงสงบนิ่งค่อยๆขยับตัวมายังโต๊ะสุราแต่ในใจกลับสุขล้นเมื่อฟังคำชมแสนซ้ำซากของสหาย

หานเหวินชิงรินสุราใส่จอกในมือตนก่อนยื่นไปให้จางซินเจี๋ยรับไปดื่ม หมอหนุ่มชะงักชั่วครู่สูดหายใจลึกก่อนประทับริมฝีปากบนขอบจอกที่มีรอยชื้นทาบอยู่ก่อนแล้ว

“จางซินเจี๋ย ข้าว่าข้ารักเยี่ยอ๋อง”

“แค่กๆ!!” ประโยคจากหานเหวินซิงทำเอาคนฟังสำลักสุราพร้อมกับดึงหัวใจที่ลอยฟู่ฟ่องให้ลงมาต่ำ แต่คล้ายคนกระทำไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงโน้มตัวเข้าใกล้ยื่นมือมาลูบหลังเขาเบาๆให้หายสำลักพลางพูดต่อ

“ในสายตาเจ้า การกระทำของข้าแปลว่าข้ารักเยี่ยอ๋องหรือไม่”

รักหรือไม่ รักเยี่ยอ๋องหรือไม่งั้นหรือ

จางซินเจี๋ยยิ้มขบขับกับอาการความรู้สึกช้าของอีกฝ่าย ฝ่ามือร้อนที่กำลังลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นมีดคมที่กรีดลงหัวใจเขา หัวใจที่สุขล้นยามฟังคำชม หัวใจที่ลอยล่องเมื่อจูบทางอ้อมผ่านจอกสุราในยามนี้กลับเจ็บแปลบครุ่นคิดถึงการกระทำที่ผ่านมาทั้งหมดของหานเหวินซิงต่อท่านอ๋องเยี่ยซิว

มีเวลาว่างทีไรหากไม่มาหาเขา หานเหวินชิงก็จะไปท้าประลองกับเยี่ยอ๋อง วันใดที่ไปแล้วไม่เห็นหน้าเขาคนนั้น หานเหวินชิงก็จะกลับมาบ่นให้เขาฟังตลอด หลายวันก่อนมีข่าวแว่วมาว่าเยี่ยอ๋องกำลังหลงใหลนักดนตรีคนหนึ่ง อีกฝ่ายก็จ้วงเท้าเข้าห้องเขาปิดประตูร่ำสุรานิ่งเงียบคิ้วขมวดแน่น

ทุกๆการกระทำล้วนแปลได้เพียงคำเดียว..

“รัก”

จางซินเจี๋ยตอบกลับไป ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของอีกคนพร้อมยกยิ้มหยอกล้อปกปิดความในใจเหมือนเช่นทุกที “ในที่สุดท่านก็รู้ตัวแล้วหรือว่าท่านรักเขา ท่านนี่ความรู้สึกช้าจริงๆ”

ความรู้สึกช้าแถมยังไร้ความรู้สึกไร้หัวใจ ความรักของข้ากองอยู่ตรงหน้าท่านแท้ๆท่านกลับไม่แลไม่สน

“ให้ข้าช่วยเป็นพ่อสื่อให้ดีหรือไม่ หากท่านลงมือเองไม่แคล้วเยี่ยอ๋องคงลอยหลุดมือ”

ข้ายอมแพ้แล้ว ข้ายอมแพ้แล้ว

“ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก ก็ท่านเป็นสหายข้านี่นา”

ใกล้แค่นี้แต่กลับแสนไกล…

เมื่อใบหน้าคมคายพนักหน้าตอบรับ จางซินเยี่ยก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพลางเบือนสายตามองพระจันทร์ด้วยดวงตาพร่ามัว

หานเหวินชิง ตั้งแต่ท่านพบกับเยี่ยอ๋องข้าก็พร่ำบอกตัวเองให้ปล่อยวางเรื่องท่านเสียที คุมความรู้สึกนี้ให้อยู่ในขอบเขตของสหายให้ได้เสียที ไยข้าจึงไม่ปล่อยวาง  ไยปล่อยวางไม่ลง

น่าชังนัก…

QZGS : : Christmas Event [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:              Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                     เยี่ยซิว x หลานเหอ ( เยี่ยหลาน )

 

อีเว้นท์คริสต์มาสของกลอรี่ปีนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมกับทุกๆปี คือตามล่าหาโจรขโมยกล่องของขวัญจากนั้นเอาของขวัญกลับมาส่งให้ซานต้าที่เป็น NPC ประจำอีเว้นท์ ไม่มีอะไรต่างไปจากปกติจากปีก่อนๆ แต่ในวันพรุ่งนี้จะเป็นคริสต์มาสแรกที่หลานเหอเข้าร่วมหลังจากกลับมาเซิร์ฟเวอร์สิบ ดังนั้นเขาเลยตั้งใจว่าจะตามล่าหาของขวัญให้มากๆและมากๆขึ้นเป็นเท่าตัวกว่าหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนสาเหตุน่ะหรือ ต้องโทษผลพวงจากอีเว้นท์คริสต์มาสในปีก่อนที่มีท่านเทพเยี่ยชิวนำขบวน แม้จะผ่านมาครบปีแต่เหตุการณ์นั้นยังตราตรึงในหัวหลานเหอไม่ตกหล่นเลยแม้แต่น้อย

ปีนั้นโชคดีที่หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบเข้าร่วมกับจวินม่อเซี่ยว ผลประกอบการเลยอยู่ในขั้นดีเยี่ยม แต่ปีนี้หลานเหอคิดว่าเยี่ยชิวคงไม่ให้โอกาสแบบนั้นกับกิลด์ใดๆก็ตามในอาณาจักรทวยเทพ และด้วยวิธีการอันสะท้านสะเทือนของเจ้าของฉายาตำราสอนกลอรี่ เขาเป็นห่วงผลประกอบการของกิลด์หลานซีเก๋อในปีนี้จริงๆเลยตั้งใจว่าปีนี้จะขยันออกตามล่าหัวขโมยมากกว่าปีก่อนๆ

เพื่อวันพรุ่งนี้แล้วหลานเหอถึงกับอัพเกรดของในตัวหลานเฉียวชุนเสวี่ยยกใหญ่ อย่างน้อยกิลด์หลานซีเก๋อของเขาก็ต้องไม่แพ้กิลด์อื่นๆ เพื่อหลานซีเก๋อแล้ว เขายอมทุ่มสุดแรงสุดตัว!

“หลานเฉียว… คุณเข้าไอดีเจวี๋ยเซ่อดูความเคลื่อนไหวของกิลด์ซิงซินให้ฉันหน่อย”

“…เจวี๋ยเซ่อ?” หลังฟังคำพูดของชุนอี้เหล่า หลานเหอได้แต่นั่งกระพริบตาปริบๆอยู่หน้าจอมองภาพนักดาบคลั่งผู้เป็นหัวกิลด์ที่กำลังมอบหมายงานให้บรรดาเหล่าผู้นำ นานทีเดียวกว่าเขาจะออกปากถามคล้ายไม่แน่ใจกับคำสั่ง “…เจวี๋ยเซ่อหรือครับ?”

“เจวี๋ยเซ่อสิ” ชุนอี้เหล่าหันกลับมามองหลานเฉียวชุนเสวี่ยก่อนออกปากอธิบายว่า “ถึงตอนนี้จวินม่อเซี่ยวอยู่อาณาจักรทวยเทพ แต่คนส่วนมากในกิลด์ซิงซินยังอยู่เซิร์ฟเวอร์สิบ ดังนั้นมีโอกาสที่เยี่ยชิวจะกลับไปช่วยกิลด์ซิงซินที่เซิร์ฟเวอร์สิบแทนที่จะเป็นอาณาจักรทวยเทพ ไอดีนั้นของคุณอยู่ในตำแหน่งใหญ่โตแถมอยู่มาตั้งนานก็ไม่โดนแตะออก ดังนั้นข่าวกรองที่ได้น่าจะมีความน่าเชื่อถือกว่าพวกสายลับที่อยู่ในนั้นพอควร…”

แต่ไอดีนั้นเป็นไอดีสายลับที่ถูกเปิดโปงแล้วนะ!!

หลานเหออ้าปากอยากแย้งแต่ก็จนใจ ให้สายลับบอกออกไปว่าถูกจับได้แล้วแล้วจะให้สายลับคนนั้นเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ถึงเขาจะทำหน้าที่สายลับล้มเหลวแต่เขาก็ยังไม่ไร้จรรยาบรรณขนาดป่าวประกาศหรอกนะว่าตัวเองทำงานพลาด

“คุณไม่ต้องหวงที่นี่หรอก” ชุนอี้เหล่าพูดเสริมขึ้นไม่เปิดโอกาสให้คนที่กำลังหาข้ออ้างเอ่ยปากพูด “ถ้าหากคุณสืบมาได้ว่าจวินม่อเซี่ยวไปที่เซิร์ฟเวอร์สิบก็เท่ากับที่อาณาจักรทวยเทพไม่มีปัญหา ถ้าหากจวินม่อเซี่ยวไม่อยู่คุณค่อยติดต่อมาก็แล้วกัน”

“แต่ว่า…”

“อาหย่วน หน้าที่นี้มีแต่คุณที่ทำได้นะ ใช้สกิลอัญเชิ- อืม…แค่จับตาดูว่าจวินม่อเซี่ยวไปที่เซิร์ฟเวอร์สิบไหมเท่านั้นเอง เพื่อหลานซีเก๋อแล้วคุณบอกว่าจะยอมทุ่มสุดตัวไม่ใช่หรือ?”

“นั่นสิ หลานเฉียว เรื่องแค่นี้เอง ช่วยล่อ- แค่กๆ หมายถึงช่วยจับตาดูท่านเทพเยี่ยชิวเท่านั้นเอง” เพื่อนที่อยู่ข้างๆออกท่าตบบ่าหลานเฉียวชุนเสวี่ยพลักๆ “เพื่อหลานซีเก๋อแล้ว เมื่อวานนายยังบอกฉันอยู่เลยว่าจะยอมทำทุกอย่าง”

ทุกอย่างที่ทำได้ในอาณาจักรทวยเทพไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์สิบต่างหากเล่า!! หลานเหอน้ำตานองหน้า รู้สึกถึงลางร้ายอย่างไรชอบกล

ดังนั้นแทนที่จะได้ช่วยทุกคนที่อาณาจักรทวยเทพเขากลับต้องเข้าล็อกอินไอดีสายลับที่ไม่ได้เข้ามานาน และด้วยความอิดออดไม่อยากกลับมาเล็กน้อยเด็กหนุ่มเลยจงใจเข้าเกมช้า กว่าจะรูดการ์ดเข้ากลอรี่ก็เลยเวลาเที่ยงคืนไปเกือบครึ่งชั่วโมง

และความช้าไปนี้ก็ทำให้เจวี๋ยเซ่ออยู่อยู่ท่ามกลางลูกกิลด์ซิงซินที่กำลังเฮลั่นส่งเสียงจอแจท่าทางดีอกดีใจกับอะไรสักอย่าง

“ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อ คุณเข้ามาพอดีเลย” นักเวทสงครามที่ยืนข้างๆเห็นเจวี๋ยเซ่อที่พึงวาปเข้าเกมมากำลังหันซ้ายหันขวาจึงทักขึ้น “ไม่เห็นลูกพี่ออนตั้งนาน นึกว่าจะไม่รู้ข่าวซะแล้ว”

“ข่าวอะไรหรือ?” หลานเหอรีบถาม พอสังเกตดูดีๆนักเวทสงครามคนนี้ก็เลเวลเจ็ดสิบท่าทางจะมาจากอาณาจักรทวยเทพซะด้วย หรือว่าทางซิงซินระดมพลมาที่เซิร์ฟเวอร์สิบตามที่ชุนอี้เหล่าคิดไว้จริงๆ ไม่ได้การแล้ว!!

หลานเหอขยับเมาส์เตรียมเปิด QQ คุยกับชุนอี้เหล่า แต่ประโยคต่อมาของคนข้างๆทำเขาชะงัก

“ก็วันนี้จะมีผู้โชคดีในกิลด์คนหนึ่งจะได้ติดตามท่านเทพเยี่ยชิวหนึ่งวันไง”

หืม?

“หนึ่งคนหรือ?” หลานเหอทวนอย่างสงสัย หากกิลด์ซิงซินต้องการยึดอันดับที่เซิร์ฟเวอร์สิบจริงๆทำไมคนที่ช่วยจวินม่อเซี่ยวล่าหัวขโมยถึงมีเพียงหนึ่งคน “มีเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า ต้อง PK กันเพื่อหาผู้ชนะ หรือว่าแข่งกันว่าใครจะหาหัวขโมยไวที่สุด!?”

หรือจะแข่งกันที่ใครหาของขวัญคริสต์มาสได้มากที่สุด? ถ้าอย่างนั้นล่ะก็เป็นเรื่องแน่!!

“ลูกพี่ใจเย็นๆอย่าตื่นเต้น เงื่อนไขกิจกรรมนี้ยังไม่มีใครรู้ เห็นเขาบอกว่าจะประกาศตอนเที่ยงคืนครึ่ง นี่ก็เหลืออีกนาทีเดียวแล้ว ถึงได้บอกไงว่าคุณเข้ามาทันเวลาพอดี” นักเวทสงครามหันมาพูดกับหลานเหอพลางกระโดดดึ๋งๆมองไปรอบๆบริเวณเหมือนๆกับทุกคนที่เริ่มไม่อยู่นิ่ง จากนั้นสักพักเสียงกรี๊ดเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นก็ดังก้อง

“นู้นๆจวินม่อเซี่ยวมาแล้วๆ ลูกพี่เจวี๋ยเซ่อกระโดดมาดูเร็วเข้า!! เขากำลังขึ้นไปบนหลังคาแล้ว!!”

คนข้างๆตะโกนบอกอย่างหวังดี แต่หลานเหอกลับทำตรงข้ามโดยการขยับไปหลบด้านหลังคนข้างหน้าอาชีพนักดาบคลั่งที่สูงกว่าทันที ถึงไอดีนี้จะเป็นไอดีสายลับที่ถูกเปิดโปงแล้ว แต่การมาของเขาในครั้งนี้นอกจากคนในกิลด์ระดับผู้นำแล้วเขาก็ไม่ได้บอกใคร ดังนั้นซ่อนตัวได้ก็จงซ่อนตัวเอาไว้

ตัวละครข้างหน้าบังร่างเจวี๋ยเซ่อพอดีกับที่จวินม่อเซี่ยวกระโดดขึ้นหลังคาซึ่งดูท่าจะอุปโลกน์ว่าเป็นเวที เสียงเฮลั่นจากลูกกิลด์ดังก้องไปทั่วก่อนจะเงียบลงเมื่อมีเสียงผู้หญิงกระแอมไอดังขึ้น หลานเหอแอบชะโงกหน้าออกไปดูเห็นจวินม่อเซี่ยวกำลังกวาดสายตามองกลุ่มคนราวกำลังหาอะไรอย่าง ส่วนข้างๆคนจรนั้นคือไอดีเล็กของหญิงสาวผู้เป็นหัวกิลด์ตัวจริง จู้เยียนเสีย ผู้กำลังตะโกนปาวๆบอกให้ทุกคนเงียบเสียงลง

เมื่อทั่วทั้งลานเงียบกริบ หญิงสาวจึงเอ่ยปากพูด

“ฮะแฮ่ม! เป็นที่ทราบกันดีว่าวันนี้กิลด์ซิงซินของเราจัดกิจกรรมพิเศษขึ้นมา ใครก็ตามที่ผ่านเงื่อนไขนี้ก็จะได้ติดตามจวินม่อเซี่ยวหนึ่งวันเต็มๆ!!”

“เฮ้!!!”

เสียงเฮดังลั่นขึ้นอีกครั้ง เสี้ยววินาทีนั้นหลานเหอรู้สึกคล้ายว่าจวินม่อเซี่ยวสบสายตากับเขา แม้ไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า แต่เขาก็บังคับให้เจวี๋ยเซ่อกลับมาแอบหลังนักดาบคลั่งร่างยักษ์ตรงหน้าอีกครั้ง และด้วยความไม่ประมาทเลยออกคำสั่งให้ตัวละครย่อตัวลงนิดหน่อย เมื่อหน้าจอมีแค่ภาพแผ่นหลังของนักดาบคลั่งหลานเหอถึงรู้สึกโล่งอก

“เอาล่ะๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอประกาศเงื่อนไขเลยแล้วกัน…” จู้เยียนเสียพูดลากเสียงยาวพาให้ทุกคนลุ้นระทึก “สำหรับเงื่อนไขนั่นก็คือ คนที่…. คนที่ชนะ—“

“คนที่วันนี้มีสีฟ้าบนตัวเยอะที่สุดคือผู้โชคดี” เสียงจวินม่อเซี่ยวดังขึ้นขัดประโยคของจู้เยียนเสียพร้อมกับคนจรขยับตัวกระโดดสามจังหวะลงจากหลังคา ร่างสูงถือร่มเดินสาวเท้าแหวกทางลูกกิลด์ซิงซินตรงมาหาใครคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เมื่อร่างนักดาบคลั่งร่างยักษ์ขยับออก จวินม่อเซี่ยวยืนอยู่ต่อหน้าใครคนนั้นเยี่ยซิวก็พูดทักทายอย่างอารมณ์ดี “ว่าไงเจวี๋ยเซ่อ ดูเหมือนคุณจะเป็นผู้โชคดีคนนั้นแล้วล่ะนะ”

หลานเหออ้าปากค้าง ก่อนที่สมองจะสั่งการมือสองข้างก็ออกคำสั่งให้เจวี๋ยเซ่อหันหลังกลับเตรียมหนี แต่มีหรือที่เยี่ยซิวจะไม่รู้ ชายหนุ่มรัวนิ้วเคาะคำสั่งคว้ามือตะปปไหล่ออกแรงกระชากบังคับจอมยุทธ์ดาบให้กลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง

ถึงตัวละครเกมจะไม่มีสีหน้า แต่หลานเหอคล้ายเห็นว่าจวินม่อเซี่ยวกำลังฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่อย่างไรอย่างนั้น

“ชุดสีฟ้าขาว ผมยาวสีฟ้า หืม เชือกมัดผมสีฟ้าด้วยหรือ คุณนี่โชคดีสุดๆเลย ไม่มีใครมีสีฟ้าเยอะเท่าคุณแล้วนะเจวี๋ยเซ่อ คุณนี่โชคดีจริงๆ!”

โชคดีกับผีน่ะสิ!! หลานเหอน้ำตานองหน้า เขาเป็นสายลับซ่อนตัวอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้เป็นสายลับที่ถูกคนทั้งกิลด์จ้องกันเป็นตาเดียวไปแล้ว!

“ผมยกสิทธิให้คนอื่นได้ไหมครับ?” หลานเหอพูดเสียงอ่อย

“โอ๊ะ! จริงด้วยสิ มีของขวัญให้ผู้โชคดีด้วยนี่น่า” เยี่ยซิวพูดพลางกดคำสั่งแลกเปลี่ยน หลานเหอที่โดนเมินคำพูดฮึดฮัดในใจทำตัวเป็นปลาตายไม่กดรับ

“กดตอบรับเร็ว นี่เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เตรียมให้ผู้โชคดีเลยนะ!” เสียงที่จงใจพูดเสียงดังกว่าเดิมราวกับจะป่าวประกาศกับลูกกิลด์ว่าเขาเมินไม่ยอมดีลทำให้หลานเหอต้องยอมกดรับของก่อนที่จะมีคนสงสัย

ของที่ได้มาคือเชือกรัดผมเส้นหนึ่ง

เด็กหนุ่มคลิกดูข้อมูลก่อนจะตาโตกับสิ่งที่เห็น นี่เหมือนจะเป็นสิ่งของประดิษฐ์เอง? ถึงคุณสมบัติจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากเพิ่มความเร็ว แต่ดีไซน์การออกแบบไม่เลวเลย ปลายของเชือกทั้งสองข้างเป็นเครื่องประดับรูปร่มสีเงิน

มือเล็กคลิกกดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของตัวเอง ใส่เชือกรัดผมที่ได้มาใหม่แทนที่เชือกอันเดิม แม้ร่มสีเงินทั้งสองอันจะมีขนาดเล็ก แต่เมื่ออยู่บนเรือนผมยาวสีฟ้าของเขาแล้วดูโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด แถมยามเจวี๋ยเซ่อขยับตัวร่มสองอันนี้ก็ยังกวัดแกว่งพริ้วตามการเคลื่อนไหวด้วย

ไม่เลวเลย หลานเหอนึกชอบใจจนอยากเก็บไปใส่ให้หลานเฉียวชุนเสวี่ย

และราวกับว่าคนจรตรงหน้ารู้ความคิดในใจ จู่ๆจวินม่อเซี่ยวก็โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเขา “เอาให้หลานเฉียวใส่ก็ได้ ยังไงเชือกรัดผมเส้นนี้ก็เตรียมไว้ให้คุณอยู่แล้ว”

หืม?

“เตรียมให้ผู้โชคดีไง” คนตรงหน้าพูดพลางลูบหัวเขาเบาๆ เมื่อหลานเหอเลิกติดใจสงสัยอีกฝ่ายก็ยืดตัวยืนตรง มือข้างที่ไม่ได้ถือร่มคว้ามือข้างหนึ่งของเจวี๋ยเซ่อมากุมไว้ “ไปกันเถอะ”

อีกฝ่ายพูดพลางโยนคำเชิญร่วมปาร์ตี้มาให้ หลานเหอกดรับก่อนรีบถามด้วยความสงสัย

“ไป? เดี๋ยวๆ ผมยังไม่รู้เลยว่ากิจกรรมนี่ให้ไปไหน”

“ตามจวินม่อเซี่ยวไปทำเควสเควสหนึ่งน่ะ คุณตามฉันมาก็พอ เกอไม่พาคุณไปขายหรอก”

เพราะคุณเป็นคนซื้อต่างหาก หลานเหอกัดฟันกรอดต่อคำของเยี่ยซิวในใจตัวเองพลางขยับตัวเจวี๋ยเซ่อเดินตามคนที่กำลังจูงมือเขาตรงไป แม้จะยังไม่มีหลักฐานอะไร แต่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนขายอย่างไรชอบกล

ส่วนสิ่งที่จุดประกายให้เขาสงสัยน่ะหรือ

เพราะจู่ๆปี่เหยียนเฟยก็ทัก QQ มา บอกว่า ชุนอี้เหล่าคิดถูกจริงๆที่ตกลงส่งหลานเฉียวไปเซิร์ฟเวอร์สิบ ไม่ต้องห่วงที่อาณาจักรทวยเทพนะ ผลประกอบการของหลานซีเก๋อนำโด่งเลย ตั้งใจทำงานเข้า!

เจอประโยคแบบนี้มีหรือที่หลานเหอจะไม่นึกสงสัย แต่ถึงจะสงสัยแล้วเขาจะทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจปลงตกและทำตัวเป็นผู้โชคดี…

สายลับผู้โชคดีที่โดนจับตามองตลอดทางเพราะเดินจับมือกับจวินม่อเซี่ยว!

เดี๋ยวเถอะ!! ไอ้ประโยคที่บอกว่า หรือจะเป็นแฟนของท่านเทพเยี่ยชิวนี่ใครเป็นคนพูด!?

หลานเหอหันซ้ายหันขวามองหาต้นเสียงขณะที่คนจรข้างๆกลั้นหัวเราะในลำคอ จากนั้นพาเขาเดินออกจากกลุ่มคน ลูกกิลด์ซิงซินเริ่มสลายตัวออกไปทำเควส หลานเหอเดินเต๊าะแต๊ะตามคนตรงหน้าไปเรื่อยๆ ในหัวก็นึกถึงเควสที่จะต้องทำ

เควสลับที่ทำแล้วได้ของขวัญเยอะกว่าไล่ตีหัวขโมย?

หรือจะเป็นเควสที่ทำให้เพิ่มค่าสถานะเป็นเท่าตัว?

“ถึงแล้ว”

จู่ๆจวินม่อเซี่ยวก็หยุดยืนตรงหน้า NPC ชายหญิงคู่หนึ่งที่หน้าต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ที่มาแทนที่น้ำพุตรงลานกลางเมือง เนื่องจากเกือบทุกคนในเกมต่างวุ่นอยู่กับอีเว้นท์คริสต์มาส ดังนั้นบริเวณลานกลางเมืองจึงแทบร้างผู้คน

ต้นคริสต์มาสถูกประดับด้วยไฟและของขวัญพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย หลานเหอฉวยโอกาสที่จวินม่อเซี่ยวเข้าไปรับเควสเงยหน้ามองดาวสีเงินที่ประดับบนยอดสูงเสียดฟ้า ตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าๆท้องฟ้าจึงเป็นฉากกลางคืนที่มีดาวประดับระยิบนะยับ

แม้ล้อมรอบด้วยดาวหลายดวง แต่ดาวสีเงินบนต้นคริสต์มาสก็ยังดูโดดเด่นงดงามจับใจ แถมยังดูราวกับจะลอยลงมาอย่างไหรอย่างนั้น…

ไม่สิ! ดาวลอยลงมาจริงๆต่างหาก!! แถมเร็วมากด้วย!!

ต้องหนี!!

“เยี่ยชิว!! ดาวมันกำลัง—“

วูบ…

ยังไม่ทันที่หลานเหอจะพูดจบละอองสีเงินที่โปรยปรายลงมาพร้อมกับดาวประดับยอดต้นคริสต์มาสก็ตกลงบนเจวี๋ยเซ่อ หน้าจอเกมหลานเหอพลันเปลี่ยนเป็นฉากสีดำสนิทชั่วพริบตา ก่อนประกายแสงสีเงินจะจะรวมตัวกันเป็นรูปดาวห้าแฉกจากนั้นหลานเหอก็พบว่าเจวี๋ยเซ่อถูกวาบมาสถานที่ที่หนึ่ง

ทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงสิบวินาที หลานเหอที่สะดุ้งลุกยืนด้วยความตกใจเพราะคิดว่าตัวเองโดนแฮกเลยกลับมานั่งนิ่งๆตามเดิม

เบื้องหน้าเขาคือจวินม่อเซี่ยว ส่วนสถานที่ที่เจวี๋ยเซ่อกำลังอยู่นั้น…

เหมือนจะเป็นภายในต้นคริสต์มาสยักษ์?

หลานเหอคิดมาตลอดว่าต้นคริสต์มาสนั้นเป็นแค่ของประดับเพราะเมื่อก่อนเขานึกสงสัยเลยพยายามเข้ามาแต่ก็พุ่งชนต้นคริสต์มาสจนกระเด็นทุกที แต่ถ้าพิจารณาจากทิวทัศน์รอบๆนี้แล้วน่าจะเป็นภายในต้นคริสต์มาสแน่นอน

แถมข้างบนยังมีช่อมิสเซิลโทลอยอยู่บนหัว…

อืม… นานมาแล้ว เหมือนเขาเคยได้ยินเรื่องช่อมิสเซิลโทจากที่ไหนสักที่ เกี่ยวกับเรื่อง..

“อ๊ะ!” จู่ๆหน้าจอหลานเหอก็สั่นวูบ ตอนนี้หน้าจอเขาเป็นภาพใบหน้าของจวินม่อเซี่ยว ที่หน้าจอกระตุกเมื่อครู่เพราะเหมือนอีกฝ่ายจะรั้งตัวเขามากอด

“เสี่ยวหลาน…”

จู่ๆเสียงอีกฝ่ายที่ดังในเฮดโฟนก็ฟังดูละมุนอย่างบอกไม่ถูก หลานเหอกลืนน้ำลายเอือก สะบัดหน้าแรงๆสองสามทีไล่ความคิดพิลึกพิลั่นที่จู่ๆก็เข้ามาในหัว

“คะ..ครับ”

แต่เสียงที่ตอบออกไปก็ยังสั่นอยู่ดี! เด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบๆคล้ายอยากพูดต่อแต่นึกคำพูดไม่ออก

นี่มันเควสอะไร!? จำเป็นต้องใกล้ชิดขนาดนี้หรือ!!???

“คะ..เควส–”

“อ้อ! เสี่ยวหลานใจร้อนอยากทำเควสต่อแล้วหรือ”

จะถามว่าเควสนี่มันเควสอะไรต่างหากเล่า

หลานเหอกำลังอ้าปากจะแย้ง แต่จู่ๆใบหน้าจวินม่อเซี่ยวพลันขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ลมหายใจของเขาที่เพิ่งสงบกลับมาติดขัดคล้ายกำลังจมน้ำ

เสี้ยววินาทีนั้นแสงสีเงินพลันโปรยปรายลงมาอีกรอบ ภาพหน้าจอเปลี่ยนเป็นมุมมองบุคคลที่สาม

ภาพนั้นคือภาพจวินม่อเซี่ยวกำลังจุมพิตริมฝีปากเจวี๋ยเซ่อใต้ช่อมิสเซิลโทที่กำลังเปล่งแสงสีทองละมุนตา รอบๆทั้งคู่คือละอองสีเงินที่หมุนวนเป็นเกลียวคล้ายสายน้ำบางๆวนล้อมรอบร่างสองร่างไว้ด้านใน เสียงเพลงเปียโนบรรเลงเพลงหวานดังคลอแผ่วเบา

“เสี่ยวหลาน…คำตอบล่ะ?”

นานมาแล้ว เหมือนเขาเคยได้ยินเรื่องช่อมิสเซิลโทจากที่ไหนสักที่ เกี่ยวกับเรื่อง.. การจุมพิตใต้ช่อมิสเซิลโทสื่อความหมายว่า ขอเป็นแฟนกับเธอ.

ขอเป็นแฟน…

เป็นแฟน..

พรึบ!!

หน้าจอคอมหลานเหอดับวูบ ปลายนิ้วเด็กหนุ่มกดค้างแช่ไว้ที่ปุ่มปิด-เปิดเครื่อง ใบหน้าเด็กหนุ่มเห่อร้อน กว่าจะรู้ตัวว่าเมื่อกี๊ตัวเองกดปิดเครื่องก็ผ่านไปเป็นนาที

แต่หัวใจที่เต้นรัวในอกนี่ผ่านไปนานก็ไม่สงบให้เขาเลยแม้แต่น้อย แถมประโยคนั้น…

“เสี่ยวหลาน…คำตอบล่ะ?”

ก็ยังดังก้องราวถูกกระซิบข้างหู สร้างความปั่นป่วนให้หัวใจที่ไม่สงบนั้นไม่สงบยิ่งกว่าเดิม…

 

อีกฝั่งทางร้านเน็ตซิงซิน เยี่ยซิวส่ายหน้าเบาๆกับหน้าจอที่ปรากฏภาพจอมยุทธ์ดาบผมสีฟ้านามเจวี๋ยเซ่อที่ค้างเติ่งอยู่หน้าจอทั้งๆที่ในช่องแชทแจ้งว่าเจ้าตัวออฟไลน์ไปแล้ว

ซึ่งเป็นผลจากการที่หลานเหอบังคับออฟไลน์แบบปิดเครื่องกะทันหัน

“ร้ายกาจจริงๆ” เยี่ยซิวพึมพำเบาๆปนอ่อนใจปนเอ็นดู เฉินกั่วเดินผ่านมาพอดีเลยถลึงตาใส่พร้อมกับพูดว่า

“นายเพิ่งจะรู้เรอะ ว่าเด็กจากหลานซีเก๋อนั่นร้ายกาจ!!” เฉินกั่วพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ไปคว้าคอเยี่ยซิวมาเขย่า ส่วนสาเหตุที่เธอโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็เพราะจู่ๆหลานเหอก็พาตัวเจวี๋ยเซ่อโผล่มาในกิจกรรมวันคริสต์มาสของซิงซินทำเอาเยี่ยซิวทำแผนกิจกรรมที่วางไว้ของเธอพังหมด!

ตอนแรกกิจกรรมคือ คนที่ชนะในการแข่งขันหาของขวัญจากหัวขโมยคริสต์มาสจะเป็นผู้โชคดีที่เยี่ยซิวจะสอนวิธีลงดันเจี้ยนหนึ่งดันเจี้ยนตามที่คนๆนั้นขอ

แล้วคนที่วันนี้มีสีฟ้าบนตัวเยอะที่สุดคือผู้โชคดีนี่มันอะไร!!??

แล้วจากวิธีลงดันเจี้ยนเปลี่ยนเป็นทำเควสลับพิเศษของคู่รักในวันคริสต์มาสนี่มันอะไร!!??

แถมของขวัญให้ผู้โชคดีนั่นมันอะไร เธอไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด!!

เฉินกั่วคิดว่าแผนการพากิลด์ซิงซินขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในอีเว้นท์คริสต์มาสพังลงเพราะหลานเหอโผล่มา… แต่ถ้าเธอรู้ความจริงที่ว่าเยี่ยซิวต่างหากที่เป็นตัวการทำข้อตกลงกับหลานซีเก๋อให้ส่งหลานเหอมาเซิร์ฟเวอร์สิบ การโมโหธรรมดาคงกลายเป็นกระอักเลือดแทน

 

 

QZGS : : Happy Birthday LANHE [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

 

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  เยี่ยซิว x หลานเหอ ( เยี่ยหลาน )

Note:                      แค่อยากเขียนฉากหิมะเฉยๆ ดังนั้นมันเลยมีหิมะ แล้วก็ OOC แต่เสี่ยวหลานมีความสุข  เจียเจี่ยก็ดีใจ สุขสันต์วันเกิดเสี่ยวหลานคนดี >3<

 

ท่ามกลางหิมะสีขาวที่โปรยปรายจากฟ้าลงมาไม่ขาดสายหลานเหอเดินทอดน่องช้าๆตามทางเดินที่คลาคล่ำด้วยผู้คน เด็กหนุ่มยกมือแดงแจ๋ของตัวเองขึ้นเป่าให้ลมหายใจอุ่นๆหวังช่วยบรรเทาความเย็น

ปกติแล้วเมืองที่เขาอยู่อากาศมักจะอบอุ่นอยู่เสมอ แม้จะเป็นหน้าหนาวแต่หิมะก็แทบไม่ค่อยตก ดังนั้นวันนี้ที่ออกมาเลี้ยงฉลองกับเพื่อนนอกบ้านเขาเลยไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหนาๆกับถุงมือ ดังนั้นกว่าจะรู้ตัวว่าหิมะตกก็ตอนที่งานเลี้ยงเลิกลาต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับบ้านแล้วนู้นแหละ

และมันก็เป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืนแล้ว

ทว่าจะเวลานี้จะเป็นเวลาดึกแค่ไหน หิมะจะโปรยปรายลงมาสร้างความเย็นให้กับร่างกายเท่าไหร่แต่หลานเหอก็ยังคงเดินทอดน่องช้าๆเอื่อยๆคล้ายไม่อยากพาตัวเองไปถึงที่พักไวนัก

เพราะวันนี้เขาทะเลาะกับเยี่ยซิว…

พอคิดๆดูมันก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆจนไม่น่าทะเลาะกัน ดังนั้นที่หลานเหอจงใจทอดเท้าให้ช้าลงไม่ใช่ว่าเพราะยังโกรธจนไม่อยากพบหน้าอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะเขารู้สึกผิดรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าพบหน้าต่างหาก

หลานเหอถอนหายใจยาว ควันสีขาวลอยฟุ้งไปตามอากาศ

ด้วยเนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเขา พวกเพื่อนๆในกิลด์หลานซีเก๋อจึงแอบจัดงานวันเกิดให้โดยพากันถ่อมาจากเมือง G มาจัดเลี้ยงที่เมือง H ที่ที่เขาอยู่ในปัจจุบัน กว่าหลานเหอจะรู้ว่าพวกนั้นจะจัดงานให้ก็เป็นเวลาก่อนวันงานแค่วันเดียว และทุกคนต่างรู้ว่าเขากับท่านเทพเยี่ยชิวเป็นแฟนกันเลยพากันคะยั้นคะยอให้พาท่านเทพมาร่วมงานด้วย

หลานเหอเอ่ยปากชวนเยี่ยซิว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมไปทั้งๆที่วันนี้ทั้งวันเจ้าตัวขอลาหยุดพักทั้งวัน เขาเลยโมโหถลาตัวออกจากบ้านแต่เช้าไม่บอกไม่กล่าวเจ้าตัว

หลานเหอรู้ตัวว่าตัวเองผิดที่คิดจะพาเยี่ยซิวผู้ไม่ชอบออกสังคมไปงานเลี้ยงของเขา…. แต่ช่วงนี้มีข่าวลือหนาหูว่าท่านเทพเยี่ยชิวมีแฟนสาว แม้จะเป็นแค่ข่าวลือข่าวโคมลอย แต่บอร์ดของกลอรี่ก็ลงข่าวนี้เนื่องๆมาเกือบสามสี่เดือนแล้ว และเกือบเดือนมานี่เยี่ยแทบจะไม่เคยกลับมาบ้าน

แม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะประกาศออกไปไม่ได้ ทว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้หลานเหอก็รู้ตัวเองยังแสดงนิสัยแบบเด็กๆของตัวเองออกไปอยู่ เขาห้ามความคิดของตัวเองไม่ได้เรื่องอยากจะเก็บเยี่ยซิวไว้ให้เป็นของตัวเองคนเดียว เขาห้ามความรู้สึกหงุดหงิดของตัวเองเวลาเยี่ยซิวถูกแฟนคลับเกาะแกะไม่ได้

เขาเป็นใคร… เขาเป็นแค่หนึ่งให้ห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อ แต่อีกฝ่ายเป็นถึงท่านเทพเยี่ยชิว

เขาเป็นใครกัน… เขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาธรรมดา แต่อีกฝ่ายเพียงแค่อัพเวยป๋อทีหนึ่งหนุ่มๆสาวๆก็พากันแห่พูดถึงเป็นค่อนเดือน

พอนึกถึงตรงนี้หลานเหอก็ต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตเหม่อมองควันสีขาวที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าครึ้ม บางที…บางทีถึงเวลาที่เขาต้องปล่อยมือเสียที

เกือบปีแล้วที่เขาตกลงคบกับเยี่ยซิว บางทีนี่คงถึงเวลาแล้ว…

คล้ายภาพที่มองพร่ามัวถูกเคลือบด้วยหยาดน้ำ หลานเหอยกมือปาดมันออกทันควันแล้วก้าวเดินต่อ

อีกไม่เกินสิบก้าวเพียงแค่เลี้ยวเข้าซอยตรงหัวมุมข้างหน้าก็จะถึงที่พัก แต่หลานเหอรู้สึกว่าแต่ละก้าวราวกับกำลังเดินบนกระจกใส หนึ่งก้าวเขานึกถึงตอนที่เขาส่งคำขอเป็นเพื่อนกับจวินม่อเซี่ยว อีกหนึ่งก้าว ภาพตอนที่จวินม่อเซี่ยวใช้ฝ่ามือโรยบุปผาพาพวกเขาทำหนึ่งคลื่นพินาศก็ปรากฏขึ้นในหัว หนึ่งก้าวถัดมา มือคู่สวยขยี้หัวเขาเบาๆรอยยิ้มบางๆกลิ่นบุหรี่โชยจางๆจากริมฝีปากที่เอ่ยเรียก เสี่ยวหลาน… หนึ่งก้าว…ริมฝีปากนั้นทาบทับจุมพิตเขา หนึ่งก้าวถัดไป… และถัดไปอีก…

เขาเลี้ยวเข้าซอย หลานเหอยืนนิ่งอยู่หน้าทางเข้าบ้าน อีกหนึ่งก้าว เขาเงยหน้าขึ้นเห็นใครบางคนอยู่ตรงประตู

เคยอ่านจากที่ไหนสักที่ กล่าวว่า เมื่อพบหน้า… ข้าพบรักเจ้า…

ในหนึ่งก้าวที่เดินออกไป หลานเหอรู้สึกถึงความหมายของประโยคนั้น

ท่ามกลางหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟ้า ร่างคุ้นตายืนอยู่ เยี่ยซิวยืนนิ่งกลางหิมะ ปุยขาวๆร่วงหล่นลงเกาะตามคิ้ว ปลายขนตา จมูก บนบ่า ร่างนั้นยืนนิ่งปล่อยให้ปุยสีขาวปกคลุมตัวเอง จวบจนเมื่อหลานเหอก้าวมาอยู่ในครรลองสายตา เยี่ยซิวจึงคลี่ยิ้มบางๆในมือของอีกฝ่ายถือกล่องเล็กๆผูกโบว์สีฟ้ากล่องหนึ่ง

“เสี่ยวหลาน กลับมาแล้วหรือ”

เมื่อพบหน้า ข้าพบรักเจ้า… แค่เพียงพบหน้าก็รับรู้ถึงความรักและการตกหลุมรักอีกครั้งหนึ่ง

น้ำตาหลานเหอร่วงเผาะ ถลาตัววิ่งพาร่างเย็นเฉียบของตัวเองซุกกับร่างเย็นเฉียบของคนโตกว่า อีกฝ่ายยกมือข้างที่ว่างขึ้นโอบกอดเขา ร่างเย็นๆสองร่างรวมกันกลับอบอุ่นจนหวานละมุนไปทั้งใจ หลานเหอหัวเราะเบาๆ “เยี่ยซิว ผมจะไม่ปล่อยคุณไป”

หลายครั้งที่คิดอยากปล่อยวาง ไม่อยากกังวลเรื่องของคนๆนี้ แต่ทุกๆครั้งหลานเหอก็ไม่อาจตัดใจ ความรักอาจจะเป็นเช่นนี้ สร้างความหว้าวุ่น สร้างความปวดร้าว ทว่าก็มอบความสุขให้อย่างล้นหลาม เพราะรักจึงกังวล เพราะรักจึงหวงแหน และเพราะรักจึงรัก

“พูดอะไร ถึงเสี่ยวหลานอยากปล่อยแต่เกอก็ไม่ยอมให้ปล่อยหรอกนะ” ร่างสูงพูดพลางแตะคางกระต่ายน้อยที่ซุกอกตัวเองเชยขึ้นแล้วจุมพิตเบาๆ ทาบทับบนริมฝีปากราวแมลงปอล้อผิวน้ำ ก่อนจูบหวานละมุนจะตามมาแล้วร้อนแรงขึ้นตามลำดับ

กลางหิมะพร่างพราย แม้อากาศจะเหน็บหนาว แต่ถ้าหากอยู่ด้วยกันก็ทุกอย่างก็ช่างแสนอบอุ่น

“เสี่ยวหลาน หายเมาหรือยัง?” เยี่ยซิวถามพลางผละริมฝีปากออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ในลิ้นเขารับรู้ถึงรสแอลกอฮอล์จากคนรักที่กำลังหน้าแดงก่ำ ปลายนิ้วจากมือคู่สวยเกลี่ยซับคราบน้ำตาคนในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน “เห็นซี่โจวส่งข้อความมาว่าเสี่ยวหลานน้อยใจที่เกอไม่ยอมไปด้วยแล้วซัดเบียร์เป็นขวดๆจากนั้นก็นั่งบ่นให้เพื่อนฟัง ทำไมมีอะไรเสี่ยวหลานไม่พูดกับเกอตรงๆเล่า”

ร่าสูงเปิดประตูบ้านพลางจูงมือคนอายุน้อยกว่าเดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีอาหารร้อนๆควันฉุยส่งกลิ่นหอมยั่วยวนกระเพาะเต็มไปหมด

ทว่าหลานเหอกลับนึกถึงประโยคที่เยี่ยซิวพูดเมื่อครู่…

เมา? เขาน่ะหรือเมาอยู่?

“เยี่ยเกอ ผมไม่ได้เมานะ!” หลานเหอประท้วงเสียงแข็งขณะถูกกดตัวให้นั่งลงบนเก้าอี้ เยี่ยซิวที่ยังวางมือบนบ่าหลานเหอชะงักชั่วครู่ มองดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มแสดงออกว่ากำลังเมาอยู่ชัดๆของคนรักก่อนยกนิ้วขึ้นชู

“นี่กี่นิ้ว”

หลานเหอหรี่ตามองนิ้วเรียวสวยที่สั่นไหวไปมาจนจับภาพไม่ออกว่ามีกี่นิ้ว เด็กหนุ่มสะบัดหัวเบาๆจนภาพเริ่มชัดเจนจึงรีบตอบด้วยความมั่นใจ “สี่!”

ถูกชัวร์! เขาไม่ได้เมาสักหน่อย!

ทว่าคำตอบที่ได้กลับมากลับเป็นมะเหงกโป๊กหนึ่งโขกลงมาเบาๆ ก่อนจะตามด้วยการถูกดึงแก้มบีบไปบีบมาอีกยกใหญ่

“สองก็พอ เมาแล้วยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเมาอีก” เยี่ยซิวพูดพลางขยี้แก้มนุ่มๆของอีกฝ่าย “เสี่ยวหลานเมาทีไรชอบคิดมากทุกที จะให้เกอ ‘รัก’ จนไม่ต้องลงจากเตียงเลยไหม เสี่ยวหลานถึงจะเลิกกังวลว่าเกอไม่รักสักที”

“หา! ใครกังวลว่าคุณไม่รักกัน” เด็กน้อยปากแข็งพูดเสียงอู้อี้จากนั้นสะบัดหน้าหนี “คุณจะรักใครไม่รักใครก็ช่างคุณสิ ผมไม่แคร์สักนิด”

“งั้นหรือ… ถึงเกอจะรักเสี่ยวหลาน เสี่ยวหลานก็จะไม่สนใจหรือ”

น้ำเสียงปวดร้าวที่ได้ยินทำให้หลานเหอคิ้วกระตุก  “ไม่… ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

ทว่าเมื่อเขาหันหน้ากลับมาก็พบว่าตัวเองหลงกลเข้าเต็มเปา เพราะท่านเทพเยี่ยชิวยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี น้ำเสียงร้าวรานน้อยอกน้อยใจนั่นแสแสร้งชัดๆ!!

หลานเหอถองศอกใส่คนข้างๆพลางร้องฮึไส่

เสียงหัวเราะร่วนดังมาจากคนเจ็บตัว เยี่ยซิววางกล่องช็อกโกแลตผูกโบว์สีฟ้าที่ซื้อมาเป็นของขวัญวันเกิดใส่มืออีกฝ่าย แล้วก้มลงจูบหน้าผากมน

“เสี่ยวหลาน สุขสันต์วันเกิด” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบข้างหูพาให้หน้าหลานเหอร้อนผ่าว ริมฝีปากอ้อยอิ่งขบใบหูเขาเบาๆก่อนพูดต่อ “ขอบคุณที่เกิดมาเจอเกอ… ในหนึ่งปีสำหรับเกอแล้วไม่มีวันไหนที่พิเศษ แต่ในวันนี้วันที่หลานเหอเกิดมาเกอคิดว่ามันคือวันที่วิเศษ ดังนั้น… คนดีของเกอ อย่างร้องไห้นะ”

ปลายนิ้วเรียวสวยเกลี่ยหางตาเขาเบาๆ

ความสุขล้นทะลักทะลายผุดพรายขึ้นในใจ หลานเหอยื่นมือออกไปโอบคออีกฝ่ายให้โน้มตัวลงมา “ขอบคุณครับ”

แล้วจุมพิตอีกจุมพิตแสนหวานก็เริ่มต้นขึ้น และมันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย… ไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย.

 

 

 

….. (ช่วงจะอ่านต่อก็ได้ ไม่อ่านต่อก็ได้) ….

หลานเหอนอนกลิ้งพลางกินช็อกโกแลตที่เยี่ยซิวให้มาบนเตียง ในหัวยังมึนๆจากแอลกอฮอล์ที่กินวันนี้อยู่ แต่หลังจากได้ทานอหารพร้อมชาอุ่นๆกับช็อกโกแลตเพิ่มน้ำตาลให้เลือดหลานเหอก็รู้สึกดีขึ้นมาก

แต่บางทีมันคงจะดีเกินไป เพราะจู่ๆร่างกายเขาก็ร้อนแปลกๆ

คิ้วเด็กหนุ่มขมวดเล็กน้อย แต่ก็ยังกินช็อกโกแลตในมือต่อจนหมดกล่อง ดวงตาโตเหลือบไปห้องน้ำที่มีเสียงอาบน้ำดังออกมาเป็นพักๆจู่ๆในหัวก็นึกภาพเรือนร่างของคนรักที่มีน้ำเกาะพราวตามลำตัว

สายน้ำไหลไล่เรื่อยจากเรือนผม ใบหน้าคม อาบริมฝีปาก  กลิ้งลงผ่านลำคอแกร่ง ผ่านแผ่นอกที่เขาเคยฝากรอยนิ้วข่วนยามอารมณ์ขึ้นสูง…

หลานเหอกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ สะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ทว่าร่างกายกลับร้อนรุ่มยิ่งกว่าเดิม สิ่งอ่อนไหวด้านล่างชูชันแข็งขืนทั้งๆที่เขายังไม่ได้ทำอะไร

ร่างเล็กเสียดสีตัวเองกับผ้าห่มผืนหนาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่ เสียงครางเครือหลุดออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ร่างกายร้อนผ่าวยิ่งเสียดสีกับผ้าผืนหนายิ่งร้อนผ่าว  แต่หากอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรก็ยิ่งร้อนผ่าวทรมาน

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างกายที่ทาบทับเขาทุกคืนวันยืนอยู่ตรงนั้น

“อือ… เยี่ยเกอ อึก! ผมร้อน” ดวงตาที่ฉ่ำปรือด้วยแรงอารมณ์มองคนรักอย่างทรมาน หากแต่คนถูกมองกลับรู้สึกเหมือนโดนยั่วยวนจนกลืนน้ำลายเสียงดังกรึบ “เยี่ยเกอ ช่วยผม ช่วย…”

เยี่ยซิวยืนมองร่างเล็กที่บิดเร้ากับผ้าห่มสีขาวตาค้าง ผิวเนียนที่โผล่พ้นจากเสื้อผ้าหลุดรุ่ยไม่เรียบร้อยเรื่อแดงไปทั้งตัวตัดกับผ้าสีขาว จุดอารมณ์หวาบหวามร้อนแรงลุกพรึบทันที

ไหนจะเรียวปากหอบครวญครางเรียกชื่อเขา ไหนจะตุ่มไตสีแดงบนแผ่นอกที่โผล่พ้นจากเสื้อที่เลิกขึ้นจนเห็นเรือนร่างที่เขาโอบกอดทุกคืนยาม

แค่มองส่วนล่างก็แข็งคัดเจ็บแน่นไปหมด

แม้จะเย้ายวนใจแค่ไหน แต่เยี่ยซิวก็ยังนึกสงสัยอยู่ดี ชายหนุ่มหันไปมองกล่องช็อกโกแลตที่เขาซื้อมาให้เป็นของขวัญวันเกิดบนเตียงข้างตัวกระต่ายน้อยที่กำลังบิดเร้า หากจะให้เขาคิดต้นเหตุก็มีเพียงเจ้านี่เท่านั้น!

มือสวยคว้ากล่องช็อกโกแลตที่ถูกกินจนหมดเกลี้ยงขึ้นมาอ่านข้างกล่อง ก่อนจะคำรามชื่อใครบางคนอย่างอ่อนใจ

ใบหน้ายิ้มกรุ่นกริ่มของหญิงสาวที่คะยั้นคะเยอให้เขาซื้อช็อกโกแลตกล่องนี้ของซูมู่เฉิงปรากฏขึ้นในหัว

พร้อมๆกับร่างร้อนผ่าวนุ่มนิ่มไปทั้งตัวก็ถลาเข้าหาเขา

เยี่ยซิวกลืนน้ำลายอีกรอบ ก่อนส่ายหัวปลงๆ

“เสี่ยวหลานเอ๊ยเสี่ยวหลาน เกออุตส่าห์ไปอาบน้ำให้เย็นลงเพราะวันนี้ตั้งใจจะไม่แตะต้องเสี่ยวหลาน” ฝ่ามือที่ฉ่ำด้วยน้ำเย็นเฉียบลูบใบหน้าหวานของคนบนเตียงเบาๆแต่ทำเอาคนถูกลูบสะท้านตัวอ่อนยวบไปทั่งร่าง หลานเหอเอียงหน้าซบมือสวยช้อนตามองเจ้าของมืออย่างเว้าวอน

“เยี่ยเกอ…” หลานเหอสะท้านหอบเรียกชื่อคนรักอย่างตัดพ้อ “คุณบอกว่าวันนี้จะไม่ให้ผมร้องไห้ แต่นี่ผมทรมานจะตายอยู่แล้ว คุณจะทำให้ผมร้องไห้หรือ อือ…”

ยังไม่สิ้นสุดประโยค ริมฝีปากที่ตัดพ้อก็ถูกทาบทับช่วงชิงครอบครอง ปลายนิ้วสวยปัดผ่านลูบไล้เรือนร่างนวลเนียน ปลดเปลื้องชุดออกจากร่างกายร้อนผะผ่าว

“อื้อ!”

เยี่ยซิวขบกัดบนคอกระต่ายน้อยเบาๆเรียกเสียงครางเครือไม่ขาดสาย พร้อมกับหยาดน้ำตากลิ้งไหลจากดวงตาที่ฉ่ำปรอยเจือด้วยอารมณ์ร้อนแรง หยาดน้ำตาแห่งความสุขสมกลั่นออกมาช้าๆ

มือเยี่ยซิวเลือนลงต่ำช้าๆ พลางคิดในหัวว่า

วันนี้เกอไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสี่ยวหลานร้องไห้ แต่เสี่ยวหลานทำตัวเองเอง จะมาเอาผิดกับเกอทีหลังไม่ได้นะ…

พร้อมกับเบียดร่างตัวเองขึ้นทาบทับ

ด้านนอกหิมะโปรยปรายลงจากฟ้าไม่ขาดสายสร้างความหนาวเย็นไปทั่วบริเวณ หากแต่สองร่างที่โอบกอดหลอมรวมกันเป็นหนึ่งกลับร้อนรุ่มหวานละมุนไปทั้งใจ

 

 

 

 

 

QZGS :: Gift I [ All หลานเหอ ]

Fan Fiction:              Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                     ซี่โจว x หลานเหอ , ชุนอี้เหล่า x หลานเหอ

Note:                         วันเกิดเสี่ยวหลาน เราจะไม่รังแกน้อง มันก็ออกจะ OOC แต่… น้องมีความสุขเจี่ยเจี๊ยก็พอใจแล้ว > <

 

วันนี้ที่สโมสรหลานอวี่จัดอีเว้นท์พิเศษตอบแทนเหล่าแฟนๆโดยการจัดการแข่งขันกระชับมิตรระหว่างทีมเหย้าหลานอวี่ กับทีมเยือนสโมสรซิงซิน สโมสรเว่ยเฉา สโมสรป้าถู

แม้แฟนๆที่เข้าชมจะจำกัดจำนวนเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แต่คนเยอะเรื่องยิ่งแยะควบคุมอย่างไรก็ไม่หมด ไหนจะเรื่องสถานที่ เรื่องรับรองนักกีฬา เรื่องต้อนรับเหล่าแฟนๆ ถึงแม้ทางสโมสรหลานอวี่จะจัดเตรียมการทุกอย่างตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว ทว่าครั้นพอถึงวันจริงทุกอย่างก็ยังดูวุ่นวายอยู่ดี เหล่าสต๊าฟมีไม่เพียงพอกับจำนวนที่ต้องการจนทำให้ทีมงานในสโมสรต้องเพิ่มจำนวนคน…

โดยการดึงตัวลูกกิลด์หลานซีเก๋อผู้เข้างานในในฐานะแฟนๆที่มาแต่เช้าตรู่

หลานเหอก็เป็นหนึ่งในคนที่ก้าวขาเข้าสโมสรปุ๊ปโดนแขวนป้ายห้อยคอสต๊าฟสโมสรหลานอวี่ปั๊ป

แม้เด็กหนุ่มจะกระพริบตาปริบๆกับสถานะที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน  แต่เขาก็ยินดีวางป้ายไฟตราสโมสรหลานอวี่ในมือขวาและกระเป๋าที่ใส่สินค้าของหลานอวี่ที่เขาเตรียมมาขอให้หวงเส้าเทียนเซ็นต์ชื่อ

เพื่อสโมสรอันเป็นที่รักใครบ้างจะไม่ยินดีทำงานให้!! แถมเผลอๆหลังเลิกงานอาจจะได้เจอกับทีมนักกีฬาก็ได้!!

เด็กหนุ่มยิ้มร่ารีบเก็บของของตัวเองใส่ล็อกเกอร์เก็บของในห้องสต๊าฟ

“ซี่โจวเร็วเข้าๆ” หลานเหอเอ่ยปากเร่งเพื่อนร่วมกิลด์ที่จับพลัดจัดพลูโดนจับมาเป็นสต๊าฟเหมือนกัน “ถ้าไปรวมตัวช้าเดี๋ยวงานดีๆก็โดนแย่งไปหมดหรอก”

แต่ถึงจะโดนเร่งแต่คนที่ยังซ่อนหน้าในตู้ล็อกเกอร์ก็ยังซ่อนหน้าในตู้ล็อกเกอร์ต่อ

หลานเหอเอียงคอมองเพื่อนสนิทที่ทำท่าเหมือนกับหยิบๆวางๆอะไรสักอย่างในกระเป๋าอยู่นานแถมอีกฝ่ายยังเหลือบมองมาที่เขาเป็นพักๆราวกับกำลังชั่งอกชั่งใจตัดสินใจอะไรสำคัญบางอย่าง

“ซี่โจว…” หลานเหอลากเสียง “นายจะให้ฉันออกไปก่อนไหม?”

“ไม่ๆ อย่าพึ่งไป ฉันมีของให้นาย” ซี่โจวสะดุ้งพรวดโผล่หน้าออกจากล็อกเกอร์พร้อมถือถุงกระดาษสีฟ้าครามสดใสราวกับถุงกล่องของขวัญในมือยื่นให้หลานเหอ เด็กหนุ่มมองคนตรงหน้าชี้นิ้วไปที่ถุงในมือเพื่อนแล้วชี้กลับมาที่ตัวเองอย่างไถ่ถาม

“ให้นายนั่นแหละ ปั๋วหย่วน” ซี่โจวตอบพลางยื่นถุงกระดาษสีฟ้าครามใส่มือคนที่ยังทำหน้าเหลอหลา “แกะดูสิ ไม่รู้ว่านายจะชอบไหม”

“เห ฉันรู้อยู่ว่านายหมายความให้ฉัน” หลานเหอพูดงำงัม “แต่ไม่รู้ว่าให้เนื่องในวันอะไรต่างหาก”

มือเรียวค่อยๆเปิดถุงกระดาษออกก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นของในถุงกระดาษนั้นมีกระดาษห่อของขวัญห่ออีกชั้น

“ทำไมต้องห่อหลายชั้นด้วย?”

“รีบๆแกะเถอะน่า นายพูดเองไม่ใช่เหรอว่าไปช้าเดี๋ยวงานดีๆก็ถูกแย่งไปหมด” ซี่โจวพูดเร็วจนลิ้นรัวพยายามไม่สนใจมองคนที่กำลังแกะห่อของขวัญอยู่ด้วยการซ่อนหน้าหาของในล็อกเกอร์ของตัวเอง

หลานเหอกลับมาตั้งอกตั้งใจแกะของต่อ หลังแกะห่อกระดาษชั้นสุดท้ายเสร็จเมื่อเห็นของที่อยู่ภายในเด็กหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้าง

ซี่โจวปิดล็อกเกอร์พร้อมๆกับที่หลานเหอหยิบของสิ่งนั้นออกจากห่อกระดาษ

เมื่อเห็นใบหน้าหลานเหอเต็มตา ใบหูซี่โจวยิ่งแดงก่ำ ลังเลอยู่นานกว่าจะขยับปากพูดว่า “ปั๋วหย่วน… อีกสองวันจะวันเกิดนาย นาย..”

“ซี่โจว!!” หลานเหอที่หายอึ้งกับของในมือโผโอบกอดคอเพื่อนสนิทตรงหน้า ดวงตากลมโตฉายประกายวิบวับอย่างดีอกดีใจ “นี่นายให้ฉันหรือ ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าของฉันเหรอ นี่มันสุดยอดแห่งของขวัญเลย!!”

หลานเหอกอดคอคนสูงกว่า พลางสะบัดของในมือไปมา

ผ้าพักคอลายหวงเส้าเทียน!

ผ้าพันคอลายหวงเส้าเทียนสินค้าของหลานอวี่ที่ทำออกมาขายเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนั้นหลานเหอยังเจ็บใจไม่หายที่กดสั่งซื้อในเว็บไม่ทัน แต่ตอนนี้มันมาอยู่ในมือเขาแล้ว!!

“พันให้ฉันเร็วเข้าๆ” หลานเหอผละออกจากซี่โจวพลางยื่นผ้าพันคอให้คนตรงหน้า เด็กหนุ่มดีใจเสียจนไม่ได้สังเกตว่าเพื่อนสนิทก้มลงมาพันคอให้เขาอย่างใจลอยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแถมใบหน้ายังแดงก่ำ ซี่โจวอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่จนแล้วจนรอดกลับไม่มีเสียงออกมา

มือหนาค่อยๆเอาของขวัญที่ตัวเองซื้อมาพันรอบคอขาวช้าๆปลายนิ้วปัดผ่านผิวเนียนตรงต้นคอโดยบังเอิญ ชั่ววินาทีที่สัมผัสซี่โจวคล้ายกับรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นปราดจากนิ้วไปทั่วร่าง หัวใจที่สั่นระรัวอยู่แล้วพลันเต้นแรงกว่าเดิม

“ปั๋วหย่วน—วันเกิด– ฉัน นาย… ไป…”

“อ้อ ไม่ต้องหวงๆ วันเกิดนายฉันต้องให้ของที่นายชอบแน่นอน!!” หลานเหอลูบปลายผ้าพันคออย่างมีความสุขก่อนจะกระโดดไปจูงมือซี่โจวที่ยังพูดค้างอยู่เดินตัวปลิวออกจากห้องสต๊าฟ

โดยไม่รู้เลยว่าเพื่อนสนิทที่ตัวเองกำลังจูงมืออยู่นั้นมีแต่ภาพต้นคอขาวๆกับประโยคที่ยังพูดไม่จบอยู่เต็มหัว

 

และแล้วงานดีๆก็โดนแย่งไปจนหมด!!

หลานเหอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะยกลังใส่ของขึ้นจากพื้นเพื่อย้ายจากห้องเก็บของไปยังด้านหลังเวที จากที่หวังว่าจะได้งานสบายๆอย่างเตรียมดูแลรับรองนักกีฬาของสโมสรหลานอวี่กลับกลายเป็นเด็กยกของซะอย่างนั้น

ถึงแม้จะได้ไปด้านหลังเวทีซึ่งจะเป็นที่ที่นักกีฬาใช้เก็บตัวก่อนขึ้นเวที แต่เวลาเช้าขนาดนี้พวกนักกีฬายังไม่มา ดังนั้นโอกาสอันน้อยนิดที่จะกระทบไหล่นักกีฬาเลยหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

แถมลังที่ยกยังบรรจุของหนักแล้วก็เยอะมากจนขาแทบลาก!!

แต่ช่างเถอะๆ งานยังไม่จบอย่าพึ่งหมดหวังกับการกระทบไหล่อริยดาบหวงเส้าเทียน!!

“สู้ๆ!!” หลานเหอปลุกปลอบพลังตัวเองก่อนยกลังเดินไปตามทางเดินมุ่งหน้าไปยังห้องด้านหลังเวที แม้เขาจะยกไปยกมาหลายเที่ยว แต่เนื่องจากอากาศช่วงนี้เย็นสบายแถมยังอยู่ในตึกทำให้เหงื่อไม่ออก

ดังนั้นผ้าพันพันคอลายหวงเส้าเทียนที่เขาให้ซี่โจวพันคอให้เด่นหลาประกาศความเป็นแฟนคลับหวงเส้าเทียนเต็มที่เลยเปล่งประกายไม่หม่นหมองเลยแม้แต่น้อย

แต่เส้นผมที่อุตส่าห์เซ็ตทรงมาอย่างดีกลับเสียทรงจนผมด้านหน้าปรกระดวงตาจนมองทางไม่ถนัดแถมกล่องยังสูงจนเกือบบังสายตาทำให้มองยากกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว

ตุ๊บ!!

“ขอโทษครับ!” หลานเหอรีบเอ่ยปากเมื่อเดินชนใครบางคนเข้า ใบหน้าซีดเผือดทันควัน เด็กหนุ่มรีบเบี่ยงกล่องที่ยกออกไปด้านข้าง เมื่อมองเห็นคนที่โดนชนหลานเหอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะหากคนที่โดนชนไม่ใช่คนกันเองเขาลำบากแน่ๆ

“ชุนเกอเองหรือครับ ขอโทษด้วยครับผมไม่ทันระวัง บาดเจ็บตรงไหนไหมครับ?” หลานเหอขอโทษคนอายุมากกว่าตรงหน้าอย่างร้อนรน เมื่อชุนอี้เหล่าส่ายหน้าเบาๆบอกว่าไม่เป็นไรเขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง

“ขอโทษจริงๆครับ ผมด้านหน้าปรกตาจนมองอะไรแทบไม่เห็นเลย”

ชุนอี้เหล่ามองหลานเหอที่เงยหน้าเป่าลมฟู่ๆหวังจะให้ลมพัดเส้นผมออกจากดวงตาพลางอมยิ้มมุมปากอย่างขบขัน ก่อนจะยื่นมือออกไปปัดเส้นผมนุ่มมือของเด็กในความดูแลให้เข้าที่เข้าทางพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “อาหย่วน ฉันมียางมัดผมอยู่ มัดไว้ก่อนไหม?”

“มัดๆ” หลานเหอพยักหน้าหงึกๆ “ชุนเกอมัดให้มัดหน่อย ผมขี้เกียจวางกล่อง กล่องนี้ยกขึ้นยากมาก”

ประโยคนั้นทำเอามือที่กำลังหยิบยางมัดผมจากกระเป๋ากางเกงชะงักกึก

ชุนอี้เหล่าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหยิบยางมัดผมออกมา ทันทีที่ได้เห็นยางมัดผมตาหลานเหอก็เปล่งประกายวาบวับ

“ยางมัดผมตราหลานอวี่หรือครับ!?” เด็กหนุ่มชะโงกตัวมองของในมือคนอายุมากกว่าอย่างตื่นเต้น ในมือนั้นเป็นยางมัดผมที่มีตราสโมสรหลานอวี่กับรูปดาบสีฟ้าร้อยระยางดูสวยจนยากละสายตา “ผมไม่เห็นจำได้เลยว่าหลานอวี่ขายสินค้านี้ด้วย ชุนเกอๆ ผมซื้อต่อนะๆ นะครับนะ”

หลานเหอช้อนสายตามองหัวหน้ากิลด์อย่างอ้อนวอน เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนถูกอ้อนทันที

“อันนี้ฉันทำเอง” ชุนอี้เหล่าก้มลงเกลี่ยผมของหลานเหอเบาๆ สัมผัสนุ่มนวลทำเอาหลานเหอหลับตาในใจนึกภาพยางมัดผมแสนสวย โดยไม่รู้ว่าการหลับตานั้นทำคนมองใจสั่นรัว

ชุนอี้เหล่าลูบผมหลานเหอแล้วรวบผมด้านหน้ามัดเป็นจุกเล็กๆอย่างเชื่องช้า ใบหน้าคมก้มลงต่ำ ดวงหน้าหวานที่หลับตาพริ้มอยู่ใกล้เพียงลมหายใจ หลังรวบผมเรียบร้อยแล้วปลายนิ้วพลันละจากยางมัดผมไล้ไปตามเรือนผมนุ่มมือ ริมฝีปากขยับขึ้นทาบทับหน้าผากมนเย้ายวนใจก่อนผละออกในเสี้ยววินาทีราวปีกผีเสื้อพลิ้วไหวผ่าน

ชุนอี้เหล่าพยายามข่มใจที่สั่นรัวก่อนขยับปากพูด “เรียบร้อยแล้ว ยางมัดผมอันนี้อาหย่วนเอาไปเลยก็ได้ ฉันไม่ได้ใช้หรอก”

หลังจบประโยคหัวหน้ากิลด์หลานซี่เก๋อก็รีบขยับตัวเดินหนีทันที เมื่อหลานเหอลืมตาขึ้นมาจะกล่าวขอบคุณเขาก็เห็นแค่เพียงหลังไวๆของชุนอี้เหล่า

เด็กหนุ่มนึกสงสัยว่าชุนเกออาจจะไม่สบาย เพราะดูคล้ายว่าใบหูของเจ้าตัวแดงแจ๋ราวกำลังจับไข้ เขาคิดจะวิ่งไปดู แต่พอนึกถึงน้ำหนักของลังใส่ของในมือก็นึกถึงงานยกของที่ยังทำค้างไว้อยู่

เดี๋ยวไว้ก่อนกลับค่อยไปหาชุนเกอก็ได้

หลานเหอนึกในใจ จากนั้นก็เดินยกของไปห้องด้านหลังเวทีอย่างอารมณ์ดี

แต่ทางด้านของชุนอี้เหล่าที่สาวเท้าก้าวจากมาไวๆกลับยืนค้างนิ่งเพราะชายหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมพูดบางประโยคกับหลานเหอ

“อุตส่าห์ทำยางมัดผมทั้งเดือนแถมดักรอโอกาสเหมาะๆ แต่…” ดันไม่ได้พูดออกไปซะอย่างนั้น

ชุนอี้เหล่าส่ายหัวให้กับตัวเองอย่างปลงๆ

ก่อนมือหนาจะยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ รอยยิ้มพลันปรากฏตรงมุมปาก  “อาหย่วน… วันเกิดนาย ไปกับฉันไหม?”

 

 

 

 

… To Be Continued …

 

QZGS : : สกิลอัญเชิญพิเศษ [ เยี่ยซิว x หลานเหอ ]

Fan Fiction:              Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                     เยี่ยซิว x หลานเหอ  ( เยี่ยหลาน )

 

ช่วงนี้หลานเหอรู้สึกว่าชีวิตที่สงบสุขของตัวเองคล้ายกำลังถูกทำลายลงชอบกล…

หลังจากละทิ้งตำแหน่งหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบเข้าอาณาจักรทวยเทพแล้วกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อเหมือนเดิม หลานเหอก็รู้สึกว่าตัวเองสบายใจขึ้นมาก ถึงคนในกิลด์จะส่ายหน้าบอกเขาว่าอยู่มีอำนาจเป็นหัวกิลด์เซิร์ฟเวอร์สิบก็ดีอยู่แล้วจะลดอำนาจตัวเองกลับมาทำไมก็เถอะ แต่หลานเหอคิดว่าตัวเขาช่วงนี้มีความสุขดี

จนกระทั่ง…

รับงานล่าบอสสองงานติดกันแล้วเจอท่านเทพเยี่ยชิวป่วนจนกลับมามือเปล่าทั้งสองงาน!!

ความสงบสุขที่ตัวเองได้ลิ้มรสอย่างสบายอกสบายใจนั้นก็ถูกทำลายทิ้งจนหมด คล้ายเมฆครึมที่เคยปกคลุมหัวเขาในยามดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อเซิร์ฟเวอร์สิบกลับมาอีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น

“หลานเฉียว…” ชุนอี้เหล่าหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อแห่งอาณาจักรทวยเทพส่งเสียงเรียกจอมยุทธ์ดาบที่รวบผมยาวสีฟ้าเป็นหางม้าทรงสูงที่ยืนใจลอยข้างสระน้ำใต้ร่มไม้ใหญ่

หลานเหอเลิกคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยขยับมือบังคับเมาส์เปลี่ยนมุมมองจากผืนน้ำสีครามตรงหน้าให้ตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยหันมองตามเสียงคุ้นหู เมื่อเห็นนักดาบคลั่งเขาก็พูดเสียงเบาหวิวอย่างคนมีชนักติดหลัง “ชุนอี้เหล่า คุณมาแล้วเหรอครับ”

หลังจากกลับมาอาณาจักรทวยเทพ ชุนอี้เหล่าก็ตามใจเขาเสียทุกอย่าง แต่ครั้นพอมอบหมายงานล่าบอสให้ เขาดันทำเสียเรื่อง แถมยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ดันเป็นสองครั้งติดและเป็นสองครั้งที่น่าอนาจมาก ครั้งแรกบอสเวลาต่ำ ครั้งที่สองเขายืนมองบอสถูกอีกฝ่ายตะครุบไปเสียดื้อๆ

แม้จะรู้ว่าชุนอี้เหล่าจะไม่ว่าอะไรเขา แต่หลานเหอก็รู้สึกผิดเต็มอก ถึงจะไม่ค่อยอยากยุ่งกับการต่อสู้ แต่เขาก็รู้ดีว่าในฐานะหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อแต่ดันทำผลงานย่ำแย่แบบนี้ยังไงก็ต้องมีภารกิจกู้หน้ากู้ตากู้ชื่อเสียง ดังนั้นการที่ถูกชุนอี้เหล่านัดมาคุยในวันนี้หลานเหอก็ทำใจยอมรับแล้วว่าต่อจากนี้งานล่าบอสทั้งหมดคงถูกมอบให้เขาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากลูกกิลด์ให้กลับคืนมา

เพราะฉะนั้นทุกการล่าบอสต่อจากนี้เขาจะไม่มีการยอมอ่อนข้อให้แล้ว เพื่อตัวเอง! เพื่อชุนอี้เหล่า! เพื่อลูกกิลด์! เพื่อหลานซีเก๋อ!

“ฉันว่าคุณทำหน้าที่พาคนที่เพิ่งเข้าอาณาจักรทวยเทพไปทำเควสพิชิตดันเจี้ยนเหมือนเดิมเถอะ”

…ฮะ?

หลังจอหลานเหอกระพริบตาปริบๆ นานทีเดียวกว่าเด็กหนุ่มจะออกปากถาม “ไม่ใช่งานล่าบอสหรือครับ?”

“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากชุนอี้เหล่า ใช่ว่าหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อจะไม่เสียดายที่ต้องให้ยอดฝีมืออย่างหลานเฉียวชุนเสวี่ยลดระดับลงไปดูแลพวกหน้าใหม่ แต่ทำไงได้… “ก็สกิลอัญเชิญของคุณมันแรงเกินไป”

หากให้กู้ชื่อเสียงด้วยการมอบงานล่าบอสให้อีก หลานซีเก๋อคงรับผลกระทบไม่ไหว

“สกิลอัญเชิญ?” หลานเหอทวนอย่างสงสัย สกิลอัญเชิญอะไร เขาไม่ได้เล่นอาชีพนักอัญเชิญเสียหน่อย

แต่ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสู้กับใครแล้วก็ดี ตั้งแต่กลับมาหลานเหอรู้สึกขยาดกับการต่อสู้มาก ไม่ใช่ว่าเขากลัวแต่รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า แถมการพาพวกลูกกิลด์ที่เพิ่งเข้าอาณาจักรทวยเทพไปทำเควสก็ทำให้มีความสุขมาก

เพราะไม่ต้องไปปวดหัวกับจวินม่อเซี่ยว

ได้ข่าวว่าก่อนหน้าที่เขาจะกลับเข้ามาอาณาจักรทวยเทพอีกฝ่ายกำลังวิ่งกับการหาวัตถุดับจนทำเอาพวกระดับหัวหน้าหัวหมุนไปหมด หลานเหอได้แต่หวังว่าท่านเทพเยี่ยชิวคงไม่มาป่วนกระทั่งบริเวณเขตเก็บเลเวลของพวกหน้าใหม่หรอกนะ

 

แต่เขาคิดผิด…

หลังจากที่ถูกชุนอี้เหล่าเรียกไปมอบหมายให้กลับมาดูแลลูกกิลด์เหมือนเดิม สองวันมานี้หลานเหอก็พาพวกหน้าใหม่ออกตะลอนพาไปสถานที่เก็บเลเวลเคลียร์ดันเจี้ยนในขณะเดียวกันก็เก็บค่าExp.ที่ลดลงเพราะถูกฆ่า

ชีวิตสงบสุขเริ่มกลับมาอีกครั้ง ลางสังหรณ์ที่บอกว่าชีวิตสงบสุขจะถูกทำลายลงหลังจากการเจอจวินม่อเซี่ยวสองครั้งติดๆในตอนล่าบอสจางลงไป แม้จะผ่านมาแค่สองวันแต่หลานเหอก็เริ่มคิดแล้วว่าแม้จะอยู่ในอาณาจักรทวยเทพเหมือนกันแต่ก็คงไม่ได้เจอจวินมื่อเซี่ยวอีก

แต่เขาคิดผิด…

เพราะเจ้าตัวพาตัวเองมายืนพิงต้นไม้มองเขาพลางเรียกเสี่ยวหลานๆไม่ยอมหยุด!

เดี๋ยวเหอะ!! ใครเสี่ยวหลานของคุณกัน!!

หลานเหอระบายอารมณ์ด้วยการฟันฉัวะๆไปที่มอนเตอร์ตรงหน้า เด็กหนุ่มคร้านจะไปสนใจคนจรที่กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่ตั้งแต่ได้ยินคำว่าเสี่ยวหลานรอบที่สิบ หลานเหอทำราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุ เสียงเสี่ยวหลานๆนั้นเป็นแค่เสียงลม เขาไม่ได้ยิน ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น!

“เสี่ยวหลานจะไม่สนใจเกอหน่อยหรือ” คนจรเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ แม้หลานเหอจะระวังตัวอยู่แล้วแต่พอสิ้นประโยคก็ถูกอีกฝ่ายตะครุบตัวโอบไหล่แนบชิดตัว ถึงมุมมองจากจอเกมส์จะมองไม่ออกว่าพวกเขากำลังแนบชิดกันขนาดไหน แต่จากการก้มลงแล้วเห็นมือของคนจรวางแปะบนแผ่นอกของตัวเอง หันไปทางซ้ายเห็นใบหน้าจวินม่อเซี่ยวมองตรงมายังเขา ก็ทำเอาใบหน้าหลานเหอร้อนฉ่า

สภาพนี้มันน่าอายไปแล้ว!!

“กุ่น!!” เด็กหนุ่มตวาดว่าพลางออกคำสั่งพาตัวเองขยับออกยืนปะหน้ากับจวินม่อเซี่ยว “คุณห้ามมาทำตัวรุ่มร่ามกับผมนะ!”

แต่อีกฝ่ายยังคงหน้าระรื่น แถมยังยื่นมือมาสัมผัสปอยผมตรงด้านหน้าของเขาที่ปล่อยระให้พลิ้วไปกับสายลม มือของจวินม่อเซี่ยวช้อนเส้นผมสีฟ้าขึ้นก่อนจรดจุมพิตลงเบาๆ บรรยากาศพลันหลานละมุนอย่างบอกไม่ถูก แม้ใบหน้าของตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยจะไม่แสดงอารมณ์อะไรแต่คนควบคุมกลับค้างอึ้งอยู่หน้าจอ ใจดวงน้อยที่เคยราบเรียบพลันเต้นตึกตักทั้งยังรู้สึกว่าตัวอ่อนยวบละลายเป็นน้ำ

“น่าเสียดายจัง…” เสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าคุ้นหูไปแล้วดังมาจากคนจรที่เงยหน้ามองตรงมา หลานเหอหน้าแดงก่ำคล้ายรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังกระซิบข้างหู “ที่เชือกรัดผมไม่ดรอปไปด้วย”

ผึง!!

ราวกับเส้นสติหลานเหอขาด เด็กหนุ่มวาดดาบฟันคนตรงหน้าฉับ จวินม่อเซี่ยวหัวเราะร่วนออกตัววิ่ง คนจรหัวเราะไปหันกลับมามองจอมยุทธ์ดาบที่วิ่งตามมาทำร้ายอย่างไม่ลดละ

หลานเหอกัดฟันกรอด เขามันบ้าเอง!! ไอ้บรรยากาศหลานละมุนนั่นสมองเขามันเพี้ยนไปเอง!! ที่แท้คนๆนี้หมายตาที่รัดผมของเขาอยู่ ให้ตายเถอะๆ แค่ของดรอปไปสองชิ้นเขาก็หัวเสียสุดๆกับความดวงซวยของตัวเองแล้ว แต่นี่ยังจะให้เขาดรอปเชือกรัดผมอีกเหรอ!!

“คุณมันหน้าไม่อาย!!” หลานเหอตะโกนว่าพลางบังคับหลานเฉียวชุนเสวี่ยไปฆ่าคนจร

…วันนั้นหลานเหอรู้สึกว่าตัวเองวิ่งไล่จวินม่อเซี่ยวไปจนเกือบสุดแผ่นดินอาณาจักรทวยเทพ สถานที่ที่ไม่เคยไปก็ถูกเยี่ยชิวพาไป สถานที่ที่เคยตะล่อนเก็บเลเวลล่าบอสพิชิตดันเจี้ยนก็ถูกเยี่ยชิวพาไป

กว่าเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองทิ้งลูกกิลด์ไว้ข้างหลังก็เกือบเช้า แต่จะทำอะไรได้… นอกจากพิมพ์ข้อความกลับไปถามอย่างรู้สึกผิดและรู้ว่าบรรดาหน้าใหม่แจ้งกับชุนอี้เหล่าแล้วว่ามีคนมาก่อกวนแล้วเขาเลยตามมออกไป ชุนอี้เหล่าเลยส่งคนมาดูแลลูกกิลด์แทนเขาต่อ

หลานเหอโทรไปขอโทษชุนอี้เหล่าและสัญญาว่าจะไม่เป็นแบบนี้อีก

แต่อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาว่า “ดีแล้วๆ ฉันไม่ได้ว่าอะไร แบบนี้ก็ช่วยงานกิลด์ได้เยอะเลย สกิลอัญเชิญคุณนี่แรงจริงๆ”

“…” นอกจากเงียบใส่หลานเหอก็ไม่รู้จะทำอะไร เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆงุนงงกับความหมายจากประโยคที่หัวหน้ากิลด์บอก เพราะตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าสกิลอัญเชิญคืออะไร จนกระทั่งวันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

วันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

และวันต่อๆมา

“เสี่ยวหลาน…”

“กุ่น!!” หลานเหอตวาดว่าพลางขยับตัวออกจากวงแขนจวินม่อเซี่ยวที่โอบไหล่ตัวละครหลานเฉียวชุนเสวี่ยอยู่ “คุณไม่เห็นประกาศหรือยังไง บอสนะ!บอสเลยนะ! คุณไม่ไปเก็บวัตถุดิบหรือ!?”

“ส่งคนไปแล้ว”

หลานเหอเหงื่อตก อ๋อ เดี๋ยวนี้ท่านเทพไม่ต้องออกโรงเองก็มีคนทำงานให้ แล้วชุนอี้เหล่าจะใช้เขาอัญเชิญจวินม่อเซี่ยวมาทำไมในเมื่อผลลัพธ์คือบรรดาวัตถุดิบที่ท่านเทพหมายตาบรรดากิลด์ใหญ่ๆก็ไม่ได้อยู่ดี

“ผ่านมากี่วันแล้ว ทำไมเลเวลคุณไม่อัพสักที” เยี่ยชิวถามพลางกวาดสายตาไปทั่ว เมื่อเห็นบรรดาหน้าใหม่ของหลานซีเก๋อที่ค่อยๆทยอยถอยห่างจากบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ก็นึกขำในใจ

เพราะเมื่อสองวันก่อนเขาแหย่หลานเหอดุมือไปหน่อย ผลคือเจ้าตัววิ่งไล่เขาแต่ดันไปลากเอามอนสเตอร์เลเวลสูงมาหาบรรดาพวกหน้าใหม่ กว่าหลานเหอจะรู้ตัว กว่าหลานเหอจะใจอ่อนยอมให้เยี่ยซิวเข้าปาร์ตี้มาบัญชาการก็หวิดทำให้คนที่มาอัพเลเวลเพราะตายมาจะตายอีกรอบหลายคน

หลานเหอพอได้ฟังคำถามก็ได้แต่กลอกตา “ผมตายก็เพราะคุณ ผมเลเวลไม่อักสักทีก็เพราะคุณ คุณยังมีหน้ามาถามอีกหรือ”

“เรื่องตายเสี่ยวหลานโทษเกอไม่ได้นะ เกอบอกให้เสี่ยวหลานหลบแล้วแต่เสี่ยวหลานดื้อเอง”

ถ้าเขาหลบไปง่ายๆเขาจะเอาหน้าเอาศักดิ์ศรีของหนึ่งในห้ายอดฝีมือของหลานซีเก๋อไปไว้ที่ไหน!

“ส่วนเรื่องเลเวลไม่อัพเพราะใจของเสี่ยวหลานมาอยู่ที่เกอจนไม่ตีมอนสเตอร์เอง จะโทษเกอไม่ได้นะ”

“ใครใจไปอยู่ที่คุณกัน!?” หลานเหออ้าปากค้าง และโดยไม่รู้ตัวมือที่กำลังรัวคำสั่งโจมตีก็หยุดค้างเหมือนเช่นทุกวันอีกแล้ว ในหัวเด็กหนุ่มนึกโมโหกับคำพูดหน้าไม่อายของอีกฝ่าย

“ถ้าใจไม่อยู่ที่เกอ หลานเหอจะมาหาเกอที่อาณาจักรทวยเทพหรือ?”

“นั่นเพราะผมเบื่อที่เชอเฉียนจื่อเอาแต่หาเรื่องต่างหาก!!”

“งั้นถ้าใจไม่อยู่กับเกอจะไปบังเอิญเจอกันตอนล่าบอสหรือ?”

“นั่นเพราะผมอยู่ใกล้ที่สุดเลยต้องไป!!”

“หืม… งั้นเพราะพรหมลิขิตสินะ เราเลยได้มาเจอกันอีก”

“ใช่ที่ไหนละ ชุนอี้เหล่าสั่งให้ผมไปต่างหากผมไม่ได้บังเอิญล่าบอสเอง!!”

“อ๋อ ชุนอี้เหล่าลิขิตสินะ” พอถึงตอนนี้หลานเหอรู้สึกคล้ายว่าเสียงอีกฝ่ายเยียบเย็นอย่างไรพิกล แถมยังไม่ได้ยินแว่วๆอีกว่า เชอเฉียนจื่อกับชุนอี้เหล่าสินะ อีก

แต่ช่างเถอะ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง

ที่สำคัญคือวันพรุ่งนี้ต่างหาก!!

หลานเหอเคาะนิ้วกับโต๊ะพลางอมยิ้มสายตาเหลือบไปมองโปสเตอร์รูปหวงเส้าเทียนกับเยี่ยอวี่เซิงฝานที่ฝาผนังห้องในใจวาดฝันกับวันพรุ่งนี้ของตัวเอง

เพราะวันพรุ่งนี้ชุนอี้เหล่าบอกให้เขาไปช่วยงานนักกีฬาอาชีพที่สโมสรหลานอวี่!! แถมยังมีโอกาสได้เจอหวงเส้าเทียนไอดอลในดวงใจของเขาอีก!!

ถึงหลานเหอจะยังไม่รู้รายละเอียดว่าให้ช่วยงานอะไร แต่เพื่อหวงเส้าเทียนไม่ว่าจะให้แบกหามยกของก่อตึกเขาก็พร้อมลุย!

ถึงชุนอี้เหล่าจะบอกว่าไม่เปลืองแรงอะไรแถมยังเป็นงานที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้ก็เถอะ แต่เพื่อความไม่ประมาทหลานเหอเลยคิดว่าวันนี้จะนอนเร็วหน่อย

“..หลาน เสี่ยวหลาน! ใจลอยอีกแล้วหรือ”

“อ๊ะ ขอบคุณครับ” หลานเหอหันกลับมามองจอเห็นจวินม่อเซี่ยวกำลังตีมอนที่เขาตีค้างครึ่งๆกลางๆไว้อยู่ แต่ทำไมเขารู้สึกว่าตั้งแต่เยี่ยชิวเข้าร่วมปาร์ตี้กับเขาอีกฝ่ายเอาแต่ตีมอนตัวเดียวกับเขายังไงชอบกล เบียดกระแซะเขาจนคนจนจะรวมร่างกับจอมยุทธดาบของเขาอยู่แล้ว!

แต่ช่างเถอะ!

เด็กหนุ่มหันไปมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาเที่ยงคืนจากนั้นก็รีบโบกมือลาจวินม่อเซี่ยว หลานเหอกดออกเกมก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปากพูดอะไรเสียอีก แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยแต่เขารู้สึกสะใจมาก!

และเรื่องที่พรุ่งนี้เขาจะไม่เข้าเกม หลานเหอก็ไม่ได้บอกเยี่ยชิว แค่คิดว่าเยี่ยชิวจะไปรอเก้อเขาก็สะใจมากๆแล้ว!!

พรุ่งนี้ช่างเป็นวันที่ดี!!

เมื่อรุ่งเช้ามาถึงหลานเหอก็รีบพาตัวเองไปยืนรอชุนอี้เหล่าหน้าสโมสรหลานอวี่ แม้อีกฝ่ายจะบ่นว่ามารอทำไมก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมงแต่หลานเหอก็ยังอมยิ้มบอกว่าไม่เป็นไรๆเขารอได้

ชุนอี้เหล่าพาเขาเข้าไปในห้องพักรับรองของนักกีฬา ในนั้นมีเพียงกัปตันทีมอวี้เหวินโจวกับหวงเส้าเทียนกำลังนั่งคุยกันอยู่ ทั้งสองคนหันมายิ้มให้เขา รอยยิ้มของหวงเส้าเทียนเจิดจ้าเสียจนเด็กหนุ่มรู้สึกตาพร่างอ่อนยวบไปทั้งใจโลกสดใสในสายตาเขามีเพียงไอดอลหนึ่งเดียวในใจของเขา

ก่อนจะจู่ๆโลกจะมืดลงเพราะตาเขาถูกปิดด้วยมืออุ่นๆเจือกลิ่นบุหรี่

และจากนั้นร่างทั้งร่างของหลานเหอก็ถูกรวบกอดแน่นโดยคนตัวใหญ่กว่าข้างหลังพร้อมเสียงพูดคุ้นเคยข้างหู “เสี่ยวหลาน… เรียกเกอมาแต่มองหนุ่มคนอื่นตาเป็นประกายแบบนี้ อยากให้เกอลงโทษหรือ”

กุ่น!!

หลานเหอได้แต่สบถในใจทั้งๆที่ถูกปิดตาอยู่ ไออุ่นจากร่างอีกฝ่ายพาให้หน้าเขาร้อนฉ่า แถมหูยังได้ยินหวงเส้าเทียนพูดกับอวี้เหวินโจวอีกว่า แผนการใช้สกิลอัญเชิญพิเศษไม่เลวเลย…

กุ่น!! ไสหัวไป ไสหัวไปให้หมด เรื่องสกิลอัญเชิญพิเศษอะไรนี่มันก็แค่เรื่องล้อเล่นขำๆไม่ใช่หรือ ทำไมถึงอัญเชิญเยี่ยชิวออกมากระทั่งโลกภายนอกได้เล่า!!

หลานเหอโวยวายในใจพร้อมขยับตัวหนี แต่ในโลกแห่งความจริงนั้นการออกห่างจากเยี่ยชิวทำได้ยากกว่ากันมากเพราะร่างทั้งร่างถูกแขนแกร่งรัดแน่นไม่เหมือนในเกมที่ขยับนิดหน่อยก็หลุดแล้ว

แถมดูท่าจะไม่หลุดอีกนาน เพราะเยี่ยชิวพูดว่า

“อืม… เสี่ยวหลานตัวหอมไม่เบาเลยนะ งั้นวันนี้ให้เกอกอดทั้งวันแลกกับการยอมPKกับหวงเส้าเทียนเป็นไง”

และเพราะไอดอลของตัวเองตอบรับอย่างดีอกดีใจ  หลานเหอจะทำอะไรได้นอกจากต้องตกลง

อืม… เป็นงานที่ไม่ต้องใช้แรงอะไรอย่างที่ชุนอี้เหล่าบอกจริงๆด้วย

แต่เปลืองตัวมาก!!

 

 

_______________________________________________________________________________

อ่านเล่ม 10 แล้วเห็นชุนอี้เหล่าบอกว่าเยี่ยชิวเก็บตัวมาตั้งนานจู่ๆออกมาล่าบอส(แล้วหลานเหอดันเป็นคนรับหน้าที่ล่าบอสของหลานซีเก๋อ) เลยนึกถึงคำว่าสกิลอัญเชิญขึ้นมา 555+

QZGS : : ผิดตรงไหน? [ ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

Fan Fiction:           Quanzhigaoshou ( เทพยุทธ์เซียน Glory / The King’s Avatar / Master of Skill )

Pairing:                  ชุนอี้เหล่า x หลานเฉียวชุนเสวี่ย(หลานเหอ)]

 

 

“อี้เหล่าเอ๊ย นายได้ทำเรื่องผิดพลาดไปแล้วละ”

เสียงเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นอย่างเห็นอกเห็นใจทำให้ชุนอี้เหล่าละสายตาจากภาพตรงหน้าซึ่งเป็นภาพชายหนุ่มกำลังหยอกล้อเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง

เขาหันไปถามเพื่อนเสียงเรียบคล้ายอยากแย้งสิ่งที่อีกฝ่ายพูด “ผิดพลาดหรือ ผิดพลาดที่ตรงไหน?”

อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ชี้นิ้วไปยังคนคู่หนึ่งที่พวกเขากำลังแอบมองอยู่พร้อมพูดพร้อมกับถอนหายใจ “นั่นไม่ใช่เรียกว่านายทำผิดพลาดหรือ”

ชุนอี้เหล่าหันไปมองความผิดพลาดของตัวเอง

ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพแห่งกลอรี่นามเยี่ยชิวกำลังขยี้หัวเด็กหนุ่มที่เขาคุ้นเคยคนหนึ่ง… หลานเฉียว

ทั้งคู่ยืนอยู่กลางห้องรับรองของสโมสรหลานอวี่ ถึงแม้ในห้องจะมีคนมากมายแต่ในสายตาของชุนอี้เหล่ากลับเห็นเพียงภาพของเยี่ยชิวและหลานเฉียว ใบหน้าของท่านเทพยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี ส่วนหลานเฉียวแม้จะมุ้ยหน้าหลบมือคู่สวยที่ยุ่งวุ่นวายตามขยี้ผมตัวเองอย่างพลวนแต่แก้มเด็กหนุ่มกลับแดงก่ำด้วยความเขินอาย

ทั้งคู่ดูมีความสุขออกปานนั้น… นั่นคือหลักฐานความผิดพลาดของเขาหรือ?

และถ้านั่นคือหลักฐาน แล้วเขาทำผิดที่ตรงไหน?

 

ตรงที่ส่งหลานเฉียวไปดูแลเซิร์ฟเวอร์สิบ?

ตอนนั้นหลานเฉียวไม่อยากไป เด็กคนนั้นแม้จะเป็นเด็กดีแสนซื่อตรงแค่ไหนแต่ก็ทั้งรักหน้าตัวเองทั้งแอบดื้อ หากเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบใจแล้วหัวแข็งอย่างกับอะไรดี

หลานเฉียวบอกว่าถ้าตัวเองยอมถอยไปเซิร์ฟเวอร์สิบนั้นไม่เท่ากับยอมแพ้ต่อคู่พิพาทของเขาอย่างเร่าอ้านฉุยหยางทั้งๆที่ไม่ได้สู้หรือ และนั่นเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้เป็นอันขาด!

“หลานเฉียว…” ชุนอี้เหล่าพูดเสียงอ่อนพาให้ใจที่คุกกรุ่นด้วยความไม่ยอมรับของอีกฝ่ายเย็นลง “ที่ผ่านมาฉันเคยทำให้คุณเดือดร้อนหรือ?”

“…ไม่เคยครับ”

“แล้วคิดว่าครั้งนี้ฉันจะทำร้ายคุณหรือ?”

อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆพลางก้มหัวลงน้อยๆคล้ายทั้งยอมจำนนทั้งยังอยากหาข้อแย้งแต่ยังหาไม่ได้ ชุนอี้เหล่าเห็นแล้วเลยยกมือขึ้นลูบหัวเด็กในความดูแลของตัวเองเบาๆด้วยความอ่อนโยน

“อาหย่วน… ถึงตอนนี้คุณยังมองไม่เห็นข้อดี แต่เชื่อเถอะเมื่อคุณไปแล้วคุณจะรู้เอง”

ถ้าหลานเฉียวไปสร้างฐานอำนาจเป็นหัวหน้ากิลด์หลานซีเก๋อของเซิร์ฟเวอร์สิบซึ่งสมาชิกกิลด์แทบจะเป็นผู้เล่นใหม่ทั้งหมดแล้วทุกอย่างประสบความสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดีก็เท่ากับหลานเฉียวได้แสดงความสามารถมาอุดปากพวกที่กำลังคลางแคลงในความสามารถอยู่ในตอนนี้

นั้นเท่ากับชนะเร่าอ้านฉุยหยาง

แถมเผลอๆพวกที่ติดตามหลานเฉียวมาจากเซิร์ฟเวอร์สิบจะออกมาปกป้องหลานเฉียวเวลาเร่าอ้านฉุยหยางมาวอแวด้วยซ้ำไป

ตอนนั้นถึงชุนอี้เหล่าจะเสียดายที่จะไม่ได้เจออีกฝ่ายไปสักพักใหญ่ แต่ว่า…

“ไม่ได้ต้องกังวล คุณก็รู้ดีว่าระหว่างคุณกับเร่าอ้านฉุยหยาง ฉันเลือกใคร”

นี่เป็นสิ่งที่เขาใคร่ครวญคิดมาแล้วว่าดีสำหรับหลานเฉียว

ถ้าหากหลานเฉียวไม่ไปเซิร์ฟเวอร์สิบ เร่าอ้านฉุยหยางอาจกดดันจนทำให้คนตรงหน้าออกจากกิลด์หลานซีเก๋อ

ดังนั้นการกระทำนี้ของเขาไม่ได้เป็นสิ่งผิดพลาด… เป็นสิ่งที่เขาทำถูก

แล้วมันผิดพลาดที่ตรงไหน?

 

หรือจะตรงที่เขารู้ว่าจวินม่อเซี่ยวหรือก็คือท่านเทพเยี่ยชิวมาวอแวกับหลานเหอแต่เขาก็ยังไม่ดึงตัวหลานเหอออกมา?

เพราะตอนนั้นเขารู้ตัวช้าไป…

ถึงตอนที่ชุนอี้เหล่าไปเซิร์ฟเวอร์สิบเพื่อชิงสถิติดันเจี้ยนแผ่นดินเร่ร่อนเขาจะรู้สึกติดใจที่จวินม่อเซี่ยววิเคราะห์ว่าหลานจะPKแพ้เร่าอ้านฉุยหยาง แต่เขาก็เผลอคิดไปเองว่ามันเป็นเรื่องที่มองออกได้ง่ายพอควร แต่กลับไม่คิดว่าเพราะสนใจให้ความใกล้ชิดต่างหากถึงมองออก

เหมือนกับที่เขาใส่ใจกับหลานเฉียวในทุกๆเรื่อง เลยพยายามไม่ให้เร่าอ้านฉุยหยางมีโอกาสสู้กับหลานเฉียว

และเพราะความเอาใจใส่นั้นเมื่อเขาเห็นว่าหลานเฉียวบอกว่าเหนื่อยเลยยอมให้อีกฝ่ายไปขลุกอยู่ในกิลด์ซิงซิน ไม่ดุไม่ว่าไม่กล่าวเลยแม้แต่น้อย แถมยังคอยดูแลกิลด์หลานซีเก๋อแทน

ได้ข่าวว่าเจวี๋ยเซ่อ ไอดีที่หลานเฉียวใช้มีตำแหน่งเป็นที่นับหน้าถือตาเป็นที่รักในกิลด์ซิงซินมากพอควร แม้ชุนอี้เหล่าจะกังวลแต่ยามเดินผ่านแล้วเห็นคนที่บอกว่าเหนื่อยมีใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มมีเสียงหัวเราะ เขาก็พยายามสลัดทิ้งความกังวลนั้นไป

“ชุนอี้เหล่า ขอบคุณมากครับที่ช่วยดูแลกิลด์แทนผม”

แค่หลานเฉียวกลับมาพร้อมใบหน้าสบายใจ ความกังวลความขุ่นมัวก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมด

“ไม่เป็นไร”

ดังนั้นการกระทำนี้ของเขาจึงไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด

 

แล้วมันผิดพลาดที่ตรงไหนกันนะ?

ชุนอี้เหล่าเหม่อมองภาพหลานเฉียวที่กำลังปัดป้องมือของท่านเทพที่เริ่มไปขยับไปหยิกแก้มที่กำลังแดงก่ำให้แดงยิ่งกว่าเดิม

เด็กหนุ่มผู้แสนคุ้มตาคนนั้นตวาดว่าร้องห้ามใส่เยี่ยชิว มือที่เขาเคยแอบกุมแน่นยามอีกฝ่ายเผลอนั้นกำลังป้องกันแก้มตัวเอง จากนั้นมือทั้งสองข้างคู่นั้นก็ถูกท่านเทพรวบเข้าหากันและรั้งดึงร่างเจ้าของมือมากอดแนบ

ใบหน้าหลานเฉียวยิ่งแดงก่ำ บ่นอุบอิบเบาๆเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของอ้อมแขน

ชุนอี้เหล่าทำได้แค่เพียงมอง เขาได้แต่ถอนหายใจเบาๆแล้วพูดตอบเพื่อนข้างตัวแต่ก็คล้ายกับพึมพำพูดกับตัวเอง

“ไม่หรอก นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด”

เพราะการที่หลานเฉียวชุนเสวี่ยยังอยู่ในกิลด์ หลานเหอสบายใจ สวี่ปั๋วหย่วนมีความสุข นั่นก็เท่ากับเขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

ไม่ผิดตรงไหนเลย

แต่ถ้าหากจะโทษว่าใครทำผิดพลาดก็คงเป็นฟ้าล่ะมั้ง…

ทำผิดพลาดที่ลิขิตให้เขาหลงรักเด็กคนนั้น แถมรักเกินกว่าจะมองว่าความสุขของอีกฝ่ายเป็นความผิด ดังนั้นเขาเลยได้แต่ยิ้มบางๆมองความสุขของอีกฝ่ายแล้วแอบถอนใจเบาๆด้วยความเจ็บปวดทั่วใจ

แต่ชุนอี้เหล่าก็ไม่คิดว่าความผิดพลาดของฟ้านั่นเป็นความผิด

ต่อให้ฟ้าไม่ได้ลิขิตเอาไว้เขาก็คงรักหลานเฉียวอยู่ดี.